แววตาอำมหิตพาดผ่านดวงตาของชายหนุ่ม มือขวากำลังจะเงื้อขึ้นเพื่อปลิดชีพ
ตู้ม!
วินาทีนั้นเอง เหล่าหนิว ลุกพรวดขึ้นยืนด้วยสองขาหลัง ก่อนจะหวดกีบเท้าคู่หน้าถีบเข้ากลางหลังชายหนุ่มเต็มแรง! ราวกับถูกหินั์กระแทกใส่ เสียงกระดูกแตกหักดัง กร๊อบ ลั่นป่า
ชายหนุ่มหน้าถอดสี ร้องเสียงหลงก่อนจะกระอักเืกองโต สมองมึนงงตาลาย ร่างกายเสียหลักถลาไปข้างหน้า
เฉินสวินสูดลมหายใจเข้าลึก อะดรีนาลีนสูบฉีดพล่าน ทว่าสติกลับแจ่มชัดเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เขาชักขวานเบิกภูผาออกจากเอว แล้วสับลงไปที่ลำคอของอีกฝ่ายอย่างแรง!
แม้จะพยายามยั้งมือแล้ว แต่คมขวานก็ยังกินลึกเข้าไปถึงกระดูก จนตัวขวานฝังคาอยู่อย่างนั้น ใบหน้าของเฉินสวินเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต เขายืนหอบหายใจถี่กระชั้น
"เหล่าหนิว ทำงาน!"
รูม่านตาของเฉินสวินสั่นไหวเล็กน้อย เขารีบจุดไฟ กิ่งไม้แห้งรอบตัวมีเกลื่อนกลาด เหล่าหนิว ไม่รอช้า รีบตะกุยดินขุดหลุมเตรียมฝังกลบ
เปลวเพลิงลุกโชนเผาผลาญร่างไร้ิญญา ทำลายหลักฐานให้สิ้นซาก แม้แต่เถ้ากระดูกยังถูกโปรยทิ้งไปตามลม หนึ่งคนหนึ่งวัวรีบจัดการทำลายร่องรอยทั้งหมด พร้อมทั้งจัดฉากอำพรางสถานที่เกิดเหตุ ข้าวของมีค่าในตัวศพพวกเขาไม่กล้าแตะต้องแม้แต่ชิ้นเดียว
เสร็จสิ้นภารกิจ พวกเขาก็ใส่ตีนหมาโกยแน่บ ยิ่งวิ่งยิ่งเร็ว...
เฉินสวินสาบานได้เลยว่า ั้แ่เกิดมาเขาไม่เคยวิ่งเร็วขนาดนี้มาก่อน แต่ที่น่าเจ็บใจคือเ้าวัวดำนี่ดันวิ่งเร็วกว่าเขาเสียอีก!
...
สองชั่วยามให้หลัง
คนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ คิ้วขมวดมุ่น "ท่านเ้าสำนัก ตอนนั้นหลิวเถียนหยุดอยู่ที่ตรงนี้ขอรับ"
"ทำไม?"
"มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งจูงวัวดำตัวใหญ่ผ่านมา ศิษย์พี่หลิวคงอยากจะซื้อวัวตัวนั้นไปบำรุงกำลังให้ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนัก"
"เหอะ"
เ้าสำนักยืนสงบนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ มองสำรวจสภาพพื้นดินเบื้องล่าง "มีร่องรอยการเผาไหม้ รอยเท้าสับสนปนเป จับทิศทางไม่ได้"
"ท่านเ้าสำนัก หรือว่าศิษย์พี่หลิวจะถูกลอบทำร้าย..."
คนผู้นั้นใจหายวาบ หลิวเถียนนับเป็ยอดฝีมือของสำนักไป๋เสวียน หากเกิดเหตุร้ายขึ้นจริง เป็ไปไม่ได้ที่จะไม่มีร่องรอยการต่อสู้หลงเหลือเลย
"คนลงมือรอบคอบนัก ทิ้งร่องรอยไว้น้อยมาก เ้าเด็กคนนั้นคือกุญแจสำคัญ"
เ้าสำนักขมวดคิ้ว "จำหน้าตาได้หรือไม่?"
"เรียนท่านเ้าสำนัก... จำไม่ได้ขอรับ"
ชายผู้นั้นก้มหน้าประสานมือตอบเสียงอ่อย ใครจะไปสนใจจำหน้าเด็กเลี้ยงวัวคนหนึ่ง โดยเฉพาะในระหว่างปฏิบัติภารกิจสำคัญ
"สวะ"
"ท่านเ้าสำนักโปรดระงับโทสะ"
คนอื่นๆ รีบก้มหน้าประสานมือขอขมา การตายของหลิวเถียนช่างมีเงื่อนงำชอบกลนัก
"ไปเถอะ ที่นี่คงสืบหาอะไรไม่ได้แล้ว ดูแลครอบครัวเขาให้ดี ตราบใดที่ยังไม่เห็นศพ ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าเขาตายแล้ว"
เ้าสำนักถอนหายใจเบาๆ แม้จะมีร่องรอยการเผาไหม้ แต่เขาไม่เชื่อว่าในเวลาสั้นๆ เพียงแค่นี้ จะมีใครสามารถฆ่าคนแล้วทำลายศพได้จนไม่เหลือซาก
"ขอรับ ท่านเ้าสำนัก"
เพียงชั่วพริบตา ร่างของพวกเขาก็หายวับไปราวกับภูตผี ไร้ร่องรอยให้ติดตาม
...
ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง
เฉินสวินนอนแผ่หราอยู่ในน้ำ ชำระล้างคราบเืออกจากกาย สายตาเหม่อมองท้องฟ้าด้วยความรู้สึกว่างเปล่า
เหล่าหนิว ที่เล่นน้ำอยู่ข้างๆ จู่ๆ ก็สาดน้ำใส่หน้าเฉินสวินตูมใหญ่ ทำเอาเขาได้สติกลับคืนมาทันที
"เหล่าหนิว ครั้งนี้ทำได้เยี่ยมมาก จำไว้นะ เวลาจะเล่นงานใคร อย่าได้พูดพร่ำทำเพลงเด็ดขาด"
เฉินสวินกล่าวเสียงเรียบเย็น ผู้ฆ่าคนย่อมถูกคนฆ่า เขาไม่ใช่พ่อพระผู้ใจบุญ "เราไม่ไปหาเื่ใครก่อน แต่ถ้าใครคิดร้ายกับเรา ต้องเอาให้ตาย... กระดูกอย่าให้เหลือ!"
มอ! มอ!
เหล่าหนิว พ่นลมหายใจแรง ใครกล้าแหยมกับเฉินสวิน มันจะดีดให้ไส้แตก!
พวกเขาจัดการเผาเสื้อผ้าชุดเดิมทิ้งริมแม่น้ำ เฉินสวินผลัดเปลี่ยนชุดใหม่ แล้วค้างแรมริมน้ำหนึ่งคืน
ค่ำคืนผ่านไปโดยไร้เหตุร้าย รุ่งเช้าพวกเขาจึงออกเดินทางต่อ จุดหมายคือเมืองใหญ่ที่ร่ำลือกันว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรพำนักอยู่มากมาย ซึ่งน่าจะปลอดภัยกว่าใช้ชีวิตในป่าเขาเป็ไหนๆ
...
กว่าครึ่งปีผ่านไป จวบจนสิ้นปี
อาทิตย์อัสดงย้อมฟ้าเป็สีเื เด็กหนุ่มจูงวัวดำปรากฏกายขึ้นที่เส้นขอบฟ้า
ไกลออกไปคือเมืองั์ที่หมอบตัวสงบนิ่ง ดั่งสัตว์ร้ายาที่จ้องมองผู้คนสัญจรไปมาอย่างเงียบงัน
เมืองผานหนิง เมืองเก่าแก่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วน หน้าประตูเมืองคึกคักไปด้วยผู้คน
ภายในเมืองมีกฎห้ามการต่อสู้เคร่งครัด นับเป็เมืองที่มีระเบียบวินัยและเศรษฐกิจรุ่งเรือง ตัวเมืองตั้งอยู่ติดกับ เทือกเขาหนิงหยุน ชาวเมืองมักขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรวิเศษมาขายให้แก่ผู้บำเพ็ญเพียร
เทือกเขาหนิงหยุนกว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด เล่าลือกันว่าในส่วนลึกของขุนเขามีสำนักเซียนตั้งตระหง่าน ซ่อนเร้นกายอยู่ท่ามกลางม่านเมฆ ไม่ปรากฏแก่สายตาปุถุชน
"โห... ข้าเพิ่งเคยเห็นกำแพงเมืองที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้เป็ครั้งแรก"
เฉินสวินอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจ มองกำแพงเมืองโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก "เหล่าหนิว ชีวิตใหม่ของพวกเรากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว"
มอ!
เหล่าหนิว ะโโลดเต้นด้วยความดีใจ มันเองก็ตื่นตะลึงกับความอลังการของเมืองั์นี้ เทียบกับรั้วไม้ไผ่ในหมู่บ้านเดิมแล้วคนละเื่เลย
"โลกที่กว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ ได้ท่องเที่ยวไปทั่วหล้า ััความรุ่งโรจน์ของโลกมนุษย์ นี่สิคือความหมายของชีวิตะ"
แววตาของเฉินสวินเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง "เหล่าหนิว ลุย!"
มอ!
หนึ่งคนหนึ่งวัวออกวิ่งเหยาะๆ ฝุ่นตลบตามหลัง เฉินสวินจูงเชือกพลางหัวเราะร่า เหล่าหนิว เองก็ส่งเสียงร้องมอๆ อย่างเริงร่า
ชาวบ้านริมทางเห็นเข้าต่างพากันส่ายหน้ายิ้มๆ นึกอิจฉาในความสดใสของวัยหนุ่ม
ประตูเมืองผานหนิงมีขนาดมหึมา รถม้าขวักไขว่ ผู้คนต้อนวัวแพะเดินเข้าออกกันขวักไขว่ แต่กลับไม่ดูแออัดแม้แต่น้อย
เฉินสวินมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นเต้น ใครมองมาเขาก็ยิ้มตอบ สร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็นไม่น้อย
เขามองทหารยามหน้าประตูเมืองแล้วต้องเดาะลิ้นชมเชย เพิ่งเคยเห็นทหารโบราณตัวเป็ๆ ช่างดูองอาจเข้มแข็ง สมชายชาตรีเืร้อน
ทหารยามขมวดคิ้ว เห็นเด็กหนุ่มจ้องมองพวกเขาไม่วางตา กำลังจะเดินเข้าไปสอบถาม
ที่ไหนได้ เด็กหนุ่มกลับยกนิ้วโป้งให้ พร้อมส่งสายตาชื่นชม ทหารยามชะงักฝีเท้า ยิ้มตอบและพยักหน้าให้... 'ข้าเข้าใจความหมายของเ้า'
เมื่อก้าวเข้าสู่ตัวเมือง โลกทัศน์พลันเปิดกว้าง หนึ่งคนหนึ่งวัวยืนนิ่งตะลึงงัน ภาพความเจริญรุ่งเรืองดุจภาพวาดแผ่ขยายอยู่เบื้องหน้า
ถนนหนทางกว้างขวาง สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงลอย พ่อค้าแม่ขายะโเรียกลูกค้าเสียงดังเซ็งแซ่ มีการแสดงกายกรรมเปิดหมวก ผู้คนมุงดูโห่ร้องชอบใจ โยนเหรียญทองแดงให้เกรียวกราว
ผู้คนที่สัญจรไปมาสวมใส่ผ้าไหมเนื้อดี ท่วงท่าการเดินเหินดูสง่างามมีราศีแบบคนเมือง
มองขึ้นไปเบื้องบน เห็นหอเก๋งเรียงราย โคมไฟประดับประดา เหล่าบัณฑิตและโฉมงามยืนร่ายกวีชมทิวทัศน์อยู่บนระเบียง ช่างเป็ภาพที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล เฉินสวินและ เหล่าหนิว ถึงกับตาค้าง
"เยี่ยม!"
มอ!
เฉินสวินและ เหล่าหนิว ยืนดูการแสดงกายกรรมอยู่วงนอก ทำหน้าที่เป็หน้าม้าคอยส่งเสียงเชียร์ ทันใดนั้นเฉินสวินก็ทำหน้าลังเล... จะดูฟรีก็กระไรอยู่
เขาล้วงกระเป๋าอยู่นาน ก่อนจะหยิบเหรียญอีแปะหนึ่งเหรียญโยนลงไปในถาดทองเหลือง นักแสดงเห็นดังนั้นก็หันมาทางเฉินสวินแล้วพ่นไฟโชว์ชุดใหญ่ ไฟลุกโชนสว่างไสว
"สุดยอด!"
เฉินสวินหัวเราะร่า ปรบมือรัวๆ เหล่าหนิว สะดุ้งโหยง นึกว่าคนผู้นั้นเป็ผู้บำเพ็ญเพียร ถึงขั้นพ่นไฟได้ สมกับเป็เมืองใหญ่จริงๆ
ดูอยู่ครู่หนึ่งพวกเขาก็ถอยออกมา ซื้อถังหูให้กินกันคนละไม้ เฉินสวินกัดคำ เหล่าหนิว กัดคำ ทำเอาแม่นางน้อยที่เดินผ่านมาเห็นหัวเราะคิกคัก
"ประณีตงดงามจริงๆ งานฝีมือพวกนี้"
เฉินสวินตื่นตาตื่นใจกับแผงขายของริมทาง ทุกชิ้นล้วนเป็งานทำมือที่ต้องอาศัยทักษะความชำนาญทั้งชีวิต ของจริงไม่มีปลอมปน
"พ่อหนุ่ม มีชิ้นไหนถูกใจไหม?" พ่อค้าเอ่ยทักทายอย่างเป็กันเอง
"ข้าแค่ขอดูเฉยๆ ครับ ไว้มีเงินเมื่อไหร่จะมาอุดหนุนแน่นอน" เฉินสวินยิ้มเขินๆ พูดจากใจจริง
"ไม่เป็ไร ข้ามีไม้แกะสลักชิ้นหนึ่งที่ทำเสีย ถ้าเ้าชอบก็เอาไปเถอะ"
พ่อค้าหยิบรูปสลักเสือไม้ออกมาจากข้างร้าน แกะสลักได้เหมือนจริงมาก เสียแต่ว่าส่วนหางแกะผิดไปนิดหน่อย
"เถ้าแก่ ข้าเอาข้าวสารแลกได้ไหม ข้าชอบเสือตัวนี้มาก"
"ตกลง!"
พ่อค้ายื่นไม้แกะสลักให้ทันที เฉินสวินเองก็ตักข้าวสารส่วนหนึ่งให้เป็การตอบแทน
กลับมายืนบนถนน เฉินสวินประคองรูปสลักเสือไว้ในมืออย่างทะนุถนอม เหล่าหนิว มองตาละห้อยด้วยความอิจฉา... ทำไมเถ้าแก่ไม่เห็นแถมอะไรให้มันบ้างเลยฟะ