เสียงกระดิ่งประตูดังอยู่ข้างหลังผม แต่ผมไม่หันไปมอง
มันเป็เื่ยากกว่าที่คิด ร่างกายคนเราถูกฝึกให้หันหาเสียงโดยไม่ต้องสั่ง โดยเฉพาะเสียงที่ดังขึ้นในที่ที่ควรเงียบสนิท ผมนั่งหลังเคาน์เตอร์ แผ่นกระดาษกฎอยู่ข้างมือ หน้าจอ POS ส่องแสงเขียวซีดใส่หน้าเหมือนบังคับให้ผมมองมันแทนโลกทั้งใบ นิ้วโป้งกดปุ่ม Cancel ครั้งแรก
เสียงกระดิ่งของร้านสะดวกซื้อควรเป็เสียงธรรมดา เสียงที่บอกว่ามีลูกค้าเข้ามาซื้อบุหรี่ น้ำแข็ง หรือข้าวกล่องตอนดึก แต่ในร้านร้างที่ไม่มีไฟหน้าร้าน ไม่มีแอร์ ไม่มีของสด และไม่มีถนนที่ควรมีคนเดินผ่าน เสียงนั้นกลับเหมือนสัญญาณเปิดม่าน มันบอกว่ากฎบนกระดาษไม่ใช่เื่ขู่เล่น และผมกำลังถูกทดสอบั้แ่นาทีแรก
ผมเคยเป็ลูกค้าของร้านสะดวกซื้อกะดึกมากกว่าพนักงาน เคยยืนหน้าเคาน์เตอร์ตอนตีสอง ซื้อกาแฟกระป๋องกับบุหรี่ราคาถูก เห็นแคชเชียร์ตาแดงกดเครื่องคิดเงินด้วยมือที่เหมือนจะหลับคาปุ่ม ผมไม่เคยคิดเลยว่าคนหลังเคาน์เตอร์ต้องเห็นอะไรบ้างในเวลาที่คนส่วนใหญ่นอนหลับ และไม่เคยคิดว่าคำว่า "ยินดีต้อนรับ" บางคืนอาจเป็คำเชิญที่อันตรายเกินไป
โชคดีที่ร้านนี้ไม่มีเสียงต้อนรับอัตโนมัติ มีเพียงผม เครื่อง POS และกระดิ่งที่ยังสั่นอยู่ข้างหลัง
ติ๊ด
ประตูยังเปิดค้างอยู่ เสียงลมพัดเข้ามา กลิ่นชื้นของน้ำขัง กลิ่นดิน และกลิ่นเน่าจาง ๆ ลอยปนกันจนผมต้องกลั้นหายใจ
แปะ
แปะ
เสียงฝีเท้าเปียก ๆ เดินเข้ามาในร้าน ไม่เร็ว ไม่ช้า เป็จังหวะของคนที่รู้ว่าคนข้างในไม่มีสิทธิ์หนี ผมกด Cancel อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง หน้าจอ POS กะพริบตามแรงกดของผม แต่มันไม่บอกว่ากำลังยกเลิกอะไร ไม่ขึ้นรายการสินค้า ไม่มีชื่อ ไม่มีราคา มีเพียงเคอร์เซอร์สีเขียวกระพริบอยู่กลางจอเหมือนตาที่ไม่ยอมหลับ
เสียงฝีเท้ามาหยุดหน้าเคาน์เตอร์
ผมเห็นเพียงเงาเคลื่อนผ่านขอบจอ POS เงานั้นสูงเกินคนปกติ หรืออาจเป็เพราะไฟในร้านทำให้มันยืดผิดสัดส่วน กลิ่นสาบเน่ารุนแรงขึ้น น้ำหยดลงบนเคาน์เตอร์ดังติ๋งหนึ่งครั้ง แล้วอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่ามาจากเสื้อผ้า ผม หรือิัของสิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ลมหายใจเย็น ๆ เป่าลงข้างแก้ม
ผมกด Cancel ต่อไปจนปลายนิ้วเริ่มชา คำว่าอย่าหันไปมองในกฎข้อแรกดังอยู่ในหัวซ้ำ ๆ ถ้าผมหัน อาจเห็นว่ามันไม่มีหน้า อาจเห็นว่ามันมีหน้าเหมือนผม หรืออาจไม่เห็นอะไรเลยแล้วบ้าตายไปเองจากความกลัว สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือมองจอและฟังเสียงปุ่ม
ติ๊ด
ติ๊ด
ติ๊ด
แล้วหน้าจอก็ขึ้นข้อความสั้น ๆ
NO CUSTOMER DETECTED
กลิ่นเหม็นค่อย ๆ จาง เสียงน้ำหยุดหยด ประตูหน้าร้านเลื่อนปิดเองช้า ๆ กระดิ่งเงียบลง ผมยังไม่เงยหน้าทันที รอจนแน่ใจว่าไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงตู้แช่ฮัมต่ำและเสียงหัวใจตัวเองค่อย ๆ ลดจังหวะลง
ผมรอดกฎข้อแรก
รอดแบบไม่มีเหตุผลพอจะอธิบายให้ใครฟังได้
บนเคาน์เตอร์ยังมีหยดน้ำอยู่สามหยด เรียงเป็เส้นตรงห่างกันเท่า ๆ กัน ผมเกือบเอาผ้าเช็ดตามนิสัย แต่กฎไม่ได้บอกว่าให้แตะร่องรอยของลูกค้าที่ระบบไม่ตรวจพบได้หรือเปล่า ผมจึงใช้กระดาษลังเก่าดันหยดน้ำลงพื้นแทน พอมันแตะพื้นปูน หยดน้ำก็ซึมหายไปทันที ไม่ทิ้งคราบ ไม่ทำให้ฝุ่นจับตัว เหมือนไม่เคยมีอะไรเปียกอยู่ตรงนั้น
ผมมองหน้าจอ POS อีกครั้ง ข้อความ NO CUSTOMER DETECTED หายไปแล้ว เหลือหน้าจอรายการว่าง ๆ พร้อมเคอร์เซอร์สีเขียวกระพริบอยู่มุมบนซ้าย ข้างจอมีสติกเกอร์ซีดติดไว้ เขียนด้วยลายมือปากกาเมจิกว่า
ยกเลิกให้เร็ว อย่ารอให้มันถามราคา
ผมไม่เห็นสติกเกอร์นี้ตอนเข้ามา หรือมันเพิ่งปรากฏขึ้นหลังลูกค้าคนแรกออกไป ผมบอกไม่ได้
หลังจากนั้นเวลาคลานไปช้าเหมือนร้านทั้งร้านจมอยู่ใต้น้ำ ผมพยายามทำตัวให้ยุ่ง เช็ดฝุ่นหน้าเคาน์เตอร์ ตรวจลิ้นชักเงินที่ไม่มีเงินสักบาท ลองเปิดเครื่องสแกนบาร์โค้ดแล้วพบว่ามันติดขึ้นมาเองเมื่อถือใกล้สินค้าเก่า ๆ บางชิ้น ผมพบกล่องนมจืดหมดอายุเมื่อสิบปีก่อน ซองบะหมี่กรอบจนแตกเป็ผง และถุงลูกอมที่เม็ดข้างในละลายติดกันเป็ก้อนเดียว ทุกอย่างควรเป็ขยะ แต่บนหน้าจอ POS สินค้าบางชิ้นยังมีราคาเหมือนร้านไม่เคยปิด
ผมเดินตรวจร้านโดยไม่อยู่ห่างเคาน์เตอร์เกินห้าก้าว ชั้นวางสินค้าถูกจัดไว้แปลก ๆ สินค้าส่วนใหญ่หมดอายุจนตัวหนังสือบนฉลากซีด แต่บางชิ้นกลับดูใหม่เกินไป ซองขนมยี่ห้อที่เลิกขายไปนานวางเรียงตรงแถวบนเหมือนเพิ่งเติมสินค้า บะหมี่ถ้วยบางใบมีฝาโป่งขึ้นจากแก๊สเน่า ขวดแชมพูมีตะกอนดำลอยอยู่ก้นขวด และตรงชั้นวางยาอมมีแผ่นป้ายราคาเขียนว่า 9 บาท ด้วยลายมือคน
ในมุมข้างตู้แช่ ผมเจอเสื้อกั๊กพนักงานสีซีดแขวนอยู่บนตะขอ ป้ายชื่อพลาสติกยังติดตรงอก แต่ชื่อถูกขูดออกจนเหลือรอยขาว ๆ ใต้ป้ายมีรอยปากกาลูกลื่นเขียนไว้บนผ้า
อย่าใส่ ถ้ายังอยากเลิกงาน
ผมถอยห่างจากเสื้อนั้นทันที
ผมไม่ใช่พนักงานจริงของร้านนี้ แค่คนรับจ้างเฝ้าคืนเดียว ผมพยายามย้ำประโยคนี้ในใจเหมือนมันจะช่วยได้ แต่แผ่นกฎเรียกผมว่า "พนักงานคนใหม่" และเครื่อง POS ก็แสดงชื่อผมบนใบเสร็จได้ทั้งที่ผมไม่เคยป้อนข้อมูลเข้าไป
พอถึงเที่ยงคืน อุณหภูมิในร้านลดลงอย่างรวดเร็ว
ความหนาวไม่ได้มาจากแอร์ เพราะแอร์เหนือประตูไม่มีไฟและช่องลมเต็มไปด้วยฝุ่น มันเหมือนพื้นปูน คานเหล็ก และชั้นวางของค่อย ๆ คายความเย็นออกมาพร้อมกัน ลมหายใจผมกลายเป็ไอจาง ๆ ผมหยิบกระดาษกฎขึ้นมาอ่านข้อสองอีกครั้ง ทั้งที่จำได้แล้ว
เวลา 00.00 น. เครื่อง POS พิมพ์กระดาษออกมาเองหนึ่งนิ้ว ไม่มีเสียงเตือน ไม่มีรายการสินค้า มีเพียงตัวเลขเวลาและประโยคสั้น ๆ
่บริการลูกค้าย้อนกลับเริ่มต้น
ผมไม่รู้ว่าคำว่าย้อนกลับหมายถึงเดินถอยหลัง หรือหมายถึงอะไรที่เคยออกจากร้านไปแล้วกำลังกลับเข้ามาอีกครั้ง
กระดาษถูกตัดเองแล้วตกลงบนพื้นด้านในเคาน์เตอร์ ผมไม่เก็บ มันนอนอยู่ตรงนั้นเหมือนหางสัตว์สีขาวเล็ก ๆ ที่เพิ่งถูกตัด
00.30 น. ประตูเปิด
คราวนี้ผมมุดลงหลังเคาน์เตอร์ก่อนเสียงกระดิ่งจะจบ สายตามองพื้น ห้ามสบตา ห้ามทักก่อน ผมเห็นเท้าคู่หนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาแบบถอยหลัง รองเท้าผ้าใบเก่าชุ่มน้ำ กางเกงผ้าสีซีดแนบกับน่อง และหัวเข่างอไปผิดทางทุกครั้งที่มันถอยเข้ามาในร้าน
เสื้อกันฝนพลาสติกของมันเสียดสีกันดังแกรก ๆ มันเดินถอยหลังผ่านชั้นวางสินค้าตรงมาหาเคาน์เตอร์ ร่างนั้นหันแผ่นหลังเปียกโชกให้ผมตลอดเวลา หมวกคลุมหัวต่ำลงจนไม่เห็นต้นคอ น้ำหยดจากชายเสื้อเป็ทาง
ตึบ
ห่อผ้าสีเหลืองซีดถูกวางลงบนเคาน์เตอร์ กลิ่นคาวจากห่อนั้นตีขึ้นมาจนผมอยากถอยหนี
ผมไม่อยากรู้ว่าข้างในห่อนั้นคืออะไร แต่คนที่เคยเป็หนี้จะรู้ดีว่าความไม่อยากรู้ไม่ได้ทำให้สิ่งตรงหน้าหายไป ห่อผ้ามีขนาดเท่ากล่องข้าวเล็ก ๆ มัดด้วยเชือกฟางสีแดงที่เปื่อยจนเป็ขุย ผ้าตรงมุมหนึ่งเปียกชื้นและมีของเหลวสีคล้ำซึมออกมาเป็วง กลิ่นคาวนั้นไม่เหมือนปลา ไม่เหมือนเนื้อเสีย แต่มันคุ้นเกินไปในแบบที่ร่างกายคนรู้จักก่อนสมองจะยอมรับ
เครื่องสแกนบาร์โค้ดในมือผมติดขึ้นเอง แสงแดงส่องไปที่ห่อผ้า ทั้งที่ไม่มีบาร์โค้ดตรงนั้น หน้าจอ POS ขึ้นรายการโดยไม่ต้องสแกน
MILK 10.00
ผมมองกล่องนมเก่าบนชั้นใกล้มือ แล้วมองห่อผ้าโดยไม่ยกสายตาสูงเกินไป ร้านนี้ไม่ได้ขายของที่ลูกค้าหยิบ มันขายสิ่งที่ลูกค้า้าให้แลกเปลี่ยนแทน
"คิด... เงิน..."
เสียงมันเหมือนมีน้ำค้างอยู่ในลำคอ ผมไม่ตอบทันที เพราะกฎบอกว่าห้ามทักก่อน แต่นี่เป็คำสั่งซื้อสินค้าใช่ไหม ลูกค้าเริ่มธุรกรรมแล้วใช่ไหม ความคิดงี่เง่าแบบแคชเชียร์ฝึกหัดผุดขึ้นมาในหัว ในคืนที่ไม่มีอะไรในร้านนี้สมเหตุสมผล
มันพูดอีกครั้ง คราวนี้คำว่าเงินถูกยืดออกยาว
"คิด... เงิน..."
ผมรู้สึกได้ว่าถ้าปล่อยให้มันพูดครั้งที่สาม อะไรบางอย่างอาจเปลี่ยนจากการซื้อขายเป็การทวง ผมจึงค่อย ๆ ขยับมือไปทางแป้น ไม่เงยหน้า ไม่มองเสื้อกันฝน ไม่มองหัวที่ซ่อนอยู่ใต้หมวก และพยายามจำให้ขึ้นใจว่าเหรียญต้องเป็เหรียญสิบที่มีคราบสนิมเท่านั้น
เหรียญสิบเหรียญหนึ่งกลิ้งมาตรงหน้าผม
มันมีคราบสนิมสีน้ำตาลแดงเกาะหนา พอหยิบขึ้นมา ความเย็นจากเหรียญกัดปลายนิ้วจนปวด ผมไม่กล้าเช็ด ไม่กล้าดูปี พ.ศ. บนเหรียญ รีบใส่มันลงในลิ้นชักเงินที่เด้งเปิดเองช้า ๆ ช่องใส่เหรียญว่างเปล่ารออยู่เหมือนปาก
ผมคว้ากล่องนมเก่าจากชั้นใกล้มือ สแกนบาร์โค้ด
ติ๊ด
หน้าจอขึ้นราคา 10.00 THB พอดี ผมหยิบกล่องนมยื่นข้ามเคาน์เตอร์ไปทางด้านหลังของลูกค้า โดยไม่ยกสายตาสูงเกินระดับไหล่
"ได้แล้วครับ" เสียงผมเบาจนแทบไม่เป็เสียง "รีบออกไปนะครับ"
ร่างในเสื้อกันฝนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง นานพอให้ผมเริ่มคิดว่าพูดผิดหรือเปล่า คำว่ารีบออกไปฟังเหมือนไล่แขกมากเกินไปไหม ร้านนี้ยังนับมารยาทบริการลูกค้าอยู่ไหม มือซีดบวมค่อย ๆ เอื้อมมารับกล่องนม ปลายนิ้วของมันเฉียดข้อนิ้วผมไปนิดเดียว ความเย็นแล่นขึ้นทั้งแขน
มันถอยกลับไปทางประตูอย่างช้า ๆ
ผมไม่มองตาม รอจนเสียงประตูปิด จึงทรุดนั่งลงกับพื้นหลังเคาน์เตอร์ อากาศในร้านอุ่นขึ้นเล็กน้อย เหรียญสิบในลิ้นชักหายไปแล้ว เหลือเพียงคราบสนิมเป็วงกลมเล็ก ๆ
ผมบอกตัวเองว่าผ่านไปแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้า
แต่ลูกค้าไม่ได้มีแค่คนเดียว
หลังเที่ยงคืนครึ่ง ร้านเริ่มมีเสียงเคลื่อนไหวเป็ระยะ ประตูไม่เปิดทุกครั้ง บางครั้งมีเพียงเสียงฝีเท้าเดินวนหน้าร้าน บางครั้งกระดิ่งดังครั้งเดียวแล้วหยุด บางครั้งเครื่อง POS ขึ้นรายการเองว่า WAITING CUSTOMER ทั้งที่ไม่มีอะไรในร้าน ผมต้องก้มหน้า กด Cancel หรือรับเหรียญสนิมตามกฎแล้วแต่ว่าลูกค้านั้นมีตัวตนในหน้าจอหรือไม่
01.13 น. มีมือเปียก ๆ ยื่นเหรียญสิบผ่านช่องใต้เคาน์เตอร์ ทั้งที่ไม่มีใครยืนอยู่ด้านหน้า ผมรับเหรียญด้วยปลายนิ้ว สแกนซองลูกอมเก่า ราคา 10.00 THB แล้ววางลงบนพื้น มือขาวซีดคว้ามันหายกลับไปใต้เคาน์เตอร์ ผมไม่ก้มดู
01.44 น. เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินถอยหลังเข้ามาในร้าน ผมเห็นเพียงรองเท้านักเรียนเปื้อนโคลนกับชายกระโปรงสีน้ำเงินเปียกน้ำ เธอวางเหรียญสนิมสามเหรียญบนเคาน์เตอร์ แต่ในกฎบอกว่ารับชำระได้เฉพาะเหรียญสิบที่มีคราบสนิม ไม่ได้บอกว่าถ้าให้เกินต้องทอนหรือเปล่า ผมเลือกสแกนนมสามกล่อง แล้วยื่นกล่องนมเก่าสามกล่องออกไปโดยไม่มองหน้า เด็กคนนั้นหัวเราะเบา ๆ จากด้านหลังหัวของเธอ เสียงหัวเราะเหมือนน้ำไหลผ่านท่อแคบ ๆ
02.00 น. ตรง ร้านเงียบลงทันทีเหมือนมีคนปิดสวิตช์
ความเงียบนั้นทำให้ผมเข้าใจว่า่ลูกค้าย้อนกลับจบแล้ว และ่ที่กฎข้อสามเริ่มต้นกำลังรออยู่หลังตู้แช่
นาฬิกาข้อมือเปลี่ยนเป็ 02.00 น. ตรง
จากด้านหลังร้าน เสียงตู้แช่เครื่องดื่มสั่นขึ้นสามครั้ง
กึก
กึก
กึก
ไฟในตู้แช่ที่ดับมาตลอดคืนติดขึ้นมาเอง เผยให้เห็นขวดน้ำพลาสติกใสขวดหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางชั้นว่างเปล่า ของเหลวข้างในไม่ใช่น้ำ มันแดงเข้ม หนืด และกระแทกผนังขวดเบา ๆ เหมือนมีหัวใจเล็ก ๆ เต้นอยู่ภายใน