นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 398 ไม่ง่ายนักหรอกค่ะ

        ตอนที่ 398 ไม่ง่ายนักหรอกค่ะ

         

         

        หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม นิทานและซอเด็ตก็แยกออกมาจากกลุ่ม เพราะเหตุผลเรื่องสถานะภาพและข่าวลือที่อาจจะแพร่กระจาย ซอเด็ตจึงไม่มีสิทธิ์เข้าพบดยุคเรนนัส แม้แต่มีครูสเองก็ไม่สามารถรับหน้าที่นำทางทั้งสองได้อีก

         

        สมบัติปลอมแปลงชิ้นใหม่ถูกใช้งานอีกครั้ง ซอเด็ตหวนกลับสู่รูปลักษณ์ของหนุ่มหล่อผมทอง นิทานยังคงอยู่ในรูปลักษณ์ของเรนเดลเช่นเคย ไม่ว่าจะเขาหรือซอเด็ตหากใช้ร่างจริงย่อมเป็นเป้าสะดุดตา

         

        ทางด้านไพลินและคนอื่น ๆ นั้นยังมีธุระอื่นที่ต้องจัดการ โฮโจติดตามไพลินไปพบมนตราเพื่อพูดคุยเรื่องหลังจากนี้ ทางด้านไลล่าและเลโอนั้นเดินทางกลับมหาวิหารในนครรัตนะ ส่วนเพชฌฆาตนั้นยังรั้งอยู่ในบาราทรัมหากแต่ไม่ได้เดินทางด้วยกันกับทั้งสาม

         

        “สวยจริง ๆ เลยนะคะ ไม่น่าเชื่อเลยค่ะว่าใต้ดินจะมีสิ่งที่สวยงามขนาดนี้อยู่” ซอเด็ตในร่างหนุ่มหล่อสองตาเป็นประกายหลังจากออกมาจากถ้ำหมื่นสีแสนผลึก

         

        เพราะเส้นสายของมีครูสที่ตระเตรียมไว้ให้ นิทานจึงสามารถพาซอเด็ตเข้าชมถ้ำหมื่นสีแสนผลึกได้โดยไม่ต้องต่อแถวนานนับวัน หลังจากนั้นจึงเป็นการเดินชมส่วนต่าง ๆ ของเมือง

         

        ซอเด็ตดูจะสนใจหลุมลึกและเส้นเชือกที่โยงใยตามจุดต่าง ๆ มากเป็นพิเศษ เผ่าซือบาสนั้นสามารถบินได้คล่องแคล่ว พาหนะและขนส่งสาธารณะของพวกเขาจึงไม่ได้น่าสนใจมากนัก ต่างกันกับเผ่ารูเบียสที่แม้จะขุดดินเก่งแต่ก็ไม่สามารถใช้มันเป็นวิธีการเดินทางหลักได้ เชือกสำหรับห้อยโหนกับเขี้ยวเหล่านั้นจึงเป็นอะไรที่ซอเด็ตไม่เคยพบมาก่อน

         

        โดยเฉพาะยามที่มีคนเผลอกระโดดพลาดจนตกลงไป หากกลับลอยกลับขึ้นมาได้เองนั้นยิ่งทำให้เธอประหลาดใจ เธอไม่อาจสัมผัสถึงพลังจิตวิญญาณใด ๆ ได้จากปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดนั้น ราวกับว่ากฎแห่งธรรมชาติในพื้นที่นี้นั้นผิดเพี้ยนไปเอง มิใช่เกิดจากการกระทำของผู้ใด

         

        สิ่งถัดไปที่ดึงดูดความสนใจของซอเด็ตได้ชะงัดคือผลึกแร่รูบีออนขนาดยักษ์ที่ใจกลางหลุม เธอทั้งรู้เรื่องของแร่ที่ยกระดับเผ่าพันธุ์แร่นี้และเคยศึกษามันมาก่อน แต่เธอย่อมไม่เคยพบเห็นด้วยตนเอง

         

        ว่ากันว่าเผ่าซือบาสไม่เคยได้ครอบครองแร่รูบีออนจำลองเลยแม้แต่ชิ้นเดียวไม่ว่าจะใช้วิธีการใดก็ตาม แม้แต่ละอองรูบีออนยังเคยได้สัมผัสเพียงไม่ถึงสามครั้งเท่านั้น ราวกับว่าแร่นั้นมีเจตจำนงของตนเอง และจะไม่ยินยอมให้เผ่าพันธุ์ศัตรูได้ใช้งานมัน แต่ก็เพราะเหตุนั้นเองแร่รูบีออนจึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่เผ่าซือบาสทั้งเคียดแค้นทั้งปรารถนายิ่งกว่าสิ่งใด

         

        ในฐานะของศัตรูไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า สงครามขนาดย่อมและการต่อสู้ในจุดต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นเป็นประจำ ในบรรดาผู้ขีดเขียนชะตาระดับล่าง ผลลัพธ์นั้นออกมาครึ่งต่อครึ่ง ไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่าด้อยกว่า หากแต่ในระดับอริยะขึ้นไปนั้นกลับต่างออกไป

         

        ผู้ขีดเขียนชะตาระดับสูงของเผ่ารูเบียสนั้นหากต้องต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งกับเผ่าซือบาส ผลลัพธ์มักออกมาเป็นชนะมากกว่าพ่ายแพ้

         

        ไม่ใช่เพราะความต่างของพลังหรือพรสวรรค์ แต่เป็นความต่างของคุณภาพอาวุธและสมบัติ ผู้ขีดเขียนชะตาระดับสูงของเผ่ารูเบียสแม้ไม่ได้ถือครองอาวุธที่มีส่วนผสมของละอองรูบีออนทุกคน แต่ผู้ใดที่ถือครองมันจะยกระดับความสามารถของตนขึ้นไปเป็นอันมาก และส่วนต่างนั้นทำให้เผ่าซือบาสต้องประสบกับความสูญเสียหลายต่อหลายครั้ง

         

        โดยเฉพาะกับราชวงศ์เวียเซลและคนจากมหาตระกูล บุคคลเหล่านั้นมักมีการผสานละอองรูบีออนลงในเขี้ยวของพวกเขา และเขี้ยวพวกนั้นยามฟาดฟันออกก็เหนือล้ำกว่าสมบัติที่เผ่าซือบาสลงทุนลงแรงหามาได้หลายเท่า ส่งผลให้ตาชั่งที่เคยเท่าเทียมต้องเอียงลงทีละน้อย

         

        แร่รูบีออนหลักก้อนนั้นไม่เพียงเป็นความภูมิใจของเผ่ารูเบียส แต่มันยังเป็นความอัปยศของเผ่าซือบาสเช่นกัน

         

        ซอเด็ตมองตามขึ้นไปบนฟากฟ้า ละอองสีแดงเข้มที่ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้านั้นกำลังกัดกร่อนส่วนล่างของเอเทอรัมอย่างต่อเนื่อง เมฆาและขนปีกที่รายล้อมต่างพยายามซ่อมแซมความเสียหายจากควันสีแดงเหล่านั้น

         

        เธอขมวดคิ้ว ในฐานะเผ่าซือบาส เธอรู้ว่าการซ่อมแซมเช่นนั้นสิ้นเปลืองทรัพยากรเพียงไร ควันสีแดงเหล่านั้นคือวิธีที่เผ่ารูเบียสใช้ถ่มถุยเผ่าซือบาส

         

        นิทานที่มองอยู่ข้าง ๆ ต้องอดกลั้นอย่างสุดชีวิตเพื่อไม่ให้เขาเผลอหลุดถามไปว่า ‘แล้วจะไปตั้งมหานครบังเหนือหัวเขาทำไมล่ะครับ?’ ความขัดแย้งของสองเผ่าพันธุ์ไม่ใช่สิ่งที่เขาสมควรเข้าไปยุ่ง

         

        ในหมู่เผ่าซือบาสทั้งหลาย ซอเด็ตนั้นถือว่าจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ทางด้านความเปิดกว้าง เธอไม่มีความรู้สึกต่อต้านแต่อย่างใดในการเข้าบาราทรัม ไม่ได้มองเผ่ารูเบียสที่ผ่านไปมาด้วยสายตาเย็นชา และไม่ได้มองบาราทรัมเป็นสถานที่ที่เลวร้ายแต่อย่างใด

         

        ก็ยังดีล่ะนะ นิทานคิดในใจ ถึงแม้เธอจะไม่ชอบใจบางส่วนของบาราทรัมแต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่ยังมีความแตกต่าง คำว่าเสมอภาคและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขก็ไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริง

         

        หลังจากเดินผ่านจุดท่องเที่ยวส่วนใหญ่อารมณ์ของซอเด็ตจึงดีขึ้นไม่น้อย เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลานิทานจึงได้มุ่งหน้าไปโรงอาวุธดักลาส

         

        โรงอาวุธชื่อดังนี้ยังคงเป็นเช่นเดิม น้ำตกลาวาทางด้านหลังยังคงน่าตื่นตาตื่นใจ รอบโรงอาวุธเองก็ยังคงอบอวลไปด้วยไอความร้อน รูปสลักของดักลาสเองก็ยังคงตั้งตระหง่านอย่างแข็งแกร่ง

         

        วันนี้โรงอาวุธดักลาสดูจะครึกครื้นกว่าปกติ เพียงทางด้านหน้าก็มีคนต่อแถวยาวเหยียด ต่างกับครั้งก่อน ๆ ที่นิทานเคยมา โดยปกติแล้วโรงอาวุธดักลาสถือเป็นร้านค้าชั้นสูงที่ขายสินค้าราคาสูงเป็นหลัก ลูกค้าในแต่ละวันจึงไม่มากนัก

         

        โดยเฉพาะพื้นที่ชั้นบนหรือห้องอื่น ๆ ที่นิทานเคยไป เขาได้ยินมาว่าพื้นที่แถบนั้นต้องได้รับการเชิญเท่านั้นจึงเข้าไปได้ ในครั้งก่อนสมควรเป็นเพราะมีครูสเขาจึงสามารถเดินเข้าไปได้เลย

         

        พนักงานหญิงเผ่ารูเบียสคนหนึ่งยืนพูดคุยกับเหล่าลูกค้าด้วยรอยยิ้ม เมื่อเธอหันมาสบตากับทั้งสาม เธอก็เดินเข้ามาคำนับทั้งสามอย่างรวดเร็ว

         

        “แขกของท่านดักลาสสินะคะ ท่านมีครูสได้ติดต่อมาก่อนแล้ว เชิญด้านในได้เลยค่ะ” เธอกล่าวอย่างเป็นมิตร

         

        ‘วันนี้คนเยอะจังเลยนะคะ’ เรนเดลชูป้ายของตนบนอก ช่วงหลังเธอชินกับการชูป้ายเช่นนี้มากกว่าภาษามือไปเสียแล้ว พนักงานของโรงอาวุธชั้นสูงเช่นนี้ย่อมได้รับการอบรมเรื่องการบริการลูกค้ามาเป็นอย่างดี เธอไม่แสดงสีหน้าแปลกใจกับป้ายของเรนเดลแต่อย่างใด เพียงตอบด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล

         

        “เมื่อวานท่านดักลาสเปิดให้เข้าชมการลับคมเขี้ยวค่ะ วันนี้ก็เลยมีคนสนใจในอาวุธของทางเรามากขึ้น” เธอตอบอย่างเป็นมิตร

         

        “การลับคมเขี้ยวเหรอครับ?” ซอเด็ตเอ่ยถาม พนักงานหญิงเมื่อเห็นใบหน้าของซอเด็ตชัด ๆ ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง มุมปากที่ประดับด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลกลับปรากฏความหลงใหล แต่เสี้ยววินาทีต่อมาเธอก็หวนคืนกลับสู่สภาวะพนักงานขาย

         

        “การลับคมเขี้ยวหมายถึงการบำรุงรักษาและลับคมเขี้ยวของเผ่ารูเบียสเราค่ะ มันเป็นทั้งอวัยวะ อาวุธ และความภาคภูมิใจของชาวรูเบียส ดังนั้นการลับคมและบำรุงจึงเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ” พนักงานหญิงตอบ

         

        “เหมือนกับที่เผ่ามนุษย์บำรุงรักษาใบหน้าและอาวุธของตนนั่นเองค่ะ สิ่งสวยงามย่อมต้องได้รับการบำรุงรักษาและดูแล” พนักงานหญิงพูดยิ้ม ๆ พลางมองไปที่ใบหน้าหล่อเหลาของซอเด็ต

         

        นิทานเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ เขาเกือบลืมไปแล้วว่าเผ่ารูเบียสนั้นเป็นพวกเถรตรงเพียงไหน สำหรับเผ่ารูเบียสการกล่าวชมเช่นนี้ไม่ถือเป็นการกระทำเสียมารยาท

         

        ซอเด็ตยิ้มตอบพลางเดินตามพนักงานหญิงไปยังห้องชั้นสอง เพียงไม่นานดักลาสก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับเหงื่อโทรมกาย บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มกว้าง สายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง หากเมื่อพบเห็นว่าแขกทั้งสามไม่ใช่คนที่เขาตาม สิ่งเหล่านั้นพลันหายวับ ดักลาสทำความสะอาดตนเองด้วยสมบัติคล้ายผ้าคลุมก่อนจะหันไปคุยกับแขกด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

         

        “ขออภัยด้วย ข้าพึ่งจะออกจากโรงหลอมมา” ดักลาสตอบ เป็นซอเด็ตที่ขมวดคิ้วกับท่าทีค่อนข้างไร้มารยาทของดักลาส

         

        นิทานลอบหัวเราะในใจ ดักลาสสมควรคิดไปว่าคนที่มาจะเป็นนิทาน และเพราะทั้งสองค่อนข้างจะพูดคุยกันถูกคอ ดักลาสจึงแสดงความเถรตรงและปล่อยตัวมากกว่าปกติ ดีไม่ดีที่เขาเหงื่อซ่กมาเช่นนั้นอาจเป็นเพราะเขาแทบรอไม่ไหวที่จะได้เริ่มงาน แต่เมื่อพบว่าแขกที่มากลับเป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้สองคน ความกระตือรือร้นนั้นจึงดับไปอย่างรวดเร็ว

         

        “แขกของตระกูลเรนนัสสินะ ข้าดักลาส เจ้าของโรงอาวุธดักลาส หากต้องการซื้อสมบัติระดับสูง พนักงานของทางเราสามารถพาไปให้ได้ทันที หากต้องการสั่งทำสมบัติ เจ้าต้องรอตามลำดับ” ดักลาสกล่าวบทพูดที่เขาพูดมาแล้วนับร้อยครั้ง พวกลูกค้าเส้นใหญ่ทั้งหลายมักเป็นเช่นนี้ แม้จะไม่ได้มีธุระอะไรเป็นพิเศษแต่ก็ชอบขอพบตัวเขา

         

        ‘คุณดักลาสลืมกันแล้วเหรอคะ เสียใจนะคะเนี่ย’ เรนเดลชูป้ายพร้อมรอยยิ้ม ทางด้านดักลาสเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจยาว

         

        “ข้าไม่เคยเจอเจ้ามาก่อน”

         

        เขาเป็นหนึ่งในนักรังสรรค์อันดับต้น ๆ ของบาราทรัม ลูกไม้สำหรับการเอาใจเขานั้นเขาเจอมาจนเบื่อแล้ว เรนเดลหลุดหัวเราะกับท่าทีแข็งกร้าวของอีกฝ่าย เธอล้วงเข้าไปในกระเป๋าบรรจุวังของตนก่อนจะหยิบวัตถุดิบออกมา

         

        ยางสนของต้นหอมแสนลี้ที่อายุมากกว่า 2000ปี เปลือกไม้ของต้นหอมแสนลี้ ศิลาแม่เหล็กบรรพกาล แก่นจิตวิญญาณของราชินีฉลามสูบชีวิตพร้อมทั้งซากของมัน และชิ้นสุดท้ายคือขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้า

         

        นัยน์ตาของดักลาสลุกวาวยามได้เห็นวัตถุดิบทั้งหมด เขาหันไปมองนักบวชหญิงอีกครั้งด้วยสายตายอมรับ อีกฝ่ายสมควรเป็นคนที่นิทานส่งมาเพื่อส่งมอบวัตถุดิบ

         

        หากเขากลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันแสนคุ้นเคยจากไม้เท้าในมือของนักบวชหญิง นั่นเป็นความรู้สึกคุ้นเคยระหว่างนักรังสรรค์และสมบัติที่เขาชื่นชม เมื่อหันไปทางด้านข้างและได้เห็นลูกม้าแผงคอแดง ดักลาสจึงหัวเราะลั่นออกมา

         

        “ปลอมตัวอะไรของเจ้าเนี่ยนิทาน! ข้าแทบจำไม่ได้เลย!” ดักลาสเดินเข้าไปตบไหล่ของนิทานอย่างเป็นมิตร

         

        “สบายดีนะครับคุณดักลาส” นิทานยิ้มร่า พูดออกด้วยเสียงของตนเอง

         

        “หามาได้ครบจริง ๆ ด้วย! เอาเรื่องนี่หว่า! นี่สินะความสามารถของอีกหนึ่งนภา” ดักลาสก้มลงสอดส่องวัตถุดิบทั้งหมดด้วยสายตาเป็นประกาย

         

        “มีเปลือกไม้ด้วย!? เจ้าไปหามาได้ยังไงเนี่ย!? ซากของราชินีฉลามสูบชีวิตก็สมบูรณ์ดีมาก!” ดักลาสหยิบวัตถุดิบต่าง ๆ พลางพูดอย่างตื่นเต้น

         

        “ถ้าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ผมรบกวนด้วยนะครับคุณดักลาส” ไม้เท้าคู่มือหวนคืนกลับสู่สภาพของร่มปกปักหทัยคู่ใจ นิทานมองร่มคันนี้ด้วยสายตาคิดถึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งมอบให้ดักลาส วัตถุดิบทั้งหมดรวมถึงละอองรูบีออนนั้นอยู่ที่ดักลาสเรียบร้อยแล้ว

         

        “แน่นอนอยู่แล้ว ข้าย่อมทำตามสัญญา ไม่มีเล่นแง่แน่นอน! ทางฝั่งเจ้าเองก็อย่าผิดสัญญาข้าเชียว” ดักลาสกำร่มปกปักหทัยแน่น ใบหน้าของเขายามพูดถึงการรังสรรค์นั้นมั่นใจยิ่งกว่าสิ่งใด

         

        “ข้าจะตั้งตารอวันที่อาวุธของข้าเอาชนะเคียววาดเมฆาของปีกแห่งผืนฟ้าได้ต่อหน้าคนนับล้าน” ดักลาสหัวเราะพออกพอใจ ทางด้านนิทานเองก็อมยิ้มลอบแอบมองชายหนุ่มหล่อเหลาทางด้านข้าง

         

        ซอเด็ตก็ยังคงเป็นซอเด็ต เธอกลับไม่นั่งนิ่งยอมปล่อยผ่านถ้อยคำระหว่างมิตรสหาย เธอเผยรอยยิ้มอวดดีตอบกลับอริยะหลอมเหลวผู้แข็งแกร่ง

         

        “ไม่ง่ายนักหรอกค่ะ” เสียงของซอเด็ตไม่ใช่เสียงของชายหนุ่มอีกต่อไป เสียงของเธอหวนคืนสู่เสียงทุ้มต่ำแหบเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์

         

        ดักลาสเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ หากมากับนิทานก็สมควรเป็นสหายของเขาไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องพูดสวนทางราวกับไม่ต้องการให้นิทานชนะด้วย?

         

        ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของดักลาส เสียงนั้นแม้จะทุ้มต่ำหากก็เป็นเสียงของสตรีอย่างแน่นอน ท่าทางอวดดีหากกลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ที่สำคัญที่สุดคือแม้จะอยู่ข้าง ๆ นิทานหากกลับไม่มีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่าแต่อย่างใด

         

        ดักลาสเผยรอยยิ้มกว้าง เขาไม่คิดพูดมันออกมา เขาไม่ต้องการนำตัวเองเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องเช่นนี้ เขาเพียงพูดด้วยรอยยิ้ม

         

        “หวังว่าเจ้าจะสนุกกับบาราทรัม”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน