บทที่ 32 เส้นทางใหม่ของบุตรชายผู้เป็ความหวัง
หลังจากการประชุมจบลงชาวบ้านต่างทยอยกันกลับออกจากบ้านหลินทีละคนเสียงพูดคุยที่เคยอื้ออึงค่อย ๆ เงียบลงเหลือเพียงความสงบยามค่ำที่แผ่คลุมไปทั่วบริเวณลานหน้าบ้านที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยผู้คนบัดนี้เหลือเพียงรอยเท้าและฝุ่นบาง ๆที่ถูกเหยียบย่ำเอาไว้
หลินเสี่ยวเฉินยืนมองแผ่นหลังของชาวบ้านที่เดินจากไปทีละคนสีหน้าของเขานิ่งสงบแต่ในใจกลับกำลังประมวลสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดแผนการป้องกันเ้าเมืองหวงถือว่าเริ่มต้นได้ดี อย่างน้อยตอนนี้ชาวบ้านก็รู้แล้วว่าสัญญาคืออะไรและจะไม่ยอมให้ถูกเอาเปรียบง่าย ๆ อีก
เด็กชายถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านแต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปเขาก็ต้องชะงักสายตาของคนทั้งสาม พ่อ แม่และพี่สาวกำลังจับจ้องมาที่เขาอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศภายในบ้านเงียบผิดปกติ
“มีอะไรกันหรือ” หลินเสี่ยวเฉินถามออกไปตามปกติราวกับไม่รู้สึกอะไร
หลินกวงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ค่อยๆ วางสัญญาในมือ เขามองลูกชายด้วยสายตาลึกซึ้งปนประหลาดใจ
“เสี่ยวเฉิน…” น้ำเสียงของเขาช้าและหนักแน่น“เมื่อครู่นี้เ้าที่อ่านสัญญาพวกนั้น เ้าทำได้อย่างไร”
คำถามนั้นตรงไปตรงมาจางเว่ยเยียนเองก็พยักหน้าเห็นด้วย สีหน้ายังเต็มไปด้วยความใที่ยังไม่จางหาย
“ใช่แล้ว” นางพูดเสริม “ตัวอักษรในสัญญาพวกนั้นไม่ใช่ง่าย ๆ เลยนะแม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านก็ยังอ่านติดขัด เ้ากลับอ่านได้คล่องถึงเพียงนั้น”
หลินอวี้หรานไม่ได้พูดอะไรในตอนแรกนางเพียงมองน้องชายอย่างเงียบ ๆ สายตานั้นเหมือนกำลังพิจารณาบางอย่าง
หลินเสี่ยวเฉินนิ่งไปเล็กน้อยเขารู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง ตอนที่อ่านสัญญาต่อหน้าชาวบ้านเขาไม่มีทางเลือกถ้าไม่ทำแบบนั้นพวกชาวบ้านจะเสียเปรียบแน่นอน แต่ผลที่ตามมาก็คือครอบครัวต้องสงสัย
เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ “ก็อ่านได้น่ะสิ”
คำตอบนั้นทำให้ทั้งสามคนขมวดคิ้วพร้อมกัน
“ข้าหมายความว่า เ้าที่ผ่านมาไม่เคยเรียนหนังสือเลยแล้วเหตุใดจู่ ๆถึงอ่านออกเขียนได้” หลินกวงพูดต่อ
หลินเสี่ยวเฉินทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยจากนั้นค่อยพูดออกไปตามที่ในหัวเพิ่งคิดขึ้นมาได้ “ที่ร้านของเถ้าแก่หลิวบางครั้งมีคนเอาบัญชีมาให้ดู ข้าช่วยงานอยู่บ่อย ๆถ้าอ่านไม่ออกก็ช่วยอะไรไม่ได้ เถ้าแก่หลิวเห็นแบบนั้นเลยสอนให้ข้าบ้างตอนแรกก็อ่านไม่ออกหรอกแต่ฝึกไปเรื่อย ๆ ก็พอได้”
คำอธิบายฟังดูสมเหตุสมผล
“อย่างนี้นี่เอง”จางเว่ยเยียนพยักหน้าช้าๆ
“เถ้าแก่หลิวผู้นี้มีบุญคุณกับครอบครัวเราจริงๆ”หลินกวงเองก็คลายสีหน้าลงเล็กน้อย
ทั้งสองไม่ได้ติดใจอะไรเชื่อโดยสนิทใจจากสิ่งที่บุตรชายพูดมา ทว่าหลินอวี้หรานยังคงนิ่งมองไปที่น้องชายสายตาของนางบ่งบอกว่าไม่เชื่อ
“แค่นั้นจริงหรือ” นางถามขึ้นช้า ๆ
หลินเสี่ยวเฉินหันไปมองพี่สาว“แล้วพี่หญิงคิดว่าอย่างไรล่ะ”
นางสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่งถอนหายใจเบา ๆ“ข้าแค่รู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่พอได้อย่างที่เ้าพูด”
“เ้ารู้ไหมวันนี้ตอนเ้ากำลังอ่านสัญญาทุกคนในหมู่บ้านกำลังมองเ้าเหมือนมองคนอีกคนหนึ่งไม่ใช่เด็กที่เคยวิ่งเล่นในหมู่บ้านแต่เป็คนที่มีความรู้”หลินอวี้หรานพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังระหว่างที่ประชุมนางสังเกตทุกอย่างและก็รู้สึกได้ว่าน้องชายของตัวเองดูไม่เหมือนเด็กอายุสิบขวบเลยทว่าดูเหมือนเป็ผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายแล้วอย่างนั้น
คำพูดนั้นทำให้หลินเสี่ยวเฉินนิ่งไปในใจก็คิดไปว่าหรือว่าพวกเขาจะระแคะระคายเื่ที่ตนไม่ใช่หลินเสี่ยวเฉินตัวจริงหวังว่าคงไม่มีใครเห็นตอนที่เขาคุยกับระบบแล้วแลกของออกมาหรอกนะ
“ใช่พ่อเองยังคิดไม่ถึงว่าเ้าจะทำได้ถึงเพียงนั้น” หลินกวงพยักหน้าเห็นด้วย
“แม่ไม่รู้หรอกว่าตัวอักษรพวกนั้นอ่านว่าอะไรแต่แม่รู้ว่าลูกชายของแม่เก่งมาก ๆ” จางเว่ยเยียนยิ้มบาง ๆ
“ที่ข้าพยายามทำตัวเองให้เก่งขึ้นก็เพื่อที่จะช่วยเหลือทุกคนให้ได้มากที่สุด”เด็กชายตอบ “ถึงแม้ข้าจะเป็เด็กตัวเล็ก ๆที่ช่วยอะไรได้ไม่มากแต่ก็อยากให้ทุกคนในหมู่บ้านวัดเหลียนหนิวแห่งนี้มีชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้มีแค่ข้า แต่พวกหวงหยางกับเด็กคนอื่น ๆ ก็คิดเหมือนข้าเช่นกัน”
“ใครว่าเ้าช่วยได้เล็กน้อยเล่าที่ผ่านมาเ้าช่วยชาวบ้านเอาไว้เยอะมาก” หลินกวงกล่าวต่อน้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม
ในขณะที่บิดามารดากำลังชื่นชมบุตรชายทว่าผู้เป็พี่สาวกลับไม่ได้คิดเพียงแค่นั้นความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวของนางอย่างรวดเร็ว “ในเมื่อเ้าอ่านได้ขนาดนี้แล้วเหตุใดจึงไม่เรียนหนังสือให้จริงจังไปเลยล่ะ”
“เรียนหรือ”คำถามนั้นทำให้หลินเสี่ยวเฉินขมวดคิ้วทันที
“ใช่” หญิงสาวพยักหน้า “ไปเรียนกับอาจารย์จริง ๆไม่ใช่แค่ให้เถ้าแก่หลิวสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้”
“ไม่ได้หรอก” เด็กชายส่ายหน้าแทบจะทันที
“เหตุใดจะไม่ได้” หลินอวี้หรานถาม
“บ้านเรายังไม่มีเงินพอจะส่งข้าเรียน” หลินเสี่ยวเฉินตอบอย่างไม่ลังเลเขาชี้ออกไปนอกบ้านเล็กน้อย “ท่านพ่อยังไม่แข็งแรงพอทำงานหนักมาก ๆ ไม่ได้ แม่กับพี่หญิงก็ต้องทำงาน ถ้าข้าไปเรียนผู้ใดจะช่วยหาเงินอีกอย่างตอนนี้สิ่งสำคัญคือทำให้บ้านเรารอดผ่านไปให้ได้ก่อนเื่เรียนยังไม่จำเป็หรอกขอรับ”
คำพูดนั้นหนักแน่นและเต็มไปด้วยเหตุผลแต่หลินอวี้หรานกลับส่ายหน้า
“จำเป็สิ เสี่ยวเฉิน...เ้าคิดจะเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านนี้ใช่ไหม”น้ำเสียงของนางจริงจังขึ้นทันที
เด็กชายเงียบ
“เ้าคิดจะช่วยชาวบ้านไม่ให้ถูกเอาเปรียบใช่หรือไม่”
เขายังไม่ตอบ
“แล้ววันนี้ล่ะ” นางจ้องตาเขา“ถ้าหากว่าเ้าอ่านหนังสือไม่ออกเ้าจะช่วยพวกเขาได้ไหม”
คำถามนั้นแทงเข้าตรงจุดทำเอาหลินเสี่ยวเฉินนิ่งไป
“ที่เ้าทำได้วันนี้เพราะเ้ามีความรู้ แต่แค่นี้มันยังไม่พอถ้าเ้าอยากเปลี่ยนแปลงอะไรจริง ๆ เ้าต้องไปให้ไกลกว่านี้” หลินอวี้หรานพูดต่อ
“อวี้หราน...เ้าหมายความว่าอย่างไร” หลินกวงขมวดคิ้วเล็กน้อย
ผู้เป็บุตรสาวหันไปมองบิดาก่อนจะตอบอย่างชัดเจน “ข้าหมายถึงการสอบจอหงวน”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบกริบแม้แต่หลินเสี่ยวเฉินเองก็ยังชะงัก
“สอบจอหงวนหรือ” จางเว่ยเยียนพึมพำเบา ๆ ราวกับเป็คำที่ไกลเกินเอื้อม
“ใช่ ถ้าเสี่ยวเฉินสอบได้ เขาจะได้เป็ขุนนาง” หลินอวี้หรานพยักหน้า“แล้วเมื่อถึงตอนนั้นเขาจะไม่ใช่แค่ช่วยคนในหมู่บ้านนี้แต่สามารถช่วยคนได้ทั้งเมืองหรือแม้แต่ทั้งแคว้น”
“เ้าไม่อยากให้ขุนนางชั่วอย่างเ้าเมืองหวงหมดไปหรือ ถ้าอยากให้หมดไปก็ต้องมีขุนนางดี ๆ เพิ่มขึ้น แล้วเ้าก็จะเป็หนึ่งในขุนนางดี ๆ พวกนั้น” ดวงตาของนางจริงจังขึ้น
คำพูดที่มีเหตุผลของพี่สาวทำให้เด็กชายอดที่จะเอามาคิดไม่ได้ในหัวของเขาเหมือนมีบางอย่างถูกเปิดออกใช่…ถ้าเขาเป็ขุนนางจะไม่ต้องยืนดูคนอื่นถูกรังแกอีกเขาจะไม่ต้องยอมรับความอยุติธรรมแบบวันนี้ เขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ แต่…
“แล้วเงินล่ะ” เขาถามออกมาในที่สุด “ค่าเล่าเรียนค่าใช้จ่าย จะเอามาจากที่ใดกัน”
คราวนี้หลินอวี้หรานกลับเป็ฝ่ายยิ้มออกมา “เื่นั้นข้าจะจัดการเอง”
“ข้าจะไปทำงานที่ร้านของเถ้าแก่หลิวแทนเ้า”นางพูดต่อ “เ้าไม่ต้องไปทำงานแล้ว ตั้งใจเรียนให้เต็มที่ก็พอส่วนพ่อกับแม่พวกเราจะช่วยกันทำงานในบ้าน ปลูกผัก ขายของ”
“ถ้าเพื่อลูกคนเป็พ่ออย่างข้าทำได้เต็มที่เ้าไม่ต้องกลัวว่าพ่อจะทำงานหนัก ลำบากกว่านี้พวกเราก็ผ่านมาแล้ว” หลินกวงพยักหน้าช้าๆ
“แม่ก็เหมือนกัน”จางเว่ยเยียนยิ้มทั้งน้ำตา
หลินเสี่ยวเฉินมองทุกคนทีละคนสีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“แล้วข้าล่ะ ข้าจะเอาเปรียบทุกคนแบบนี้ได้อย่างไร” เขาพูดเสียงต่ำราวกับรู้สึกผิด
“นี่ไม่ใช่การเอาเปรียบ แต่เป็การลงทุนพวกเราลงทุนกับเ้าเพราะเ้าเป็ความหวังของพวกเรา” หลินอวี้หรานยิ้มให้น้องชายอย่างมีความหวัง
“สิ่งที่เ้าต้องทำคืออย่าทำให้โอกาสนี้เสียเปล่า”หลินกวงพูดเสริม
บรรยากาศเงียบลงอีกครั้งหลินเสี่ยวเฉินก้มหน้ามองมือของตัวเองสองทางเลือกปรากฏชัดอยู่ตรงหน้าทางหนึ่งคือใช้ชีวิตแบบเดิมช่วยชาวบ้านเท่าที่ทำได้ อีกทางคือไปเรียน สอบเป็ขุนนางแล้วเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า
เขานิ่งอยู่นานนานจนเสียงลมด้านนอกดังชัดเจนขึ้น ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้น สายตาแน่วแน่กว่าที่เคย “ข้าจะเรียน”
คำตอบนั้นทำให้ทั้งสามคนยิ้มออกมาพร้อมกัน
หลินอวี้หรานยิ้มกว้างที่สุด “ดีมาก เ้าจะไม่เสียใจกับการตัดสินใจนี้อย่างแน่นอน”
เด็กชายมองออกไปนอกบ้านท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดมิดทว่าในใจของเขากลับมีเส้นทางที่ชัดเจนสว่างขึ้นเป็ครั้งแรกจากนี้ไปเขาจะไม่ใช่แค่เด็กชายธรรมดาอีกต่อไปแต่จะก้าวไปสู่เส้นทางที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้จริง ๆ