หากการฝึกคัมภีร์โลหิตคือการลับดวงตาและขัดเกลาสภาวะจิตให้เฉียบคมประดุจเข็มมรณะที่พร้อมปลิดิญญาในเสี้ยววินาทีวิชา “หนอนไหมกระชากิญญา”ก็เปรียบเสมือนการทำากับร่างกายและเนื้อหนังของตนเองอย่างโเี้และทารุณที่สุด
มันมิใช่วิชาฝีมือที่เน้นกระบวนท่าที่สวยงามหรือท่วงท่าที่โอ่อ่าประดุจร่ายรำบนเวทีเกียรติยศทว่ามันคือการ “เลี้ยงอสูร” ไว้ในกระแสเืและไขกระดูกเพื่อเปลี่ยนมนุษย์ที่มีเือุ่นและหัวใจที่เต้นระรัวให้กลายเป็เครื่องจักรสังหารที่เย็นะเื ไร้ซึ่งความเ็ปและไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิดใด ๆคงเหลือเพียงภารกิจแห่งการทำลายล้างที่สลักลึกอยู่ในดวงจิตที่แตกสลายเท่านั้น
ลึกเข้าไปในหุบเขาหมื่นศพที่ซับซ้อนประดุจเขาวงกตของยมโลกที่พระเ้าหลงลืมมีหุบเหวซ้อนหุบเหวที่มืดมิดและอับชื้นนามว่า “ร่องผาไหมฟ้าดับสูญ”ที่นั่นอากาศข้นคลักไปด้วยกลิ่นไอของซากพืชที่เน่าเปื่อยทับถมกันมานานนับพันปีประดุจหนองน้ำที่ตายซาก
ตามกิ่งไม้ที่แห้งกรังไร้ใบไม้ปกคลุมดูราวกับนิ้วมือของคนตายที่ยื่นออกมาจากพื้นดินเพื่อร้องขอความเมตตา กลับเต็มไปด้วยรังไหมสีเทาหม่นขนาดเท่ากำปั้นมนุษย์ห้อยระย้าอยู่ทั่วไปประดุจผลไม้พิษที่งงอกเงยจากก้นบึ้งนรก
รังไหมเหล่านี้มิได้ถักทอจากใยไหมที่สาวมาจากตัวดักแด้ธรรมดา ทว่าพวกมันถูกสร้างขึ้นจากไอเย็นที่จับตัวเป็เส้นใยอาถรรพ์และภายในรังสีเทาที่ดูเงียบสงัดนั้น...คือที่พำนักของหนอนไหมกระชากิญญาที่แสนอำมหิตและหิวโหย
พวกมันเป็หนอนขนาดเล็กแหลมคมประดุจเข็มเย็บผ้าที่ทำจากเหล็กกล้าลำตัวโปร่งแสงจนมองเห็นของเหลวสีม่วงเข้มไหลเวียนอยู่ภายในดูประหลาดและน่าขนพองสยองเกล้านักพวกมันอาศัยการดูดกลืน “ปราณหยิน”จากซากศพของเหล่ายอดฝีมือที่กองพะเนินอยู่ก้นร่องผาประดุจขยะที่ไร้ค่าทุกครั้งที่พวกมันขยับตัวเพียงนิดอากาศรอบด้านจะหนาวจัดจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งสีดำเกาะกุมไปทั่วอาณาบริเวณประดุจคำสาปที่มองไม่เห็น
ฟางหาน ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางรังไหมนับพันเ่าั้ร่างกายของเขาส่งรังสีอำมหิตออกมาอย่างรุนแรงและข้นคลักจนหมอกพิษรอบกายม้วนตัวหนีไปประดุจข้าทาสที่พบเจอเ้าชีวิตที่เหี้ยมเกรียม
เขามองดูหนอนไหมที่พยายามชูคอขึ้นมาราวกับได้กลิ่นไอความแค้นที่แสนหอมหวานและข้นคลักที่แผ่ออกมาจากตัวเขาความแค้นที่ลึกซึ้งกว่ามหาสมุทรและรุนแรงยิ่งกว่าไฟบรรลัยกัลป์ที่แผดเผาสรวง์
เฒ่าดับสูญยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนยอดหน้าผาชันที่ดูิ่เหม่จะพังทลายแววตาที่ลึกโหลประดุจก้นบึ้งของขุมนรกจ้องมองศิษย์ที่อยู่เื้ัด้วยความนิ่งสงบดุจผิวน้ำในสระมรณะที่ไม่มีวันไหวติง
“เ้ารู้หรือไม่ฟางหาน...เหตุใดวิชานี้จึงถูกขนานนามว่าหนอนไหมกระชากิญญา?”
ฟางหานไม่ได้เงยหน้ามองคู่สนทนา สายตาเขายังคงจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่แฝงไว้ด้วยมรณภัยร้ายแรง
"เพราะมันมีไว้เพื่อกระชากิญญาศัตรูให้ลงนรกงั้นหรืออาจารย์?"
“ไม่ใช่...” ชายชราส่ายหน้าอย่างช้า ๆ ทว่าหนักแน่น
“เพราะสิ่งแรกที่มันจะกระชากจนแหลกลาญและกัดกินจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว...คือิญญาของ ‘เ้าของ’ ที่เลี้ยงมันเองต่างหาก! เมื่อเ้าฝึกวิชานี้ร่างกายของเ้าจะกลายเป็รังไหม และจิตใจของเ้าจะกลายเป็อาหารของมันเ้าต้องสละความเป็มนุษย์ที่เปราะบางเพื่อแลกกับการเป็ศาสตราที่ไม่มีวันพังทลาย!”
ฟางหานขยับยิ้มที่เย็นเยียบยิ่งกว่าเกล็ดหิมะบนยอดเขาเหมันต์
"ิญญาของข้าน่ะหรือ? มันถูกฉู่เทียนกระชากทิ้งไปั้แ่วันที่ข้าถูกทรยศและตกลงมาที่นี่แล้วสิ่งที่เหลืออยู่ในร่างที่เน่าเฟะนี้มีเพียงเปลือกที่ขับเคลื่อนด้วยฟันเฟืองแห่งความแค้นเท่านั้น!หากมันอยากจะกินิญญาที่แตกสลายนี้ ก็ปล่อยให้มันกินไปเถิด!"
“ดี!”เฒ่าดับสูญกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นะเืเลื่อนลั่นไปทั่วร่องผา
“การฝึกวิชานี้เ้าต้องยอมเปิดรอยแยกของิัเพื่อให้พวกมันชอนไชเข้าไปในเส้นชีพจรเข้าไปวางไข่ในขั้วหัวใจและอาศัยเือุ่นในกายของเ้าเป็อาหารเพื่อเติบโตและแตกตัวแลกกับการที่พวกมันจะช่วย ‘เร่ง’ความเร็วของลมปราณให้พุ่งพล่านและหมุนวนเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปถึงสิบเท่าตัวเ้าจะกลายเป็พรายพนมที่มองไม่เห็นแม้แต่เงา และร่างกายของเ้า...จะกลายเป็ศาสตราที่แหลมคมที่สุดในใต้หล้า!”
ฟางหานถามสั้น ๆ ทว่าน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวดุจเหล็กกล้าที่ผ่านการตีห้าพันครั้ง
"ในอดีต...มีใครเคยฝึกวิชาอัปมงคลที่ท้าทาย์นี้จนสำเร็จบ้างหรือไม่?"
“ในรอบร้อยปีที่ผ่านมามีจอมยุทธ์ผู้ละโมบที่กระหายในอำนาจพยายามฝึกวิชานี้เพียงสามคน...”
ชายชราเว้นจังหวะประดุจกำลังไว้อาลัยให้แก่ความโศกเศร้า
“คนแรกหัวใจะเิเป็จลเพราะทนรับแรงอัดของปราณที่พุ่งพล่านไม่ไหวคนที่สองกลายเป็คนบ้าคลั่งที่เสียสติไล่กัดกินซากศพของตนเองด้วยความทรมานจนสิ้นใจ...”
"แล้วคนที่สามล่ะ?"
“คนที่สาม...ก็คือคนที่กำลังยืนสนทนาธรรมแห่งความตายกับเ้าอยู่ในเวลานี้อย่างไรเล่า!”
ชายชราหัวเราะแหบแห้งประดุจเสียงกระดาษทรายสีกับศิลาที่ผุพัง
“เ้ายังคิดจะลองเสี่ยงดวงกับมัจจุราชที่ยืนอยู่ตรงหน้าเ้านี้อยู่อีกหรือไม่?”
ฟางหานมิได้เอื้อนเอ่ยเป็คำพูดที่ไร้สาระทว่าเขากลับยื่นแขนที่ขาวซีดและผอมบางออกไปเบื้องหน้าอย่างมั่นคงประดุจกิ่งไม้ที่แข็งแกร่งปล่อยให้หนอนไหมตัวหนึ่งที่ห้อยตัวลงมาด้วยใยไหมสีเทาร่วงหล่นลงบนิัของเขาอย่างนิ่มนวล ทันทีที่หนอนไหมััถูกกายที่เย็นเยียบมันมิได้กัดกินเนื้อหนังประดุจสัตว์ร้าย ทว่ามันกลับ “ละลาย”หายเข้าไปในรูขุมขนของฟางหานในพริบตาเดียวประดุจหยดน้ำตกสู่ผิวน้ำ!
“อึก!”
ฟางหานสะดุ้งสุดตัวร่างกายบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปที่มิอาจบรรยายเป็ถ้อยคำเส้นชีพจรที่แขนพองนูนขึ้นมาประดุจลำธารที่เชี่ยวกรากเห็นเป็เส้นสีม่วงคล้ำที่กำลังเคลื่อนที่ไปตามร่างกายอย่างรวดเร็วและเป็จังหวะจนน่าสยดสยอง
ความรู้สึกนั้นเหมือนมีเข็มเหล็กเผาไฟสีขาวพุ่งไปตามเส้นประสาททุกเส้นทะลวงผ่านจุดชีพจรสำคัญจากแขนไปสู่หัวไหล่จากหัวไหล่พุ่งสู่กระดูกสันหลังที่เชื่อมโยงร่างกายทั้งหมด และสุดท้าย...มันพุ่งเข้าหาขั้วหัวใจประดุจศรเพลิงมรณะที่ไร้ซึ่งความปรานี
ฟางหานทรุดกายลงนั่ง ทั่วร่างสั่นสะเท้าน้อย ๆ อย่างรุนแรงประดุจคนจับไข้ป่าในฤดูหนาวที่ทารุณิัของเขาสลับสีไปมาระหว่างขาวจัดดุจหิมะและม่วงเข้มประดุจโลหิตนิ่งค้างที่เน่าเสีย
เหงื่อที่ไหลโซมกายกลายเป็ผลึกน้ำแข็งสีเืร่วงหล่นลงบนพื้นกระดูกดังกริ๊ก ๆเขาต้องรวบรวมลมปราณกลืนิญญาทั้งหมดที่มี เข้าควบคุมหนอนไหมเ่าั้มิให้พวกมันกัดกินหัวใจจนแหลกเหลวเป็น้ำเืการต่อสู้ภายในร่างกายครั้งนี้ดุเดือดและทุกข์ทรมานเกินกว่าที่มนุษย์ปุถุชนจะจินตนาการได้ประดุจถูกม้าห้าตัวแยกหูแยกแขนอยู่ตลอดเวลา
หนอนไหมเริ่มพ่นใยออกมาภายในเส้นชีพจรของเขาใยไหมเ่าั้ทำหน้าที่เชื่อมต่อจุดชีพจรที่เคยถูกซัดจนขาดสะบั้นให้กลับมาประสานกันใหม่ด้วยพลังอสุรกายทว่าทุกรอยต่อที่ใยไหมพาดผ่าน ฟางหานต้องแลกด้วยความทรงจำที่เ็ปที่สุดขีดนรก
เขาเห็นภาพความโง่เขลาของตนเองที่เคยจงรักภักดีต่อสำนักบรรพตม่วงเห็นภาพมารดาถูกตราหน้าว่าเป็นางทาสที่ไร้ค่าและตายอย่างน่าอนาถท่ามกลางกองหิมะที่เย็นเยียบความโกรธแค้นเ่าั้กลับกลายเป็เชื้อไฟชั้นดีที่กระตุ้นให้หนอนไหมทำงานได้รวดเร็วและทรงพลังยิ่งขึ้น
เวลาล่วงเลยไปนานเท่าใดไม่มีใครอาจทราบได้ในร่องผาที่เคยมืดมิด บัดนี้กลับมีแสงสีม่วงเรืองรองออกมาจากทุกอณูขุมขนของเด็กหนุ่มที่กำลังจะกลายเป็เทวมารอย่างสมบูรณ์ความเงียบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่นิ่งสงบจนน่าประหลา
“เ้ายังรู้สึกถึง ‘ความเ็ป’ หลงเหลืออยู่บ้างไหม?”
เฒ่าดับสูญถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม
ฟางหานเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆดวงตาที่เป็เนตรโลหิตปีศาจบัดนี้มีเส้นใยสีม่วงพาดผ่านรูม่านตาอย่างน่าขนพองสยองเกล้าประดุจใยแมงมุมที่ชักใยอยู่บนดวงตาของศพ
"ข้ามิรู้สึกถึงความเ็ปใด ๆ อีกแล้วอาจารย์...ความเ็ปทางกายบัดนี้กลายเป็เื่ขบขันที่ไร้สาระสำหรับข้าไปเสียแล้วเมื่อเทียบกับความแค้นที่แผดเผาใจอยู่ทุกลมหายใจ!"
“นั่นคือข่าวดีสำหรับข้า...หรือข่าวร้ายสำหรับยุทธภพที่จอมปลอมนี้กันแน่?”
"มันคือข่าวร้ายและวันสิ้นโลกสำหรับศัตรูของข้าทุกลมหายใจ!"
ฟางหานลุกขึ้นยืนช้า ๆร่างกายของเขาดูสง่างามและน่าเกรงขามขึ้นอย่างประหลาดทุกความเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยอำนาจการทำลายล้างที่ยากจะหยั่งถึง
“หนอนไหมในร่างเ้าเริ่มวางไข่และแตกตัวสมบูรณ์แล้ว...”ชายชรามองดูศิษย์ด้วยสายตาชื่นชมที่ซ่อนเร้นความหวาดหวั่นไว้ลึก ๆ
“ต่อจากนี้ลมปราณของเ้าจะมีความเหนียวแน่นและแหลมคมดุจใยไหมไหมฟ้า หากเ้าสะบัดมือเพียงนิดใยปราณที่มองไม่เห็นจะปลิดศีรษะศัตรูได้ในพริบตาโดยที่พวกมันยังมิทันได้ตั้งตัว!”
ฟางหานจ้องมองมือของตนที่ขาวราวกับหยกหิมะเขาขยับนิ้วเพียงแ่เบา เส้นใยสีม่วงบางเฉียบที่มองแทบไม่เห็นด้วยตาเปล่าพุ่งออกจากปลายนิ้วประดุจเข็มพิษที่พุ่งทะลวงอากาศไปพันรอบต้นไม้ใหญ่ที่แห้งกรังไกลออกไปถึงสิบจ้าง ฉับ!ต้นไม้ขนาดสองคนโอบถูกตัดขาดเป็สองท่อนอย่างเรียบกริบประหนึ่งถูกมีดที่คมที่สุดในแผ่นดินฟันลงมาเพียงครั้งเดียว
ฟางหานเริ่มร่ายรำกระบวนท่า “ไหมฟ้ากระชากิญญา”ท่ามกลางหมอกพิษในร่องผาท่วงท่าของเขาบัดนี้แปลกประหลาดพิสดารและพลิ้วไหวประดุจขนนกที่ล่องลอยตามสายลมทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นของขุนเขาที่ถล่มทลายลงมา ทุกครั้งที่เขาหมุนกายใยปราณสีม่วงดำจะถูกพ่นออกมาสร้างเป็ “ข่ายใยมรณะ” รอบตัวหากมีสิ่งมีชีวิตใดหลงเข้ามาในรัศมีสิบจ้าง ร่างกายของพวกมันจะถูกตัดเป็ชิ้น ๆด้วยใยปราณที่คมยิ่งกว่ากระบี่เหล็กกล้าชั้นเลิศ
ทว่า... ผลข้างเคียงของวิชานี้เริ่มกัดกินตัวเขาอย่างรุนแรงิัของฟางหานเริ่มมีความเย็นจัดดุจซากศพที่แช่อยู่ในน้ำแข็งพันปีและหัวใจของเขาเริ่มเต้นช้าลงเรื่อย ๆ จนเกือบจะหยุดนิ่งบัดนี้เขาก้าวข้ามความเป็มนุษย์ไปอีกก้าวใหญ่แล้ว ฟางหานชักกระบี่ไม้หัก“คืนิญญา” ออกมา เขาใช้ใยปราณพันรอบคมกระบี่ที่ไม่มีอยู่จริง ทันใดนั้นกระบี่ไม้หักก็ขยายยาวขึ้นด้วยแสงสีม่วงที่คมกริบประดุจคมเขี้ยวของอสุรกายที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสรรพสิ่ง
“กระบี่ไม้หัก กับใยไหมปีศาจ...”
เฒ่าดับสูญพึมพำกับตนเอง
“ช่างเป็การผสมผสานที่น่าเกลียดชังและอำมหิตที่สุดที่ข้าเคยเห็นมาตลอดชีวิตของข้า”
"ความน่าเกลียดชังมักแฝงไว้ด้วยความจริงที่สวยงามเสมออาจารย์..."
ฟางหานกล่าวพลางมองกระบี่ในมือด้วยแววตาที่ว่างเปล่าทว่าน่าสะพรึงกลัว
"ความจริงที่ว่า...แม้แต่สิ่งที่ไร้ค่าและถูกทอดทิ้งที่สุดในนรกแห่งนี้ก็สามารถกลายเป็สิ่งที่น่ากลัวที่สุดได้หากมันผ่านการเคี่ยวกรำจากนรกมามากพอ!"
"สามปี..."
ฟางหานพึมพำกับสายลมที่พัดผ่านร่องผาที่เงียบงัด
"ข้าจะอยู่ที่นี่อีกไม่นาน... ฉู่เทียนเ้าจงเสวยสุขบนกองเงินกองทองที่เ้าขโมยไปให้พอเถิดเพราะเมื่อข้าก้าวพ้นปากเหวนี้ไปบัลลังก์ที่เ้าหวงแหนจะกลายเป็แท่นปะาที่ชุ่มไปด้วยเืของเ้าและคนทั้งตระกูล!"
ความแค้นที่เคยรุ่มร้อนดุจเพลิงเผาผลาญในทรวงอกบัดนี้ถูกกลั่นกรองจนกลายเป็ความเย็นเยียบที่มั่นคงและทรงพลังดุจใยไหมที่บางเบาทว่ามิอาจตัดขาดได้ง่าย ๆมหากาพย์แห่งการล้างแค้นได้ถูกถักทอขึ้นด้วยหยาดเืและใยไหมมรณะแล้วและฟางหาน... คือมัจจุราชผมขาวที่พร้อมจะกระชากิญญาของทุกคนที่กล้าขวางทางเขา!
******************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร