ดวงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ่เวลาอันมืดค่ำเริ่มเข้ามาเยี่ยมเยียน หมู่เมฆบนท้องฟ้าพลันมืดครึมเสมือนเกิดพายุที่โหมกระหน่ำ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ร้อนระอุเดือดพล่าน ดวงตะวันจันทราได้แปรเปลี่ยนเป็สีแดงฉาน สาดส่องกระทบลงมาราวกับเป็แสงสว่างของขุมนรก
ในบริเวณลานกว้างที่โล่งเตียนเบื้องล่าง มันรายล้อมไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกตัดขาดพังทลาย
ร่างเงาของมนุษย์นับพัน
ไม่ใช่ซิ มากเกินกว่าครึ่งของบุคคลที่กำลังอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้ตกตายไปแล้ว
ชิ้นส่วนของมนุษย์แตกกระจายเป็เศษซาก โลหิตสีแดงเืไหลนองไปทั่วทั้งรัศมีอาณาเขต
ส่งกลิ่นคะคุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ ยิ่งมีสายลมอันรุนแรงพัดผ่านเข้ามา มันก็ยิ่งทำให้กลิ่นฟุ้งกระจายออกไปไกล ทว่าพวกเขาก็ยังไม่ขยับไปไหน มนุษย์ที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้กำลังรายล้อมคนผู้นึงอยู่
โดยที่คนผู้นี้รอบๆตัวก็เต็มไปด้วยซากศพมากมาย เขายืนอยู่ท่ามกลางซากศพที่เรียงรายกันดั่งขุนเขา ดวงตาแดงก่ำราวกับเป็อสูรร้าย
"โยมมารสรรรค์เซียงหลิน"
"ตัวของท่านก่อกรรมทำชั่วมามากเกินพอแล้ว"
"บาปกรรมที่ท่านก่อ.."
"ในตอนนี้มันจะย้อนคืนกลับไปที่ท่าน!!"
พระสงฆ์รูปนึงที่กำลังถือประคำกล่าวขึ้นด้วยความสงบนิ่ง ั์ตาเองก็จ้องมองไปยังชีวิตที่กำลังจะมอดดับ
"พวกข้า.. ผู้ฝึกฝนวรยุทธย่อมนับถือในตัวของท่าน ชื่อเสียงรวมถึงตำนานที่ท่านสร้างมาหลายร้อยปี มันได้กลายมาเป็ที่กล่าวขวัญไปทั่วทุกหนแห่ง"
"แต่เส้นทางของท่านมันผิดหลักศีลธรรมของยุทธภพอย่างสิ้นเชิง ในวันนี้พวกเราสมาพันธ์ยุทธภพจะกำลังมารร้ายให้สิ้นซาก"
ชายชราอีกคนนึงกล่าวตอบออกมา
ขณะเดียวกันด้านหลังของเขาก็มีพลังงานสีทองส่องสว่างเรืองรองออกมา มันก่อตัวเป็กระบี่เล่มบางทั้งเจ็ดเล่ม ล่องลอยอยู่เื้ัของเขาอย่างน่าเกรงขาม ส่งกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ราวกับว่าเขานั่นเป็ตัวกระบี่เอง
"หึหึ เจืยงซือของเ้าถูกจัดการทั้งหมดแล้ว"
"ตอนนี้ตัวของเ้าเองก็ไม่แตกต่างไปจากคนหัวเดียวกระเทียมลีบ ตัวคนเดียวแล้วละนะ"
ชายร่างใหญ่จ้องมองไปยังทางเขาด้วยความเย้ยหยัน ในฝ่ามือเองก็มีหัวของมนุษย์ที่ราวกับเป็ซากศพ มันคือหัวของเจียงซือที่ถูกเขาทำลายไป
"มาร์เซียนหลิน ตายไปซะ!!"
"สังหารมันทิ้งซะ ฉีกร่างของมันแล้วเอาไปให้หมากิน ตัวของแกขุดศพพ่อของข้ามาทำเจียงซือ ขนาดคนตายไปแล้วแกก็ยังไม่ว่าเว้น"
"ศาสตร์ต้องห้ามที่แกคิดค้นขึ้นมามันถือเป็วิชามารที่ชั่วร้าย ต้องถูกทำลายไปให้หมด!!"
คำพูดต่างๆมากมายของบุคคลที่กำลังอยู่แนวหน้า มันได้ย้อนเข้าไปยังประสาทััของบุคคลที่กำลังถูกรายล้อม
"แค่ก.. แค่ก.."
ขณะนั้นชายหนุ่มผมสีดำก็กระอักเืไอออกมาอย่างหนัก ทั่วร่างอาบย้อมไปด้วยโลหิตที่แดงฉาน
เต็มไปด้วยาแที่สาหัสฉกรรจ์
แขนข้างนึงขาดสบั้น ตามร่างกายถูกดาบและกระบี่แทงทะลุคาเอาไว้ถึงหลายสิบเล่ม
ดวงตาเองก็มีรอยแผลที่น่าสยดสยอง ถ้าเป็คนธรรมดาคงจะตายไปั้แ่ดาบแรกแล้ว ทว่านี่คือมาร์ ต่อให้เขาจะโดนโจมตีมากเพียงใด เขาก็ยังประคองสติรวมถึงความนึกคิดของตนเองได้
มาร์เมื่อได้ยินเสียงก่นด่ารวมถึงคำสาบแช่งมากมายก็ไม่ได้สนใจ มุมปากของเขากลับแสยะยิ้มขึ้นอยู่เล็กน้อย
"แล้วมันยังไงกันวะไอ้พวกขยะเศษเดน?"
เสียงบ่นพึมพำของชายหนุ่มได้ทำให้หลายคนต้องผงะ บางคนถึงกับถอยหลังออกไปอย่างไม่รู้ตัว ถึงตอนนี้สภาพของมาร์จะเจียนตายแล้วก็ตาม
มาร์ก็ยังคือมาร์
ในสายตาของพวกมันทุกคนแล้ว ชายคนนี้คือสัตว์ประหลาดที่สั่นคลอนไปทั่วทุกหนแห่ง
"ข้าเซียนหลินไม่ได้อยากเป็แบบนี้ั้แ่แรก พวกเ้าตังหากที่บีบบังคับข้า"
"บอกว่าศาสตร์มาร์ถือเป็วิชาที่ชั่วร้าย ทั้งๆที่ข้าตอนแรกก็ไม่เคยลงมือเลยด้วยซ้ำ"
"ข้าพยายามที่จะหลีกเลี่ยงในทุกวิถีทาง ตัดขาดจากโลกภายนอกและไม่ยุ่งเกี่ยวกับยุทธจักรไหนๆ แต่เ้าพวกทั้งหมดกลับ.. สมาพันธ์ผู้ฝึกฝนวรยุทธเช่นพวกแกได้ทำให้ข้าสู่เส้นทางมาร"
"ข้าตัวคนเดียวเสมอมา ทำเพื่อที่จะตอบโต้พวกแกทุกคน สุดท้ายตัวของข้าก็หลีกหนีมันไม่พ้น"
ประโยคของเขาดังก้องเข้าไปในหูของทุกคน
มีหลายคนที่ก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ
บางคนก็กำหมัดของตนเองแน่น ไม่ต้องไปพูดถึงกลุ่มคนที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้า มีหลายคนที่ถอนหายใจออกมาอย่างหนัก ส่วนบางคนก็หรี่ตาลงไปด้วยความเฉยชา ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
เื่อะไรที่พวกมันจะต้องรับฟังสิ่งที่บุคคลใกล้ตายกำลังจะพูดด้วย ผู้ชนะตังหากคือผู้ที่เขียนประวัติศาสตร์ทั้งหมด
"ทำไม.. พวกแกพูดไม่ออกเลยใช่ไหม?"
"พวกแกตั้งหากที่ทำให้ข้าต้องเลือกเส้นทางสายนี้ ถึงจะน่าเสียดายที่ฆ่าพวกชั่วๆอย่างพวกแกไม่ได้อีก แต่แค่นี้มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว.."
เซียงหลินหัวเราะดังขึ้นในลำคออยู่เล็กน้อย จากนั้นดวงตาที่แดงก่ำก็กวาดมองไปยังทุกคน
"ข้ามาร์เซียงหลินคือตำนานที่ไม่มีวันตาย ชื่อเสียงของมาร์จะถูกจารึกเอาไว้ไปอีกนานแสนนาน ต่อให้จะถูกลบเลือนหายไป.."
"มาร์ก็ยังคงอยู่นับชั่วนิรันดร์!!!"
เสียงะโของเขาดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ
แววตาหลายคนสั่นสะท้าน สร้างความสั่นไหวขึ้นในหัวใจของทุกคนเลยก็ว่าได้
"อึก? ไม่ไหวแล้วซินะ"
ขณะเดียวกันร่างกายของเขาก็เริ่มทนรับาแไม่ไหว ขาทั้งสองข้างไร้สิ้นเรียวแรงพร้อมกับคุกเข่าลงสู่พื้นดิน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทำให้หลายคนพลันสบายใจ
ร่างเงาของชายชรากระบี่ไม่รอช้ารีบก้าวเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขาดูเฉยชาเป็อย่างมาก พร้อมกับฝ่ามือของเขาที่ถูกยกขึ้น
บริเวณฝ่ามือได้ก่อร่างเป็อณูพลังงานดาบที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดูคมกริบยิ่งกว่าสิ่งใด
"เหอะๆ ถึงเวลาแล้วใช่ไหม"
"ไม่คิดเลยว่าฉันจะได้เกิดใหม่ในโลกที่เฝ้าใฝ่ฝัน ชีวิตที่สองนี้ใช้คุ้มแล้วละนะ"
ชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าตนเองไม่ไหวแล้ว
ใบหน้าของเขาก็ได้แต่เหม่อลอย ดวงตาได้แต่นึกย้อนไปยังเื่ราวในอดีตทั้งหมด
เขามีชื่อว่าเซียงหลิน ชายหนุ่มวัยรุ่นธรรมดาคนนึงที่ถูกรถชนตายในโลกก่อน หลังจากที่เขาตกตายลง ตัวของเขาก็ได้มาเกิดใหม่ยังโลกแห่งนี้
โลกที่เต็มไปด้วยผู้ฝึกฝนวรยุทธมากมาย
พวกเขาสามารถฝึกฝนพลังลมปราณให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นได้ มันไม่แตกต่างไปจากนิยายดังๆที่ตัวของเขาเคยได้อ่านในโลกที่แล้ว
เมื่อมาถึงเขาก็ได้ใช้เวลาไปหลายสิบปี ฝึกฝนวรยุทธเริ่มต้นในเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไปนับร้อยปี เขาก็ได้สรรสร้างวรยุทธที่ยิ่งใหญ่ของตนเองขึ้นมา มันคือศาสตร์มาร์ เส้นทางที่มีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถก้าวเดินไปได้
มาร์เซียงหลินเองก็เริ่มมีชื่อเสียงที่โด่งดัง ทว่าวิชาของเขากลับถูกเรียกว่าเป็วิชามารที่น่าสะพรึงกลัว แิที่แปลกสมัยของเขาจากโลกก่อนได้ทำให้ศาสตร์มาร์แกร่งกล้ายิ่งกว่าวิชาต้องห้ามใดๆ
กระทั่งในที่สุดผู้ฝึกฝนวรยุทธก็เห็นตัวของเขาเป็ภัยอันตราย มาร์เริ่มถูกยอมรับในชื่อผู้ฝึกฝนวิชาที่ชั่วร้าย สมาพันธ์ผู้ฝึกฝนวรยุทธมากมายพร้อมใจกันที่จะออกตามล่าตัวของเขา การคงอยู่ของมาร์ถือเป็สิ่งต้องห้ามในสายตาของทุกคน
เขาเองก็ไม่มีทางเลือกที่จะต้องสร้างกองกำลังของตน ศาสตร์มาร์ได้ทำให้ซากศพที่ไร้ซึ่งชีวิตสามารถเคลื่อนไหวได้
เมื่อเป็แบบนี้แล้ว ทุกคนก็ยิ่งหวาดกลัวต่อการกระทำของเขามากยิ่งขึ้นไปอีก สุดท้ายทุกคนก็ไม่พ้นที่จะอยากกำจัดเขาให้สิ้นซาก
ไม่นานร่างของชายชราก็ได้มาหยุดอยู่ที่ชายหนุ่ม เขาก้มหน้าลงจ้องมองไปยังชายหนุ่มพร้อมกับพูดขึ้นอยู่เล็กน้อย
"เซียงหลิน..."
"มาร์จะไม่มีอยู่อีกต่อไป"
"การคงอยู่ของเ้าต้องถูกลบเลือนหายไปทั้งหมด เพราะผู้ชนะคือผู้ที่เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ยังไงละ"
เซียงหลินเมื่อได้ยินคำพูดของชายชราก็หัวเราะขึ้นในลำคอ มันเป็อย่างที่เขาพูดจริงๆ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนหรือโลกไหนก็ตาม ผู้แพ้ย่อมไม่มีสิทธิ์พูด ไม่ว่าจะทำยังไงก็ตาม ผู้ชนะย่อมต้องเป็ผู้ที่กำหนดทุกสิ่ง ส่วนคนที่พ่ายแพ้ก็เพียงแค่ตกตายลงเท่านั้น
"ตอนแรกพวกข้าก็เสียใจที่เลือกในเส้นทางสายนี้ แล้วในเมื่อเริ่มต้น มันก็ต้องจัดการสิ่งนี้ให้สุด"
"พวกข้าไม่อยากจะให้เ้ายกโทษให้หรอกนะ"
"ตำนานของมาร์ได้จบสิ้นลงแล้วละ"
เมื่อพูดจบชายชรากระบี่ก็ตวัดแขนของตนเองลงมา ประกายแสงสีทองสาดส่องไปทั่วทั้งรัศมี ใบมีดได้ตัดผ่านห้วงอากาศมุุ่งตรงไปยังลำคอของเขา
"................."
เซียงหลินที่เห็นว่าเขาจะตายแล้วก็หลับตาลงอย่างช้าๆ สีหน้าดูสงบนิ่งราวกับว่าเตรียมใจตายเอาไว้แล้ว
หวีดดดดดดดด
ทันใดนั้นฝ่ามือใบมืดที่ควบแน่นไปด้วยพลังงานก็ได้ตัดหัวของเซียงหลินจนขาดสบั้น ศีรษะของเขาล่องลอยอยู่บนอากาศกระทั่งตกลงสู่ผืนดิน
พริบตานั่นเสียงเฮสนั่นของผู้คนมากมายก็ได้ดังขึ้น บางคนก็เต้นแร้งเต้นกาของตนเองไปมา พวกเขาแสดงความยินดีในการกำจัดภัยร้ายได้
นับจากวันนี้ ชื่อเสียงของมาร์จะไม่มีอยู่อีกต่อไป ยุทธจักรในแผ่นดินผืนนี้จะไม่ต้องเกรงกลัวอะไรในชื่อของมาร์เซียนหลินอีก
ส่วนเ้าตัวที่ตกตายไปนั่น ทางสมาพันธ์ยุทธก็จัดงานศพให้เขาอย่างสมเกียรติ ให้สมกับเป็หนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งของยุทธจักร
สำหรับศาสตร์วิชาอย่างมาร์
ในใจของใครบางคนก็พลันอยากจะได้รับมัน
ทว่าตัวของมาร์เซียงหลินนั่นไม่สืบทอดอะไรทิ้งเอาไว้ ไม่มีคัมภีร์วิชา ไม่มีแท่นศิลาสลัก ไม่มีอะไรทิ้งเอาไว้อยู่เลย ทำให้การสืบทอดของมาร์ต้องจบสิ้นยุคสมัยลงอย่างแท้จริง