วาสนาที่ไร้ใจ
ตอนที่ 6
…สักพักต่อมา
หยวนซูลี่ตัดสินใจเดินเข้าไปในตัวเรือนหลังจากใช้เวลาคิดและชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ว่านางควรจะเดินตามเว่ยตงหยางเข้าไปเพื่ออธิบายให้คู่หมั้นเข้าใจดีหรือไม่ ว่าตนเองไม่มีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย นางไม่ได้้าผูกมัดเว่ยตงหยางถึงขั้นแต่งงาน โดยที่เขานั้นยังไม่ได้รักนางสักนิด หยวนซูลี่สามารถรอเว่ยตงหยางได้ ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด รอให้เขารักก่อน แล้วค่อยแต่งงานกันก็ย่อมได้
สองเท้าเยื้องย่างทะลุตัวเรือนไปยังส่วนหลังของจวน แต่ละก้าวของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกหวั่นใจ กลัวว่าคนอย่างซื่อจื่อจะโกรธตัวเองจนพูดจาร้ายๆ ให้ทำลายจิตใจจนบอบช้ำอีก แต่ว่านางจะต้องทำใจดีสู้เสือเพื่ออธิบายให้คู่หมั้นเข้าใจ ไม่ใช่ให้เขาเข้าใจตัวเองผิดไปเองเช่นนี้ ก่อนที่มันจะสายไปจนเขาไม่ยอมฟังคำอธิบายเหมือนเมื่อคราวเกิดเื่ที่ทำให้ทั้งคู่แตกหักกันจนถึงทุกวันนี้
“ฮึก ฮึก” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นลอยตามกระแสลมที่พัดผ่านเอื่อยเฉื่อยจากสวนด้านหลังมายังตัวเรือนที่นางยืนหันซ้ายมองขวาอยู่
ตากลมโตสอดส่ายมองหาที่มาของเสียงจากบริเวณหลังเรือนใหญ่โตแห่งนี้ ผู้ใดมาร้องไห้สะอึกสะอื้นในเวลานี้ เวลาที่คนอื่นเขากำลังมีงานเลี้ยงรื่นเริงและเพิ่งจะประกาศเื่มงคลออกไป
จะว่าเป็เสียงร้องไห้ของเว่ยตงหยางก็เห็นจะไม่ใช่ เพราะโทนเสียงสะอื้นนั้นเป็เสียงเล็กๆ คล้ายสตรี
และแล้วหยวนซูลี่ก็เห็นเงาของคนสองคนกำลังยืนกอดกันอยู่ในศาลาพักผ่อน เท้าเล็กก้าวเข้าไปหาสองคนนั้นอย่างแ่เบา ถ้าเกิดว่ามีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้นนางจะได้ช่วยคนที่กำลังร้องไห้อยู่ได้ โดยไม่ทำให้อีกคนซึ่งเป็คนทำร้ายสตรีที่กำลังร้องไห้อยู่รู้ตัว และหนีไปเสียก่อน
“อย่าร้องเลยนะถิงเอ๋อร์ เพราะแม้จะเป็สมรสพระราชทานแต่อย่างไรเสียคนที่พี่มอบใจให้ก็ยังเป็เ้าอยู่ดี” เสียงทุ้มเอ่ยปลอบโยนคนที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนแกร่งของตน
เมื่อได้ยินเสียงทุ้มที่เอ่ยปลอบคนซึ่งกำลังร้องไห้อยู่ หัวใจของหยวนซูลี่ก็เหมือนมีอะไรมาบีบรัด ลมหายใจขาดห้วงอย่างกับกำลังจะมีคนมาพรากเอามันไป ขาของนางมันพาหัวใจมารนหาที่เจ็บเสียจริงๆ เลย
“ฮึก ฮึก ถิงเอ๋อร์จะทำเช่นไรดีเ้าคะ ถิงเอ๋อร์ไม่อยากเสียท่านพี่ไปเลย”
หยวนซูลี่ยืนหลังแนบต้นไม้ใหญ่เพื่อบดบังตัวตนไม่ให้สองคนนั้นได้เห็นว่ากำลังมีคนแอบฟังบทสนทนาของเขาอยู่ ขาของนางสั่นจนแทบจะพยุงร่างกายเอาไว้ไม่ไหวอยู่แล้ว
ฟุบ!
ร่างเล็กร่วงหล่นลงไปนั่งบนพื้นเพราะขาอ่อนแรงจากการได้ยินบทสนทนาที่บาดลึกเข้ามาในจิตใจ เว่ยตงหยางกับหยวนถิงถิงกำลังกอดกันอยู่ และที่สำคัญ คำว่ารักที่หยวนซูลี่ไม่เคยได้ยินและเฝ้ารอมันจากปากของซื่อจื่อมาตลอด กลับถูกเปล่งออกมาบอกกับน้องสาวของนาง คนที่เขารัก เหตุใดไม่เป็คนอื่น เหตุใดต้องเป็หยวนถิงถิงด้วย สตรีจอมเสแสร้ง คอยจ้องจะทำลายและแย่งทุกอย่างที่เป็ของหยวนซูลี่ไปจากเ้าของของมัน
เหตุใดต้องเป็นาง!
“ผู้ใดแอบฟังที่นั่น! ออกมา!” เสียงเข้มของเว่ยตงหยางเอ่ยสั่งคนที่หลบอยู่หลังต้นไม้ให้ออกมาปรากฏตัว เขาได้ยินเสียงแปลกๆ จากตรงนั้น แถมยังมีเงาตะคุ่มๆ อยู่ด้วย ชายหนุ่มจึงแน่ใจว่าจะต้องมีคนแอบอยู่หลังต้นไม้แน่ๆ
“หยวนซูลี่”
เมื่อเขารอแล้วรอเล่า แต่คนที่เขาสั่งให้ออกมาก็ไม่ยอมเดินออกมาสักที เว่ยตงหยางจึงเดินมาดูด้วยตัวของเขาเอง และเห็นคู่หมั้นคนงามกำลังนั่งคอตกอยู่หลังต้นไม้
“หึ เป็ข้าเอง” หยวนซูลี่เงยหน้าขึ้นไปมองเว่ยตงหยาง แสงไฟส่องลงมาแยงตาจนนางไม่สามารถมองเห็นใบหน้าและสายตาของคนที่กำลังมองมาที่ใบหน้าของนางได้ ไม่รู้เลยว่าตอนนี้สายตานั้นจะรู้สึกเช่นไร แต่ก็คงเดาได้ไม่ยาก เว่ยตงหยางคงกำลังมองมาด้วยความสมเพชเมื่อได้เห็นสตรีที่เคยมีความมั่นใจในตัวเองสูงและไม่อ่อนแออย่างคุณหนูใหญ่สกุลหยวน มานั่งพิงต้นไม้อย่างกับคนหมดอาลัยตายอยากเช่นนี้ และถึงแม้ใบหน้าของนางจะไม่มีน้ำตาสักหยด แต่กลับมีความเสียใจ ผิดหวัง น้อยใจ ประดับอยู่เต็มไปหมด
“มาแอบฟังคนเขาสนทนากัน เ้าช่างเป็สตรีที่ไร้มารยาทเสียจริง” เว่ยตงหยางต่อว่าหยวนซูลี่เสียงเรียบ
“ผู้ใดกันแน่ที่ไร้มารยาท มาแอบสนทนากับบุรุษที่เป็คู่หมั้นของพี่สาวลับหลังเ้าของของเขาเช่นนี้ มันไม่ใช่แค่ไร้มารยาท! แต่มันคือแพศยา!” หยวนซูลี่พูดกับเว่ยตงหยางในตอนแรก แต่ตอนท้ายนางหันไปหาหยวนถิงถิงที่เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เว่ยตงหยางด้วยสายตาเชือดเฉือน
“คุณหนูใหญ่!!” เสียงตวาดกร้าวดังออกมาจากปากหนาของเว่ยตงหยาง
มันดังเสียจนหยวนซูลี่รู้สึกว่าทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบเพราะหูของนางมันได้ดับไป จากการฟังเสียงดังกังวานจากการตวาดลั่นนั้นของเว่ยตงหยาง
เมื่อได้สติและเรียกกำลังใจของตัวเองกลับมาได้แล้ว หยวนซูลี่ก็ยันตัวเองลุกยืนขึ้นมาประจันหน้ากับคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ นางส่งสายตาท้าทายกลับไปให้ ก็ในเมื่อครู่นางได้พูดความจริงออกไป มันเลยลอยไปกระแทกเข้าที่มโนสำนึกของเว่ยตงหยางสินะ เขาถึงได้เดือดดาลจนต้องตะคอกเสียงดังขนาดนี้
“เหตุใด รับไม่ได้หรือเ้าคะ” หยวนซูลี่ท้าทายบุรุษตรงหน้าออกไป
“เ้าต่างหากที่ทำตัวน่าสมเพช รู้ทั้งรู้ว่าข้าไม่ได้รัก ยังมาคอยผูกมัดข้าไว้!”
“ซื่อจื่อ!” หยวนซูลี่ขึ้นเสียงใส่เขา
“อย่ามีปากเสียงกันเลยนะเ้าคะ ถิงเอ๋อร์ขอเถิด” เสียงแหลมเล็กเอ่ยออกมาแทรกกลางระหว่างาของคู่หมั้น ซึ่งกำลังฟาดฟันคนที่อยู่ตรงหน้าของตัวเองทางสายตา
“อย่ามาจับแขนข้า! เสนียด”
ผลั่ก
หยวนซูลี่สะบัดมือของหยวนถิงถิงที่อยู่ๆ ก็เดินเข้ามาจับแขนของนางเอาไว้ออกไปอย่างแรง จนตัวของคุณหนูรองเซล้มลงไปด้านหลัง
“โอ๊ย”
ผลั่ก! ปึก!!
แผ่นหลังของหยวนซูลี่ถอยไปชนต้นไม้ใหญ่อย่างแรงจนรู้สึกจุกมากถึงขั้นหายใจจะไม่ออก แขนก็เริ่มแสบจากการเสียดสีไปกับเปลือกของต้นไม้ที่ไม่เรียบ จนเกิดแผลบนข้อมือซึ่งโผล่พ้นออกมาจากอาภรณ์สีหวาน
“เกิดเื่อะไรขึ้นลูก” เว่ยฮูหยินวิ่งเข้ามาหาหยวนซูลี่และพยุงตัวนางให้ลุกออกมาจากต้นไม้
“เอ่อ ท่านพี่ซูลี่ผลักถิงเอ๋อร์ล้มเ้าค่ะ” เป็คุณหนูรองเองที่เป็คนตอบคำถามของเว่ยฮูหยินแทนหยวนซูลี่ ทั้งๆ ที่มารดาของเว่ยตงหยางไม่ได้หันไปทางนางที่กำลังนั่งออเซาะบุตรชายอยู่บนพื้นไม่ลุกสักที
“...”
“โอ๊ย” หยวนถิงถิงร้องออกมาเมื่อเว่ยตงหยางพยุงให้ลุกขึ้นยืน แล้วทำท่าจะเซล้มลงไปอีก
“ถิงเอ๋อร เจ็บที่ใดอีกหรือ?”
“ขาถิงเอ๋อร์พลิกเ้าค่ะ ปวดมากเลยท่านพี่” หยวนถิงถิงออดอ้อนเสียงหวานใส่เว่ยตงหยางที่กำลังพยุงนางให้ยืน
งิ้วฉากใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งมีหยวนถิงถิงเป็นางเอก ส่วนหยวนซูลี่เป็นางร้าย ถึงแม้ฉากงิ้วเช่นนี้จะเกิดขึ้นเสมอหลังจากหยวนถิงถิงเดินเข้ามาในชีวิตของนาง แต่หยวนซูลี่ก็ไม่เคยชินกับมันเลยสักที เสแสร้ง เล่นงิ้วเก่งเช่นนี้ั้แ่เด็กจนโตได้อย่างไรนะ นางล่ะนับถือจริงๆ
“ตายแล้วถิงเอ๋อร” เสียงแหลมแปดหลอดดังมาจากด้านหลังของทั้งสี่คน
ไม่ต้องหันไปมองก็พอจะเดาออกว่าเป็ผู้ใด เสียงแหลมขนาดนี้ก็น่าจะเป็มารดาเลี้ยงจอมเสี้ยมแน่นอน
“ถิงเอ๋อร์ขาพลิกเ้าค่ะ ท่านพี่ซูลี่ผลักถิงถิงล้ม”
หยวนซูลี่ได้แต่ยืนฟังคุณหนูรองกับมารดาของนางปลอบประโลมกันไปมา โดยไม่คิดและไม่สนใจที่จะอธิบายความเป็จริงออกไป และถ้าคนที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างเว่ยตงหยางตาไม่บอด หยวนซูลี่ก็คิดว่าเว่ยตงหยางน่าจะคิดได้และดูออกว่าใครโกหกกันแน่ นอกเสียจากว่าเขาจะปิดหูปิดตา แล้วเชื่อในสิ่งที่สตรีอันเป็ที่รักของเขาบอกกับทุกคนออกไป
“แม่พาลี่เอ๋อร์ไปใส่ยาดีกว่า” เว่ยฮูหยินเอ่ยบอกกับบุตรสาวของสหายเบาๆ และกำลังจะพยุงนางเดินเข้าไปทำแผลในเรือน
“เดี๋ยว! ทำผิดก็ต้องขอโทษ ขอโทษน้องเสีย…ลี่เอ๋อร์ลูกรัก” อนุจวนราชครูเอ่ยเสียงเข้มใส่หยวนซูลี่ในตอนแรก แล้วก็ปรับเป็เสียงอ่อนเสียงหวานเมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีเว่ยตงหยางและมารดาของเขาอยู่ด้วย จากนั้นจึงเอ่ยบอกหยวนซูลี่ให้ขอโทษหยวนถิงถิง
“เหอะ ข้าไม่ผิด เหตุใดต้องขอโทษ” หยวนซูลี่มองหน้าหยวนถิงถิงสลับมารดาของนาง “และอีกอย่าง ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าลูก เพราะมารดาของข้าเสียไปแล้ว ส่วนเ้าหาใช่มารดาของข้า เ้ากับลูกสาวของเ้าก็เป็เพียงกาฝากที่บิดาของข้าเลี้ยงเอาไว้ในเรือนก็เท่านั้น” หยวนซูลี่สาดซัดคำพูดตามแรงอารมณ์ใส่มารดาเลี้ยงจอมเสแสร้งออกไป ใบหน้าที่แสดงออกว่าแสบแผลของนางเปลี่ยนเป็ตึงเรียบ และมองไปที่หยวนถิงถิงกับมารดาของนางเพียงแค่หางตา
“หยวนซูลี่! เ้ากำเริบและเสียกิริยากับผู้าุโเกินไปแล้วนะ!” เสียงเข้มของคู่หมั้นเอ่ยว่านางแทนสองแม่ลูกนั่น
เหอะ หยวนซูลี่ได้คำตอบแล้วล่ะ คำตอบที่ว่าเว่ยตงหยางจะตัดสินใจเช่นไร เขาเลือกที่จะปิดหูปิดตาเพื่อปกป้องคนรักของเขานี่เอง สายตาตัดพ้อของหยวนซูลี่จึงถูกส่งไปจ้องมองเว่ยตงหยาง มองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นที่เคยอ่อนโยนและอบอุ่น แต่บัดนี้มันมีแต่ความแข็งกร้าวและว่างเปล่า
แววตาเย้ยหยัน เยาะเย้ยของสองแม่ลูกกาฝากนั่นอีก คงจะสมใจแล้วสินะที่งิ้วฉากใหญ่ซึ่งร่วมกันแสดงออกมาได้ผลอีกแล้ว
“พอเถิดหยางเอ๋อร์ ไปลูก แม่จะใส่ยาและประคบเท้าให้ลี่เอ๋อร์เอง” เสียงอ่อนหวานและอบอุ่นเอ่ยออกมาข้างใบหูของหยวนซูลี่
มือนุ่มนวลจับแขนและพยุงหลังของนางให้ค่อยๆ เดินเข้าไปด้านใน แต่อย่างไรหยวนซูลี่ก็เดินได้ไม่ค่อยถนัดเท่าใดนัก เนื่องจากเท้าที่คงกำลังบวมเพราะเพิ่งจะพลิกเมื่อตอนที่โดนเว่ยตงหยางผลัก คนที่ทำนางเจ็บไม่คิดแม้แต่จะช่วยหรือรู้สึกผิดอะไรเลย แต่กลับซ้ำเติมและเข้าข้างคนอื่นได้อย่างหน้าตาเฉย