“ผมจะหาคนมาซื้อบ้านคุณร้อยหลัง” ผมบอกคุณบุญยกร
คุณบุญยกรมองหน้าผม แววตาแกคมกริบยิ่งกว่าคมมีด
“ถ้าทำไม่ได้อย่าพูดเล่น”
“ทำได้ครับ แต่ผมก็มีข้อแม้นะ” ผมบอกอย่างมั่นใจ
“ข้อแม้อะไร?”
“คุณก็ต้องช่วยผมปั่นหุ้นของคุณให้ไปอย่างน้อยสิบบาท!”
ปิดตลาดวันนี้ ราคาหุ้นบริษัท GG ของคุณบุญยกรอยู่ที่ 2.20 บาท (สองบาทยี่สิบสตางค์) แต่ผมจะเอา 10 บาท!
“ฉันบอกแล้วฉันไม่ได้ชอบปั่นหุ้น” คุณบุญยกรบอก
“ผมก็ไม่ได้ให้คุณปั่นนี่ครับ ผมจะทำเอง คุณแค่ช่วยเหลือผมบ้าง”
หัวคิ้วของคุณบุญยกรเริ่มชนกัน แกกำลังอ่านความคิดผม
“ถ้าเธอทำผิดกฎหมาย รับผิดชอบตัวเองละกัน”
ผมรับคำ คุณบุญยกรบอกว่า
“หาคนมาซื้อบ้านร้อยหลังให้ได้ แล้วฉันจะร่วมมือกับเธอ”
“เป็นคอนโดก็ได้ใช่ไหมครับ?” ผมถาม
“ได้”
“ราคาผมขอหนึ่งล้านบาทขึ้นไปนะ”
คุณบุยญกรตอบ
“ตกลง ไม่ว่าบ้านหรือคอนโดต้องห้ามต่ำกว่าหนึ่งล้าน”
“แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่าผมเป็นคนขายบ้านให้คุณ?”
“ฉันจะให้ฝ่ายขายฉันส่งรหัสพนักงานให้เธอ บริษัทฉันขายบ้านมีทั้งพนักงานขายและพวกนายหน้าที่ไม่ได้เป็นคนของบริษัทวิ่งเต้นขายให้เพื่อหวังค่าคอม”
คุณบุญยกรกล่าวจบก็เดินออกไป ลูกน้องแกซึ่งใส่สูทดำรออยู่นอกร้านสองคนก็เดินตามแกไป
ผมใจเต้นตึกตักที่ไปรับปากแบบนั้น หลินรีบถามผมเสียงตื่น
“พล็อต ทำไมไปพูดแบบนี้ ยุคนี้จะหาคนมาซื้อบ้านสักหลังยังไม่ง่ายเลยนะ”
ผมเงียบ
“ต้องมีวิธี”
หลินใจหายวาบรีบพูด
“ต้องมีวิธี? พล็อตไม่มีแผนอยู่ก่อนเหรอ”
“เอาน่า เราไม่ได้กำหนดเวลาไว้นิว่าจะต้องในกี่วัน”
หลินส่ายหน้า
“แต่ถ้าเราไปพูดสัญญาไว้แล้วทำไม่ได้ พล็อตจะเสียเครดิตเองนะ”
“พล็อตรู้”
“คิดอะไรตื้นๆ พล็อต ถึงเขาจะไม่ร่วมมือปั่นหุ้นกับเราก็ไม่เห็นต้องไปเอาชนะเลย” หลินตำหนิผม
“ให้พล็อตคิดก่อนเถอะน่า”
“ทำเป็นเด็กไปได้พล็อต” หลินว่าผมอีก
“หลินอยู่เฉยๆ เหอะ” ผมบอกกลับ
ผมขับรถไปส่งหลินที่บ้าน โดยระหว่างอยู่บนรถเราไม่ได้พูดกันมากนัก ผมกับเธอยังรู้สึกตึงๆ กันอยู่
ผมกลับไปบ้านเปิดคอมพิวเตอร์ไล่ดูว่ามีบ้านหลังไหนของบริษัท GG ที่ราคาไม่แพงอยู่ที่หลักล้านต้นๆ บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทำเลที่ไม่ค่อยดีในต่างจังหวัด
ผมรู้สึกผิดต่อหลินที่ไปตวาดเธอ เลยพิมพ์ไลน์ไปบอก
“ขอโทษนะ”
หลินไม่ได้อ่านไลน์ ผมไม่รู้ว่าเธอนอนไปแล้วหรือยัง
จากนั้นผมพิมพ์ในไลน์กลุ่ม นัดลูกค้าไปพบตอนเย็นวันอาทิตย์บอกว่าจะตอบคำถามเรื่องหุ้นธนาคารรักเมืองไทยที่ใช้เงินกว่าสองร้อยล้านซื้อไป
ผมลงทุนเหมาห้อง VIP ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ลูกค้าผมส่วนใหญ่จะเป็นพวกคุณหญิง คุณนาย แต่ก็มีพวกนักธุรกิจ ข้าราชการระดับสูง เช่น คุณเกริกเกียรติและพวก
ลูกค้าผมมารวมกันเกือบสามสิบคน ผมรอจนทุกคนมาครบก็บอก
“ขอบคุณทุกคนนะครับที่ไว้ใจผม”
คุณเกริกเกียรติรองอธิบดีกรมชลประทานพูดก่อนเลย
“ฉันกับเมียไว้ใจเธอให้เงินเธอไปเป็นสิบล้าน แต่เธอกลับเอาเงินฉันไปขาดทุน”
“ใจเย็นก่อนครับ จำได้ไหมครับว่าตอนเราคุยกัน ผมเคยบอกว่าหุ้นยิ่งตกยิ่งเป็นโอกาสซื้อเพิ่ม”
“ใช่ แต่ข่าวก็ออก งบธนาคารรักเมืองไทยไตรมาสหนึ่งจะขาดทุนถึง 5 พันล้าน มันหนักมากนะ”
ผมพยักหน้าเข้าใจ “เมื่อสองเดือนก่อนราคาหุ้นธนาคารรักเมืองไทยอยู่ที่ประมาณร้อยยี่สิบบาท ตอนนี้อยู่ประมาณห้าสิบกว่าบาท ผมเชื่อว่าการที่ราคาหุ้นตกมาหนักขนาดนี้ ตลาดรับรู้ข่าวขาดทุนไปหมดละครับ”
“แล้วมันจะขาดทุนไปจนถึงเมื่อไร?”
“คิดว่าอีกระยะหนึ่งครับ แต่เมื่อถึงวันที่เราเป็นเจ้าของธนาคารร่วมกัน วันนั้นทั้งราคาหุ้นและงบการเงินของธนาคารจะดีกว่านี้แน่นอน”
คุณเกริกเกียรติพยักหน้า คุณหญิงวิมลรัตน์ถามขึ้นบ้าง
“แล้วเธอเรียกเรามาที่นี่เพื่อบอกเรื่องแค่นี้เหรอ?”
“ไม่ได้ให้ทุกคนมาเปล่าแน่นอนครับ ผมเอาเงินมาให้!”
ทุกพอได้ยินคำว่า “เงิน” ก็หันมามองผมอย่างสนใจ
“ยังไง?” คุณหญิงฟ้าภรรยาคุณเกริกเกียรติรีบถาม
ผมตอบ “ผมมีหุ้นเด็ดมาบอกครับ”
ทุกคนต่างหูผึ่งตั้งใจฟัง ผมพูดต่อ
“หุ้นที่ผมว่าคือหุ้นบริษัทโกลด์เด้นกราวด์ ชื่อในตลาดคือ GG ตอนนี้ราคาอยู่ประมาณ 2.20 บาท มันจะขึ้นไปได้เยอะกว่านี้แน่นอน”
“ขึ้นไปเท่าไร?” คุณหญิงฟ้ารีบถาม
ผมแอบหัวเราะในใจ เวลาพูดถึงหุ้นขึ้นนะ ทุกคนจะถามว่าขึ้นไปได้เท่าไร ซึ่งไม่ได้ผิดที่ถามแบบนี้ แต่เอาจริงๆ ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะขึ้นไปได้เท่าไร ต่อให้เป็นคนปั่นหุ้นเองก็ยังไม่มั่นใจเลยเพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย
เวลามีนักวิเคราะห์เชียร์ว่าหุ้นตัวนี้ ราคาเป้าหมายเท่านั้นเท่านี้ อย่าไปสนใจหรือเชื่อเด็ดขาดเพราะบางทีอาจเป็นกับดักล่อให้เราเข้าซื้อก็ได้
ผมตอบเสียงมั่นใจ “ประมาณ 10 บาทครับ!”
ทุกคนใจหายวาบ คุณเกริกเกียรติบอก
“ขึ้นไปได้เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?”
คุณหญิงวิมลรัตน์ตาโตรีบถาม
“เธอแน่ใจนะ?”
“ใช่ครับ บริษัท GG มียอดขายบ้านค่อนข้างสูง เป็นบริษัทอสังหาฯ แห่งเดียวในตลาดหุ้นที่ทำกำไรได้ในปีที่แล้ว น่าสนใจมากครับ”
ผมพูดต่อ “ที่บริษัท GG ได้กำไรเพราะเน้นขายบ้านราคาไม่แพงและเมื่อจ่ายเงินปั๊บได้เข้าไปอยู่เลย ไม่ใช่ซื้อแล้วได้แค่ใบจองหรือที่ดินเปล่าๆ ที่ยังไม่ลงเสาเข็มด้วยซ้ำ คนเลยแห่ไปซื้อกัน”
“ผมเคยบอกทุกคนแล้วใช่ไหมครับ ถ้าเศรษฐกิจกลับมาฟื้นหุ้นกลุ่มธนาคารจะได้ขึ้นก่อน แล้วหุ้นกลุ่มต่อจากธนาคารล่ะครับ?”
ทุกคนเงียบฟังผมพูด
“กลุ่มบ้านกับกลุ่มก่อสร้างครับ เมื่อคนกู้เงินธนาคารมาก็ต้องมาสร้างโรงงาน สร้างตึก ส่วนรัฐบาลมักจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนไปซื้อบ้านโดยลดภาษีให้ เพราะว่าซื้อบ้านหนึ่งหลังเท่ากับต้องซื้อ ทีวี ตู้เย็น เฟอนิเจอร์สารพัด เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างดี”
“ตอนนี้พวกพี่ๆ มีหุ้นธนาคารอยู่แล้ว ต่อไปก็ซื้อหุ้นบ้านรอไว้ได้เลย แต่ผมเลือกบริษัท GG เพราะว่ามีงบการเงินแข็งแกร่ง”
ทุกคนพยักหน้าคล้อยตามผม
“บริษัท GG ขายบ้านพร้อมอยู่ มีหลายระดับทั้งบ้านแบบหลักล้านต้นๆ ไปจนถึงหลักสิบล้าน ใครสนใจบอกผมได้นะครับ ซื้อบ้านกับ GG รับรองไม่ได้แค่ที่ดินเปล่าหรือใบกระดาษแน่”
“คิดดูนะครับ ถ้าเราซื้อบ้านกับ GG และซื้อหุ้นของ GG ด้วย เท่ากับเราเป็นทั้งเจ้าของบ้านและเจ้าของบริษัท GG ไปในตัว”
“พอเราซื้อบ้าน GG กันเยอะๆ GG ก็จะได้กำไร หุ้นก็ขึ้น พอบริษัทกำไรก็จ่ายเงินปันผลให้ เท่ากับเราได้เงินคืนมาอยู่ดี ได้ทั้งกำไรหุ้น ทั้งเงินปันผล สองต่อเลยนะครับ”
คุณเกริกเกียรติถาม “ถึงเราจะซื้อบ้านของบริษัท GG แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะกำไรนิ”
“ใช่ครับ แต่ก็ดีกว่าเราไปซื้อบ้านของบริษัทอื่นที่เราไม่ได้ถือหุ้นอยู่ใช่ไหมครับ?”
คุณเกริกเกียรติหมดคำพูดแย้ง เห็นทุกคนหันไปคุยปรึกษากัน เหล่าคุณหญิงคุณนายทั้งหลายต่างสนใจในคอนเซ็ปต์ซื้อบ้านแล้วได้อยู่เลย ผมเริ่มเปิดอินเทอร์เน็ตทยอยเปิดรูปบ้านให้ลูกค้าหุ้นผมดู
ลูกค้าผมบางคนเห็นบ้านแล้วก็ชอบสอบถามไม่หยุด แต่การซื้อบ้านเป็นเรื่องใหญ่ หลายคนก็ยังไม่ตัดสินใจ บางคนแม้จะมีเงินซื้อได้สบายแต่ก็ไม่ได้เตรียมตัวจะมาซื้อบ้านมาก่อนก็ไม่เอาอยู่ดี
สรุปวันนั้นคุยกันทั้งวัน ผมขายบ้านได้แค่..
..2 หลัง… -_-”
ผมพยายามพูดคุยกับลูกค้าตลอดทั้งอาทิตย์ให้ซื้อบ้านของ GG โดยให้บอกว่าผมแนะนำ ซึ่งตลอดอาทิตย์ผมขายบ้านรวมกันได้ไม่เกิน 3 หลังเท่านั้นเอง
ยังห่างไกลกับที่รับปากไว้ 100 หลังอยู่มากโข…
เช้าวันนี้ ผมเข้าไปบริษัทและขอพบคุณวรเดชในห้องทำงานแก ผมก็ถามคุณวรเดช
“เราจะซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยเพิ่มอีกไหมครับ?”
“ตอนนี้ยังไม่”
“แล้วหุ้นที่เราติดอยู่ละครับ”
“ไม่ต้องทำอะไร”
“ตอนนี้ลูกค้าไม่พอใจมากเลยครับที่หุ้นตก”
คุณวรเดชบอก “เธอบอกพวกเขาไปก่อนว่ามีหุ้นมีขึ้นก็มีตก ระหว่างนี้เธอหาเงินมาเข้ากองทุนให้เยอะๆ ละกัน ยิ่งเยอะเท่าไร แผนยึดธนาคารฉันก็ยิ่งสำเร็จง่ายขึ้นเท่านั้น ฉันเองก็เตรียมการด้านของฉันอยู่”
ผมกับคุณวรเดชคุยกันอีกสักพัก ผมก็ออกจากห้องแก
ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าหุ้นธนาคารรักเมืองไทย คุณวรเดชยังไม่มีแผนเข้าซื้อเพิ่ม
ผมเปิดคอมที่ทำงานดูพอร์ตหุ้นธนาคารรักเมืองไทยที่ซื้อมา 63 บาท ตอนนี้อยู่ที่ราคา 56.50 บาท ขาดทุนประมาณ 10 เปอเซนต์
ผมซื้อหุ้นไปสองร้อยล้านบาท ขาดทุน 10 เปอเซนต์ก็ราวยี่สิบล้านบาท
ผมตัดสินใจคลิกเมาส์ ทยอยเทขายหุ้นธนาคารรักเมืองไทยทั้งพอร์ตออกมา ทำให้ขาดทุนยี่สิบล้านบาททันที!ผมต้องเสี่ยงกับแผนนี้!
จบตอนที่ 26 ไอ้คุณพล็อตทำอาร๊าย!! ไปขายหุ้นซี้ซั้วจนขาดทุนยี่สิบล้านบาท แก้ไขไม่ได้แล้วด้วย ตอนหน้าดุเดือดยิ่งกว่านี้
.