บทที่ สิบสี่
ถุงหอมผิดมือ
แสงไฟตะเกียงนับร้อยดวงสะท้อนบนผนังหินเจิดจ้าราวดวงดาวในราตรี เหล่าขุนนางฮูหยินแบ่งกลุ่มสนทนาไม่ต่างจากหนุ่มสาวพาแยกตัวชมการแสดงกลางเวที ท่วงทำนองขลุ่ยและเสียงพิณดังคลอประสานฟ่านหนิงเดินก้าวกลับไปนั่งยังตำแหน่งเดิม รายล้อมด้วยสหายคุณหนูอีกหลายคนเสียงหัวเราะและบทสนทนาลอยแววที่เกี่ยวกับการแสดงแต่นางเพียงเงยหน้าชมการร่ายรำบนเวทีบ้างเป็ครา และบางครั้งก็เอ่ยวาจากับคนข้างกายตอนเื่ตามราว
แต่สิ่งที่ดึงความสนใจของนางในทุก่ขณะทำให้ดวงตาคู่เรียวยังคงเหลือบไปทางระเบียงให้คอยจับจ้องรอเวลาที่ใครบางคนจะเข้าไปและก้าวออกมานางรอคอยอย่างเงียบงันว่าหานอี้เหอจะเดินออกไปเก็บถุงหอมตามที่ควรเมื่อไร
แต่ยังไม่ทันเห็นเงาหานอี้เหอเลี้ยวเข้าไปทว่าฝีเท้าหนักแน่นดังเลี้ยวออกจากระเบียงเสียก่อนลมเย็นพัดพาเงาร่างสูงใหญ่ปรากฏต่อสายตาพร้อมกันๆร่างของฟ่านหนิงขนลุกเกลียวราวรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติ บุรุษร่างสูงนั้นมิใช่หานอี้เหอผู้ต้องเห็นให้เดินออกมาทางระเบียงแต่กลับเป็บุรุษผู้หนึ่งที่นางมิอยากพานพบแต่ก็พบอีกครั้งจนได้...จ้าวจวิ้นหยาง
เขาสวมชุดยาวสีเข้มตัดกับผิวยิ่งดูมีกลิ่นอายสูงส่งรูปร่างที่สูงสง่า แผ่นอกกว้างสะท้อนแสงไฟตะเกียงจนดูน่ายำเกรงเงาร่างนั้นทอดยาวลงบนพื้น ใบหน้าคมดุจหยกสลักมุมปากไม่ยกยิ้มแต่ดวงตาคมเข้มกลับกวาดมองทะลุ
ฟ่านหนิงรู้สึกได้ถึงลางร้ายก่อตัวขึ้นในอกหัวใจนางสะดุดวูบเล็กน้อย มือบางรีบยกพัดขึ้นปิดครึ่งใบหน้าซ่อนสีหน้าที่เผลอแสดงความตื่นตระหนกออกมา ริมฝีปากนางเม้มแน่นก่อนถอนหายใจเบาๆ พร้อมบ่นกับตนเองในใต‘เหตุใดบุรุษผู้นี้ต้องปรากฏตัวในทุกแห่งที่ข้าไปด้วยเล่า!’ แล้วเจอทีไรก็เจอปัญหา
สายตาของนางแอบมองผ่านช่องพัดลอบสำรวจทุกกิริยาของเขา จ้าวจวิ้นหยางเดินอย่างมั่นคงจากระเบียงเข้ามาในสวนที่จัดงานไม่รู้ว่าเขาเดินเลี้ยวเข้าไปที่ระเบียงั้แ่เมื่อไรความสูงส่งของเขาดึงดูดสายตาขนาดนี้ทำไมนางถึงไม่เห็นตอนเข้าแต่เห็นตอนออกช่างน่าสงสัย...
ในใจฟ่านหนิงเต็มไปด้วยความระแวงแทนที่จะเป็หานอี้เหออย่างที่คาดการณ์ไว้ กลับกลายเป็บุรุษนี้แทนทุกอย่างผิดไปจากความทรงจำในชาติก่อน แต่ในใจลึกๆหวังว่าถุงหอมจะยังวางอยู่ที่เดิม
นางกัดริมฝีปากเบาๆก่อนจะหรี่ตามองตามร่างสูงที่กำลังเคลื่อนไหว มันช่างน่ารำคาญนัก ในชาติที่แล้วแม้นางเคยพบจ้าวจวิ้นหยางอยู่บ้าง แต่ไม่เคยรู้สึกว่าน่ากวนใจถึงเพียงนี้ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดในชาตินี้เขาจึงชอบโผล่มาพบกับนางบ่อยนักราวกับนางไม่อาจพ้นสายตาของเขา
ฟ่านหนิงกดพัดลงแนบแก้มใบหน้างามซ่อนอยู่หลังลายกลีบบัวของพัด สายตานางกลับไม่ละจากร่างนั้น เพียงเฝ้ามองว่าเขาเห็นถุงหอมสีฟ้าที่ตกอยู่นั้นหรือไม่?
ไม่รอให้ฟ่านหนิงต้องสงสัยนานก้าวเดินของจ้าวจวิ้นหยางก็ค่อยๆ พาเขาเข้าใกล้ถังหลันชิงมากขึ้นเรื่อยๆยิ่งเขาเคลื่อนเข้าไปใกล้ ั์ตาของฟ่านหนิงก็ยิ่งเบิกกว้างร่างบางในอาภรณ์สีเหลืองส้มพลันเกร็งค้าง ความคิดตีกันวุ่นวายในหัว หรือว่า...เขาจะเจอถุงหอมจริงๆ? หากเป็เช่นนั้น แล้วนำไปคืนให้ถังหลันชิงด้วยมือตนเองภารกิจที่นางถูกระบบบังคับก็จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง!
มือที่ถือพัดซึ่งวาดลวดลายงดงามกำแน่นขึ้นเรื่อยๆฟ่านหนิงกัดริมฝีปากใจจดใจจ่อ อยากจะลุกขึ้นไปกระชากบุรุษผู้นั้นออกไปจากงานเสียเดี๋ยวนี้! แต่ทว่าในความเป็จริงสิ่งที่นางทำได้มีเพียงนั่งมองตามทุกการเคลื่อนไหวของเขา
จ้าวจวิ้นหยางเดินเข้าไปใกล้จนเหลือระยะไม่ถึงสองก้าวสายลมทำให้แขนเสื้อสีครามเข้มสะบัดไหว สง่างามราวปลิดชีพคนได้ ขณะที่คนสกุลถังซึ่งนั่งอยู่ไม่ว่าจะเป็ถังหยวนผู้เป็บิดา ฮูหยินถังและถังหลันชิงเองกลับไม่มีใครหันมาทางบุรุษร่างสูงผู้นั้นแม้สักคนเดียวมีเพียงสาวใช้คนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังของถังหลันชิงเท่านั้นที่ทันสังเกตเห็นเขา
สาวใช้คนนั้นหันมาทางร่างสูงอย่างแปลกใจครั้นแล้วจ้าวจวิ้นหยางก็ควักเอาสิ่งเล็กๆ ออกจากแขนเสื้อส่งให้โดยไม่เอ่ยถ้อยคำใด เขาหมุนกายกลับออกมาทันที ราวกับแค่ผ่านมาทำธุระเล็กน้อยมิได้เกี่ยวข้องกับงานเลี้ยงนี้แม้แต่น้อย
สาวใช้ยกสิ่งนั้นขึ้นมาดูครู่เดียวก็อุทานในใจ ใบหน้าฉายชัดว่าจำได้เป็อย่างดี เช่นเดียวกับฟ่านหนิงที่ลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว..นั่นมันถุงหอมของถังหลันชิงจริงๆ ด้วย!
ฟ่านหนิงลุกพรวดขึ้นโดยห้ามร่างกายตนเองไม่ทันเสียงเก้าอี้เลื่อนดังครืดเรียกสายตาบางส่วนให้หันมา หวงซูหรงที่นั่งอยู่ข้างๆสะดุ้งเล็กน้อยรีบเอ่ยถามเสียงเบา “เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
นางรีบปรับสีหน้าให้นิ่งตอบด้วยเสียงราบเรียบ “ไม่มีอันใดเพียงรู้สึกเหมือนมีแมลงมาบินสร้างความรำคาญ ขอตัวสักครู่”
กล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินออกมาชุดกระโปรงยาวสีส้มสะบัดไหวตามแรงก้าว นางกัดฟันกรอดด้วยความเดือดดาลจ้าวจวิ้นหยาง! เ้ากล้ามาทำให้ภารกิจของข้าพังได้อย่างไร!
ั์ตาของนางทอแสงดุร้ายเฝ้ามองแผ่นหลังสูงสง่าที่กำลังก้าวออกจากกลางงานเลี้ยงไปที่มุมสวนราวกับมิได้ทำสิ่งใดที่สำคัญเลยสักนิด แต่ในสายตาของฟ่านหนิงเขากลับเป็เสี้ยนหนามที่น่าขยี้ให้แหลกเสียตอนนี้
ทันใดนั้นราวกับฟ้าดลใจจ้าวจวิ้นหยางก็หันมามองทางนางพอดี ดวงตาคมกริบสบกับสายตาของฟ่านหนิงเข้าอย่างจังคนหนึ่งเบิกตากว้างด้วยความฉุนเฉียวอีกคนกลับหรี่ตาลงเล็กน้อยราวกับกำลังพินิจพิเคราะห์อารมณ์ของนาง
‘นี่เขาจงใจทำให้ภารกิจนางล่มหรือ’บรรยากาศชั่วขณะนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันจนเหมือนเวลาหยุดเดินก่อนที่เขาจะหันไปเข้าร่วมกลุ่มสนทนากับขุนนางบัณฑิตใหม่ส่วนที่ฟ่านหนิงก็สะบัดหน้าหันหลังกลับไปยังที่นั่งเดิมริมฝีปากขยับแ่ราวเสียงพึมพำลอดไรฟัน“อยากจะโยนเขาออกไปให้พ้นเสียจริงๆ”
เมื่อกลับไปนั่งฟ่านหนิงก็ก้มลงเล็กน้อยเอ่ยสั่งกับจางไป๋ซินซึ่งเป็แผนสำรองที่นางถึงพาสาวใช้ผู้นี้ตามมาด้วยสาวใช้ผู้ติดตามที่ตามอยู่ด้านหลังนางตลอดงานน้ำเสียงแ่เบาแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน “เ้าแอบไปนำถุงหอมนั้นมาจากสาวใช้สกุลถังเสียก่อนที่มันจะกลับไปอยู่ในมือถังหลันชิง แล้วเอาไปวางคืนที่เดิมให้เรียบร้อย”
จางไป๋ซินชะงักไปเพียงชั่วอึดใจแต่เพราะติดตามฟ่านหนิงมาทั้งงานจึงรู้ทันทีว่านายหญิงหมายถึงสิ่งใดนางเข้าใจโดยไม่ต้องซักถามว่า ถุงหอมที่พูดถึงคืออะไร และต้องไปวางไว้ที่ใดแม้นางไม่รู้เหตุผลว่าเหตุใดนายหญิงจึงต้องทำเช่นนี้ แต่ก็ไม่ใช่เื่ที่ตนควรถามจางไป๋ซินเพียงโค้งศีรษะต่ำตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รับคำสั่งเ้าค่ะ”
แล้วจางไป๋ซินก็ก้าวออกไปในทิศทางของสาวใช้สกุลถังที่ยังคงยืนกำถุงหอมอยู่ในมือั์ตาของจางไป๋ซินวาววับขึ้นเล็กน้อยคิดหาหนทางที่จะเข้าใกล้โดยไม่ให้ใครระแวงสงสัย
ระหว่างนั้นฟ่านหนิงยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะเช่นเดิม ภายนอกนางดูสงบเยือกเย็นแต่ในอกกลับเต็มไปด้วยความหวาดเกรงกลัวถุงหอมนั้นจะกลับไปอยู่ในมือถังหลันชิงก่อนที่จางไป๋ซินจะได้มันมาและภาพสายตาของจ้าวจวิ้นหยางเมื่อครู่ยังคงติดตา บุรุษคนนั้นต้องเจอดี...กล้ามาขัดภารกิจนางได้อย่างไร!
จางไป๋ซินแยกตัวออกมาจากนายหญิงอย่างเงียบเชียบในยามที่เสียงดนตรีและการแสดงยังคงดำเนินต่อเพื่อมารอคอยโอกาสเหมาะที่จะทำตามคำสั่งั์ตาของนางกวาดมองไปยังสาวใช้สองคนที่อยู่ด้านหลังสกุลถังผู้เป็นายความสนใจของนางจับจ้องไปยังสาวใช้ผู้หนึ่งที่เหน็บถุงหอมเล็กสีฟ้าไว้ที่ใต้สายคาดเอวและนางต้องรีบแข่งกับเวลาหากไม่รีบลงมือของสิ่งนี้อาจถูกนำกลับไปให้คุณหนูถังเมื่อใดก็ได้
ขณะรอจังหวะที่สาวใช้ของสกุลกู่อีกกลุ่มกำลังเดินผ่านในมือถือถาดน้ำชามือจางไป๋ซินซ่อนลูกหินเล็กไว้ ทำทีเป็คนเดินผ่านไปเท่านั้นแต่สายตากลับกำลังกะระยะอย่างแม่นยำแล้วก็ ติ๊ง! ลูกหินลูกแรกถูกดีดออกไปอย่างรวดเร็ว ไปกระทบเครื่องประดับมุกเล็กๆที่ปักไว้บนเกล้าผมของสาวใช้สกุลถัง มุกกลมขาวกระเด็นร่วงลงพื้นในทันที
สาวใช้ผู้นั้นชะงักหันหน้ามองเพื่อนข้างกายด้วยความงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนเอ่ยเสียงเบา “อะไรร่วงไปหรือ?”
จากนั้นจางไป๋ซินรีบสาวเท้าเข้าไปในทันใดสีหน้าแฝงรอยเป็ห่วง “เ้าน่ะ มุกที่ผมเ้าร่วงลงมานั่น” พลางชี้ไปที่มุกที่พื้น
อีกฝ่ายยกมือแตะสำรวจผมของตน รีบตอบ “จริงด้วย ใช่แล้ว เป็ของข้าเอง” ว่าแล้วนางก็เดินออกมาจากข้างกายผู้เป็นายเดินมาระยะผ่านของสาวใช้สกุลกู่
จังหวะที่สาวใช้สกุลกู่ที่ถือถาดน้ำชาผ่านมานิ้วมือจางไป๋ซินดีดลูกหินอีกลูกปะทะกับถ้วยชา น้ำชาที่อยู่ในถ้วยสั่นกระฉอกหกลงขอบถาดแล้วไหลกระเซ็นตรงไปทางสาวใช้สกุลถัง
“ว้าย!”สาวใช้สกุลกู่ร้องด้วยความใเตือนแต่อีกคนจะถอยหนีแต่ยังไม่ทันพ้น
ทว่าจางไป๋ซินก้าวเข้าไปคว้าข้อมืออีกฝ่ายดึงหลบให้พ้นจากน้ำชาก่อนจะย่อตัวประคองช่วยเหลืออีกฝ่ายให้ทรงตัวยืนได้ก่อน “ระวังนะเกือบเปื้อนแล้ว!”
ขณะที่สาวใช้สกุลถังตั้งตัวไม่ทันยังตระหนกจากเหตุการณ์อยู่มืออีกข้างของจางไป๋ซินก็ตวัดรวดเร็ว คีบถุงหอมเล็กออกมาจากใต้สายคาดแล้วกำแน่นไว้ในฝ่ามือ
สาวใช้ถังเงยหน้ามองนางอย่างซาบซึ้งใจ“ขอบคุณมาก หากไม่มีเ้าช่วยเกรงว่าคงโดนชาเปื้อนเสื้อผ้าแล้ว”
จางไป๋ซินยกยิ้มบาง สายตาเรียบสนิท “มิเป็ไร เื่เล็กน้อยเท่านั้น” ก่อนขอตัวถอยห่างออกไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเดินพ้นจางไป๋ซินก็รีบตรงไปยังระเบียงอันเงียบสงัดนางยกถุงหอมเล็กขึ้นมาสำรวจด้วยสายตา ว่าไม่ได้พลาดหยิบสิ่งอื่นมาเมื่อเห็นถุงหอมเล็กสีฟ้าลายเถาวัลย์ยังอยู่ครบถ้วนไม่บุบสลายยืนยันแน่ว่านี่คือของเดิมที่คุณหนูหมายตาไว้
จากนั้นก็ก้มตัววางถุงหอมลงตรงตำแหน่งที่คุณหนูของนางเคยยืนปะทะวาจากับคุณหนูถังเป๊ะตามคำสั่งไม่มีคลาดเคลื่อน!เสร็จแล้วนางก็รีบสาวเท้ากลับไปยังที่นั่งของกลุ่มคุณหนูฟ่านไม่ให้ใครสังเกตได้
เมื่อเห็นสาวใช้ของตนกำลังเดินกลับมาฟ่านหนิงจึงแยกตัวออกมาจากวงสนทนากับคุณหนูหวงอีกครั้ง รีบก้าวเข้ามาหาั์ตาจับจ้อง “สำเร็จหรือไม่?”
จางไป๋ซินก้มศีรษะรายงานเสียงเบา “เรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อย “แน่ใจว่าวางคืนที่เดิมแน่นอน มีใครเห็นหรือไม่?”
“แน่เ้าค่ะ ยืนยันได้ ตอนนั้นที่ระเบียงก็ไม่มีใครอื่น” จางไป๋ซินตอบหนักแน่น
ฟ่านหนิงฟังแล้วถึงได้คลายใจริมฝีปากประดับรอยยิ้มเย็นบางๆ “ดีเช่นนั้นก็รอให้ดำเนินไปตามที่มันควรเป็เถิด”
แต่ยังไม่ทันที่ความพอใจในใจนางจะเต็มเปี่ยมพลันสายตาเงยขึ้นก็พบภาพไม่คาดคิด ฟ่านเฉิงน้องชายของนางกำลังเดินเข้ามาทว่าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงลำพัง แต่มีเจิ้งเปาหย่งเดินอยู่ข้างๆ ด้วย ทั้งคู่กำลังสนทนาอย่างสนิทสนมราวกับไม่ใช่เพิ่งพบเจอ
ฟ่านหนิงถึงกับขมวดคิ้วแน่นหัวใจสะท้านวาบ ‘นี่มันเื่อันใดกัน เจิ้งเปาหย่ง...เ้าต้องถึงต้องไปทำความรู้จักกับน้องข้าเชียวหรือ?’
ความคิดความร้อนใจวิ่งพล่านบุรุษผู้นี้คือบ่วงร้ายที่ทำให้ชีวิตของนางตกระกำลำบาก แล้วชาติใหม่นี้เขาก็จะวนเวียนไม่ยอมปล่อยนางจริงๆราวกับอยากจะลากให้ตกเหวไปด้วยกันให้ได้
ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็เส้นตรงฟ่านหนิงรู้สึกถึงความหงุดหงิดและรังเกียจปะปนกันในหัวใจนางทนอยู่ต่อไม่ได้อีกแล้ว หากยังนั่งนิ่งเฉยต่อไปไม่แน่ว่าจะถูกเจิ้งเปาหย่งเข้ามาตีสนิทอีกแน่
‘ต้องแสดงละครแล้วสินะ...’ ฟ่านหนิงพึมพำในใจสายตาเบนไปยังเวทีที่คณะละครเริ่มบรรเลงบทใหม่พอดีละครของตนแข่งกับคณะละครที่กำลังเล่นเพื่อกลบเกลื่อนและหนีออกจากวงล้อมอันน่ารำคาญ
“พี่เหยาจู”เสียงเรียกใสของฟ่านเฉิงน้องชายผู้ยังคงมีมีท่าทีเป็เด็กน้อยแต่ส่วนนี้เป็ส่วนที่นางไม่อยากให้ฟ่านเฉิงรีบเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะเข้าวัยหนุ่มไม่อยากให้เหมือนชาติที่แล้วที่ถูกบังคับให้เติบโต และพอน้องชายเรียกนางเช่นนี้จึงยากหลบเลี่ยง
นางจึงทำได้แต่แสร้งเหมือนอ่อนเพลียนางถามกลับน้องชายเสียงเบา “เ้าชอบละครที่กำลังแสดงอยู่หรือไม่?”
ทันทีที่ได้ยินเสียงแ่นั้นฟ่านเฉิงขมวดคิ้วทันควันั์ตากังวล “พี่เหยาจู เป็อะไรหรือ? ทำไมเสียงแหบนัก?”
ฟ่านหนิงหลุบตาลงเศร้าๆมือเรียวกระชับพัดในมือแน่นขึ้นพลางถอนหายใจ “คงเพราะอากาศ่นี้ร้อนขึ้นอีกทั้งน้ำค้างก็ลงศีรษะจึงรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้าง แต่ไม่มีอะไรหรอกเ้าอย่ากังวลไป”
น้ำเสียงแ่สั่นนั้นทำให้ฟ่านเฉิงยิ่งกระวนกระวายใจเขาขยับกายเข้ามาใกล้พี่สาว “เช่นนั้นพี่เหยาจูควรกลับไปพักไม่ใช่หรือหากฝืนอยู่ต่ออาจป่วยเอาได้นะขอรับ”
ฟ่านหนิงเผยรอยยิ้มบาง แล้วยกมือแตะไหล่น้องชายเบาๆ“แต่งานยังไม่เลิกเลยจะถูกว่าเอาได้ อืม...เอาเช่นนี้กลับไปคุยกับท่านแม่ก่อนดีหรือไม่?”
เด็กหนุ่มก็พยักหน้าอย่างไม่ลังเลทั้งคู่จึงตรงไปหามารดาซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล โดยมีเจิ้งเปาหย่งที่เดินห่างๆอย่างคนที่ถูกลืมทั้งที่เขาอุตส่าห์วางตัวให้สนิทกับฟ่านเฉิงได้มากขึ้นแล้วเชียว
หญิงสาวในชุดสีเหลืองส้มเดินกลับมาหามารดาแล้วย่อตัวเบาๆก่อนเอ่ยเสียงกระซิบข้าวหู “ท่านแม่ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย” พลางหรี่ตาทำใบหน้าอ่อนล้า
ฮูหยินฟ่านหันมามองก็มีสีหน้ากังวลยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรฟ่านเฉิงก็แทรกขึ้นมาก่อน “ท่านแม่ เราให้พี่เหยาจูกลับจวนก่อนดีไหมขอรับ”
แต่ผู้เป็มารดาได้ยินก็พลันชะงักสีหน้าแฝงรอยลังเลอยู่ชั่วขณะ“ยังมีงานเลี้ยงในโถงด้านในอีก เ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่อยู่ต่อ?”
ในจังหวะเดียวกันเจิ้งเปาหย่งที่ยืนสนทนาอยู่ด้านข้างกลับก้าวเข้ามากึ่งหนึ่ง ริมฝีปากเหมือนจะเอ่ยถามด้วยความห่วงใยทว่าฟ่านหนิงไม่รอให้เขาได้พูดสักคำ นางรีบหันกลับไปหามารดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ความจริงกลับก่อนก็ดีเ้าค่ะหากลูกเข้าโถงไปแล้วคงยากที่จะปลีกตัวออกมา ไปตอนนี้น่าจะดีกว่าเดี๋ยวให้จางไป๋ซินพาลูกกลับก็พอ ส่วนท่านแม่ก็อยู่ร่วมงานต่อเถิด ฟ่านเฉิงยังสนุกกับงานนัก”
คำพูดของนางเอ่ยเหตุผลที่ยากปฏิเสธแม้ฮูหยินฟ่านจะยังไม่สบายใจนักที่จะปล่อบบุตรสาวกลับคนเดียวแต่เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีและแววตาที่อ่อนแรงของฟ่านหนิงก็มิอาจฝืนได้สุดท้ายจึงพยักหน้ายอมรับ “เช่นนั้นเ้ากลับไปพักเถิด”
ฟ่านหนิงย่อตัวขอบคุณแล้วหันกายพาจางไป๋ซินเดินแยกออกมาโดยนางมายืนรอคนคุมรถม้าให้นำรถม้ามารับทางด้านข้างจวนที่สงัดกว่าด้านหน้าเพื่อจะได้กลับเงียบๆ
หากแต่เพียงครู่เดียวเสียงยียวนก็ดังแทรกมาเหมือนเงาตามติด“คุณหนูฟ่านจะกลับแล้วหรือนี่ งานเลี้ยงยังผ่านไปได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น”
ร่างอรชรชะงักกายห้ามไม่ให้ตัวเองหันกลับไปมองเพราะเพียงแค่เสียงนั้นก็มากพอจะทำให้นางรู้ว่าเป็ใคร จ้าวจวิ้นหยาง! บุรุษผู้สร้างความปั่นป่วนให้นางรำคาญไม่หยุดหย่อน
ฟ่านหนิงยืนนิ่งแสร้งทำท่าเหมือนไม่ได้ยินทำเพียงกวัดพัดเบาๆ ราวกับกำลังอ้อยอิ่งชมบรรยากาศ จนอีกฝ่ายยอมเอ่ยขึ้นมาอีก “เฮ้อ ว่าไปก็ช่างน่าสงสัยนัก...ถุงหอมนี้สำคัญอันใด ถึงต้องทำให้บางคนกระวนกระวายเพียงนี้?”
ประโยคนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะฟ่านหนิงตัวชาวาบทันที เอียงกายเล็กน้อยแล้วเข้าไปกระซิบกับจางไป๋ซินเสียงกดต่ำเพราะไม่อยากให้ไปมองให้เสียท่า“ใช่ถุงหอมนั้นหรือไม่?”
จางไป๋ซินที่ยืนข้างๆ เอียงตัวอยู่แล้วจึงมองได้ถนัดตานางพยักหน้ารับทันที “ใช่เ้าค่ะ”
คำตอบสั้นๆนั้นทำให้หัวใจฟ่านหนิงบีบรัดแรง นางเม้มริมฝีปากแน่นในดวงตาแฝงทั้งความโกรธและความหวาดหวั่นปะปนกัน จ้าวจวิ้นหยาง...ทำไมเ้าช่างยุ่งไม่เข้าเื่ไม่ใช่พระเอกแล้วจะไปเก็บมาทำไม!นางอยากกรีดร้องลั่นเสียเดี่ยวนี้!