< คุณแม่ครับ.. >
.
< ผม.. >
.
< คิดถึงคุณแม่เหลือเกิน >
.
ที่ห้องพักภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ณ มหานครลอสแอนเจลิส วันที่11 เดือนที่2 ปีค.ศ. 2022
ยามเช้าอันสดใสได้เข้ามาเยือนพร้อมแสงแดดที่สาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่าง แสงแดดอ่อน ๆ เข้าแยงตาของชายผู้หนึ่งที่ยังคงนอนบรรทมอยู่
พลันรู้สึกถึงกลิ่นอายของหมู่มวลดอกไม้ในรุ่งอรุณวันใหม่ ดวงตาคู่นั้นค่อย ๆ เบิกกว้างอย่างเชื่องช้า เขาพลันลุกขึ้นมาพร้อมจ้องมองไปยังบานกระจกที่อยู่ข้างเตียง
“ทำไมเราถึงร้องไห้กันนะ ?”
คำถามถูกเอ่ยขึ้นพร้อมมือขวากำลังลูบแก้มของตน หยาดน้ำตารินไหลโดยไร้ซึ่งเหตุผล หรืออาจเป็เพราะความฝันเมื่อครู่กันแน่
ชายผู้นี้มีนามว่ากวี เป็นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินไทย เค้าโครงใบหน้าแลดูคล้ายคลึงกับชาวเอเชียทั่วไป ั์ตาและเส้นผมมีสีดำเงาราวไข่มุก ใบหน้าเยาว์วัยมีรอยตำหนิให้เห็นบ้างเพียงเล็กน้อย ส่วนสูงคือร้อยเจ็ดสิบเิเพอดิบพอดี ทว่ายามนี้จำต้องเดินทางมาที่มหานครลอสแอนเจลิสเนื่องด้วยเหตุผลอันใดสักประการหนึ่ง
กวีเร่งลุกออกจากเตียง รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาพร้อมหยาดน้ำตาแห่งความเศร้าได้หยุดลง
“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงสักที !” เขาเอื้อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันปลื้มปีติยินดี นับั้แ่ที่ตัวเขาย่างเท้าเข้าสู่ดินแดนแห่งเสรีภาพ ความตื่นเต้นก็เพิ่มพูนทวีจนยามนี้ได้ถึงขีดสุดแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อราวครึ่งปีก่อน บริษัทเกมแห่งหนึ่งนามว่าFEARได้สร้างปรากฏการณ์ที่จะแปรเปลี่ยนรูปโฉมประวัติศาสตร์วงการเกมไปตลอดกาล
เมื่อ FEAR ได้ประกาศเปิดตัวผลงานชิ้นใหม่ในรูปแบบเกมเสมือนจริง นามนั้นคือ Teufel in Heaven ปีศาจร้ายอยู่ซ่อนเร้นอยู่สวนแห่ง์
FEAR ้ารับสมัครผู้เข้าร่วมเล่นเกมรอบเบต้า เพื่อการนั้นเอง จึงมีผู้สมัครร่วมนับสิบล้านชีวิตที่้าเป็ส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้
ถึงเพียงนั้น การทดสอบกลับแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิด เพียงแค่ผู้สมัครจำต้องส่งตัวอย่างเืพร้อมเอกสารยืนยันตัวตนให้แก่ FEAR และมิได้มีการทดสอบใดอื่นที่จำเป็ต่อการคัดเลือกถูกประกาศออกมาอีกเลย
เมื่อการรับสมัครได้สิ้นสุดลงเพียงแค่หนึ่งเดือนเศษ FEAR จึงได้ประกาศรายชื่อผู้ถูกรับเลือกให้เข้ารับการทดสอบรอบเบต้า และจำนวนดังกล่าว..
‘มีเพียงสี่คน’
ห่างออกไปจากที่พักของกวีราวหนึ่งไมล์ ที่แห่งนั้นคือสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท FEAR อันเป็ที่หมายของเขา นับั้แ่ที่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน บริษัทแห่งนี้ก็มีอายุอานามย่างเข้าไปแล้วก็สิบปี
ยามนี้กวีแหงนมองขึ้นไปยังจุดยอดสุดของตึกระฟ้าสูงที่สูงราวยี่สิบชั้น ที่แห่งนี้คือสถานที่ซึ่งผู้เล่นเกมทั้งหลายต่างเฝ้าฝันถึง เกมที่ผู้เล่นสามารถดำรงอยู่ได้ดั่งโลกแห่งความจริง หากผลงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จดั่งความคาดหวัง FEAR จะได้รับการเชิดชูอย่างมหาศาลทั้งทางด้านกำไรและคำชื่นชมอย่างล้นหลาม
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ”
กวีไม่รอช้าพร้อมเร่งฝีเท้าก้าวเดินเข้าสู่ภายใน ไม่มีเหตุผลอันใดให้ตนต้องหยุดชะงัก ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเป็ที่สุด
“เอ่อ.. ขอโทษด้วยครับ ผมเป็ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็ผู้ทดสอบเกมรอบเบต้า ไม่ทราบว่าผมจะต้องทำยังไงบ้างครับ ?” เขาเอ่ยขึ้นด้วยภาษาอังกฤษคล้ายสำเนียงอเมริกัน ขณะเดียวกันมือขวาได้ยื่นซองเอกสารออกไปพร้อมมอบมันให้แก่พนักงานต้อนรับสาว
เพียงชั่วครู่หนึ่ง เธอได้ตรวจสอบรายละเอียดภายในเอกสารอย่างถี่ถ้วน และจึงมอบบัตรใบหนึ่งให้แก่กวีพร้อมกับเอ่ยว่า “นี่คือบัตรผ่านทางเข้าสู่ชั้นบนสุด ต่อจากนี้ดิชั้นจะเป็คนพาท่านกวีไปยัง ‘จุดทดสอบ’ เพียงแต่ดิชั้นจะไม่สามารถนำทางท่านไปได้จนถึงสุดทาง เมื่อประตูลิฟต์ได้เปิดแล้ว ท่านกวีจะต้องเดินทางไปต่อด้วยตนเองโดยใช้บัตรผ่านทางที่ดิชั้นมอบให้เมื่อครู่ เช่นนั้นแล้วก็ตามดิชั้นมาได้เลยค่ะ”
สิ้นสุดเสียงของเธอ ทั้งสองจึงเริ่มต้นออกเดินทางไปในทันที
ใน่เวลาที่ลิฟต์ยังคงนำพาพวกเขาไปยังชั้นบนสุด กวีกลับยังคงรู้สึกสงสัยในผลการตัดสิน ในบรรดาผู้เข้าร่วมสมัครนับสิบล้านชีวิต เหตุใดตัวเขาจึงได้รับเลือกให้เป็หนึ่งในสี่คนกันแน่
ลิฟต์ได้หยุดอยู่ ณ ชั้นที่ยี่สิบ พนักงานสาวได้เอ่ยถ้อยคำร่ำลาด้วยความนอบน้อมพร้อมกับประตูลิฟต์ที่ปิดลง
รอบข้างไม่มีสิ่งใด มีเพียงเบื้องหน้าของกวีที่ปรากฏประตูบานใหญ่เพียงแค่หนึ่งบาน
“ต้องสแกนบัตรใช่ไหมนะ ?” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมสแกนบัตร ณ จุดสแกน ทันใดนั้นประตูที่ปิดมิดชิดจึงค่อย ๆ เปิดออกจนเผยให้เห็นเส้นทางอันเชื่อมต่อไปยังสถานที่ถัดไป
เขาเริ่มต้นฝีเท้ามุ่งตรง ภายในเป็ห้องโถงใหญ่อันไร้ซึ่งเครื่องเรือนใด ๆ ประดับตกแต่ง ทว่าหาได้มีแค่ตัวเขาอยู่เพียงลำพัง ยังมีคนอื่นที่เฝ้ารออยู่ก่อนแล้วอีกราวสองหรือสามคน
ทั้งสามล้วนเป็ที่รู้จักในหมู่ผู้คน ก่อนหน้าที่กวีจะเดินทางมายังที่แห่งนี้ ตัวเขานั้นได้ศึกษาประวัติของสามในสี่คนที่เหลือมาแล้วอย่างถี่ถ้วน
คนแรก ร่างกายสมส่วนพร้อมส่วนสูงราวร้อยแปดสิบเิเ นามคืออิลไค มิลเลอร์ นักลงทุนยอดอัจฉริยะแห่งยุคสมัย อายุยามนี้คือยี่สิบห้าปี ว่ากันว่าตัวเขาเริ่มต้นลงทุนั้แ่มีอายุเพียงสิบขวบ จนถึงปัจจุบัน ผลการลงทุนทบต้นตลอดสิบห้าปีได้อยู่ที่ร้อยละสามสิบ สร้างรากฐานจากครอบครัวฐานะปานกลาง จนยามนี้มีทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด รวมกันมีมากถึงสามพันห้าร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ
คนต่อมา ร่างกายผอมบางกระนั้นกลับมีส่วนสูงมากถึงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเิเ นามคือเซโน่ ริชแมน ยอดนักวิทยาศาสตร์สาขากลศาสตร์ควอนตัมแห่งยุค อายุยามนี้คือสามสิบปี เริ่มต้นเข้าเรียนมหาวิทยาลัยครั้งแรกเมื่อมีอายุเพียงสิบเอ็ดขวบ นับั้แ่เรียนจบตราบจนสิบปีต่อมา ผลงานของชายผู้นี้ก็ได้เป็ที่กล่าวขานในแวดวงกลศาสตร์ควอนตัมไม่เว้นแต่ละวัน กระนั้นแล้ว ใน่เวลาหลายปีให้หลัง ชื่อของเซโน่กลับสูญหายไปจากสารบบ ว่ากันว่าตัวเขาได้เริ่มต้นเล่นเกม และเสพติดมันจนถึงขั้นไม่ยอมออกมาพบปะผู้ใด แต่ด้วยเงินที่ได้รับมาจากงานวิจัยตลอดสิบปี ทำให้ชีวิตความเป็อยู่ของเขาจึงมิได้ยากลำบากแม้ไม่ต้องทำงานก็ตาม
คนสุดท้าย เด็กหนุ่มชาวเอเชียเช่นเดียวกับกวี ส่วนสูงอยู่ที่ราวหนึ่งร้อยเจ็ดห้าเิเ อายุยามนี้คือยี่สิบปี นามคือโมมิยะ คาซึมิ ยอดอัจฉริยะผู้เชี่ยวชาญภาษาถึงสิบภาษา มีชื่อเป็อันดับหนึ่งผู้ได้คะแนนสอบมากที่สุดในการสอบเข้ามหาลัยโตเกียวในรอบสามสิบปี
ทั้งสามคนล้วนแล้วถูกขนานนามว่าเป็ยอดอัจฉริยะในสาขาของตนอย่างแท้จริง จะได้รับเลือกจึงมิใช่เื่แปลกแต่อย่างใด แตกต่างไปจากกวี ตัวเขานั้นเป็เพียงนักศึกษาระดับทั่วไปจากประเทศที่กำลังพัฒนา แม้ครั้งหนึ่งจะเคยเข้าแข่งขันการตอบคำถามคณิตศาสตร์ระดับประเทศ แต่นั่นก็เป็เื่ราวเมื่อครั้นยังเป็เพียงเด็กประถม และแม้จะพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วก็จริง ทว่าทั้งสองเื่ก็หาใช่ความสามารถอันสุดยอดที่หาใครเปรียบได้ยาก ฉะนั้นแล้ว การที่เขาได้รับเลือกในครั้งนี้จึงนับว่าเป็เื่ราวอันน่าฉงนยิ่งนัก
“สวัสดีเ้าหน้าใหม่” เมื่อมาถึง อิลไคได้กล่าวทักทายออกไปในทันที
“ทางนี้ก็เช่นกัน” ทันใดนั้น กวีจึงโต้ตอบกลับมาด้วยความเป็กันเอง
ภายในห้องโล่งเปล่ากว้างขวางและมีผู้คนยืนอยู่เพียงสี่คน แต่กลับไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถเชื่อมต่อพวกเขาเข้าสู่โลกแห่งเกม ฉะนั้นแล้ว ประตูบานเดียวที่อยู่ห่างออกไปจึงน่าจะเป็คำตอบสุดท้ายที่เหลืออยู่
เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังก้องกังวานขึ้นมาจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไป ชายร่างใหญ่ที่สูงราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเิเได้ปรากฏขึ้นจากที่ก่อนหน้าไม่เคยมีใครอยู่มาก่อน
ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครายาวเฟื้อย ดวงตาทั้งสองข้างถูกปิดบังด้วยแว่นกันแดดสีดำสนิท ทั่วกายสวมใส่ชุดสูทมีความเป็ระเบียบ กระนั้นใบหน้าและการแต่งกายกลับช่างไม่เข้ากันยิ่งนัก
ความสับสนพลันเข้าปกคลุมดวงตาในชั่วครู่ขณะ
ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าของพวกเขาคือใคร?
แล้วจนถึงเมื่อครู่ตัวเขาไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ใด?
คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวจนกระทั่งชายผู้นั้นได้เริ่มเอ่ยถ้อยคำเป็ครั้งแรก
“ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่สำนักงานใหญ่ของ FEAR กระผมมีนามว่า อัลเบิร์ต แองเจโล่ จากนี้ไป ผมจะพาทุกท่านไปยังสถานที่ทดสอบเกมเองครับ”
พลันสิ้นเสียงของชายปริศนา ดวงตาของทั้งสี่คนได้เบิกกว้างใกล้ถลนราวกับกำลังเห็นผีหรือปีศาจ
“คุณคืออัลเบิร์ตคนนั้น ผู้ก่อตั้ง FEAR ที่ไม่เคยปรากฏตัวที่ใดมาก่อน เพราะการลงทุนในการเปิดขายหุ้นครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อน ทำให้ผมสามารถสร้างตัวจนกลายเป็มหาเศรษฐีได้จนถึงทุกวันนี้ แต่ตอนนี้คุณตัวเป็ ๆ กำลังปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าผม ช่างนับว่าเป็เกียรติจริง ๆ ครับ !!” อิลไคเอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังพร้อมแสดงความดีใจจนออกนอกหน้า
ชื่อเสียงของอัลเบิร์ตนั้นเป็ที่เลื่องลือในแวดวงนักธุรกิจ เพียงแต่ว่า คงไม่มีนักลงทุนคนใดที่้าลงทุนในบริษัทที่แม้แต่ใบหน้าของผู้บริหารก็ยังไม่เคยเห็น เว้นเพียงแต่ในกรณีของ FEAR ที่เป็ข้อยกเว้นเพียงหนึ่ง
บุคคลระดับตำนานได้ปรากฏตัวอยู่เพียงระยะใกล้ชิด แม้แต่กวีเองก็เคยได้ยินชื่อมาบ้างแม้ไม่เคยรู้จักมักชิดกันมาก่อน
“เช่นนั้นก็ตามผมมาได้เลยครับ” อัลเบิร์ตเริ่มกล่าวอีกครั้ง พลันสิ้นเสียง ตัวเขาจึงก้าวเดินนำทางผู้ทดสอบไปยังสถานที่ถัดไปในทันที
ข้ามผ่านบานประตูเข้าสู่ห้องที่ลึกเข้าไปอีก ภายในมีเพียงห้องโถงโล่งเปล่ามืดสนิทไร้ซึ่งผู้ใดเฝ้ารอคอยอยู่
ณ ใจกลางปรากฏเครื่องจักรรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน บนพื้นมีเส้นสายระโยงระยางร้อยเรียงเป็อาณาเขตวงกลมขนาดใหญ่คล้ายวงเวทย์ดาวแปดแฉก ภายในเส้นสายเ่าั้ยังมีของเหลวสีเหลืองทองเปล่งประกายพร้อมมอบแสงสว่างในยามที่ทั่วทั้งห้องยังคงมืดสนิท
“นี่มันหมายความว่ายังไง ไม่ใช่ว่าพวกเราควรจะไปยังสถานที่ทดสอบเกมหรอกหรือ ?”
อิลไคเอ่ยขึ้นเมื่อได้เห็นถึงสภาพของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่เพียงแค่เขา ทุกคนต่างมีสีหน้างุนงงมิได้แตกต่าง หากให้ลองจินตนาการถึงสถานที่ทดสอบเกมเสมือนจริง ไม่มากก็น้อยก็คงนึกถึงอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อกับสมองคล้ายหมวก ทว่าภายในห้องกลับไม่มีสิ่งใดที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่ถูกเอ่ยถึง มีเพียงเครื่องจักรที่มาพร้อมสายระโยงระยาง ที่ภายในบรรจุของเหลวสีเหลืองทองพร้อมร้อยเรียงเป็วงกลมประดุจดังวงเวทย์ในนิยายแฟนตาซีหรืออะไรเทือกนั้น
“ผมขอรบกวนให้ทุกท่านเดินตรงไปยังใจกลางของวงกลม หลังจากนั้น ตัวผมจะทำการเดินเครื่องอุปกรณ์เพื่อนำพาทุกคนเข้าสู่โลกแห่งเกมครับ”
ได้ยินถ้อยคำว่ากล่าวจากปากของอัลเบิร์ต ทุกคนต่างฉุกคิดขึ้นด้วยฉงนในทันที
หนึ่งคำถามพลันบังเกิดขึ้นภายในหัว เพียงก้าวเท้าไปยังใจกลางของวงกลม เพียงแค่นี้ก็สามารถเข้าสู่โลกแห่งเกมได้แล้ว?
ท่ามกลางความฉงนสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในห้วงอากาศ เซโน่ได้เริ่มต้นฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่รีรอผู้ใด
ช่างเป็เื่ที่น่าแปลกประหลาด ในบรรดาผู้เข้าร่วมทดสอบทั้งหมด เขาคือนักวิทยาศาสตร์ผู้มีรางวัลมากมายเป็เครื่องยืนยันตัวตน เป็ผู้ที่ยึดมั่นในหลักแห่งเหตุและผลเหนือสิ่งใด ทว่ายามนี้กลับเชื่อมั่นในถ้อยคำของอัลเบิร์ตโดยปราศจากข้อโต้แย้ง
พลันได้เห็นเช่นนั้น อิลไคจึงเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย แววตาจดจ้องไปที่ชายร่างั์ผู้เป็ตำนานพร้อมเอ่ยว่า “คุณอัลเบิร์ต คุณคงไม่ได้กำลังเล่นตลกกับพวกเราใช่ไหม ถ้าหากคำตอบคือใช่ ผมก็ขอให้คุณรีบสารภาพออกมาจะดีกว่า เพราะไม่เช่นนั้น เมื่อเื่ที่ว่าเกมเสมือนจริงที่กำลังจะพลิกโฉมประวัติศาสตร์วงการเกมคือเื่แหกตา และเมื่อคนที่นำเื่ที่กล่าวไปเมื่อครู่ไปบอกเล่า คือตัวผมที่วอลสตรีทต่างเชื่อมั่นอย่างหมดใจ คุณคงรู้สินะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ FEAR น่ะ”
อิลไคเปล่งวาจาเพื่อท้าทายอัลเบิร์ตอย่างเถรตรง ถึงเพียงนั้น ชายร่างั์กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่เพียงสักนิด
“การกระทำย่อมแสดงออกได้ดียิ่งกว่าคำพูดร้อยหมื่นถ้อยคำ เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลง คุณอยากจะทำอะไร ก็ทำไปเถอะครับ”
หนึ่งถ้อยคำเข้าสยบทุกสรรพสิ่ง พลันได้ยินเช่นนั้น อิลไคจึงเผยยิ้มขึ้นพร้อมหัวเราะตรงมุมปาก และแล้วฝีเท้าจึงเริ่มต้นก้าวเดินไปยังใจกลางของวงกลมโดยปราศจากคำพูดใดๆ
“ช่วยไม่ได้ๆ ดูเหมือนชั้นเองก็คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วสินะ” โมมิยะเร่งเอ่ยขึ้น ฝีเท้าพลันเริ่มต้นก้าวเดินไปข้างหน้าตามติดอิลไคไปอีกคน
เมื่อเป็เช่นนั้น แม้ตนจะมีคำถามร้อยพันร้อยเรียงอยู่ในหัว แต่กวีเองก็มิอาจรอช้าและมุ่งตรงไปข้างหน้าเช่นเดียวกันกับคนอื่น
.
< นี่มันแปลก นี่มันแปลกจริง ๆ ด้วย >
.
กวีหยุดยั้งฝีก้าวของตนให้ชะงักลงในชั่วครู่ขณะ อีกเพียงแค่หนึ่งก้าวร่างกายของเขาก็จะเข้าสู่เขตแดนของวงกลม
มีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล เขาหันมองกลับไปที่อัลเบิร์ตพร้อมเริ่มต้นระรัวคำถาม
“นี่คุณคิดจะเชื่อมประสาทััของพวกเราเข้าสู่โลกแห่งเกมด้วยวิธีการใดกันแน่ครับ ?”
มันช่างน่าแปลก อุปกรณ์ใด ๆ ก็ไม่มี แล้วเช่นนี้จะให้เชื่อได้เยี่ยงไร มิหนำซ้ำ อัลเบิร์ตผู้นี้กลับมีท่าทีที่ไม่น่าไว้ใจเลยแม้แต่น้อย
ความเงียบงันพลันเข้าปกคลุมในชั่วครู่ขณะ ความกดดันอันล้ำลึกได้แผ่ขยายออกมาจากร่างกายสูงใหญ่ของอัลเบิร์ต บรรยากาศรอบกายจึงเพิ่มทวีคูณความอึดอัดยิ่งขึ้นไปอีก
ในขณะที่กวียังคงเฝ้ารอคำตอบอย่างเงียบสงบ อัลเบิร์ตได้ก้าวเดินเข้ามาหาด้วยท่วงทำนองและจังหวะอันแ่เบา
ชายร่างใหญ่ได้โน้มตัวลงมาในระดับเดียวกันกับชายหนุ่ม
แววตาของทั้งสองต้องกัน กระนั้นกวีกลับมิอาจหยั่งรู้ถึงความคิดของอีกฝ่าย ภายใต้แว่นกันแดดสีดำสนิท ยามนี้อัลเบิร์ตกำลังจดจ้องมองมาที่เขาด้วยความคิดใดกันแน่
มุมปากของอัลเบิร์ตได้ยกขึ้นพลันแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่แฝงเอาไว้ด้วยเลศนัยอย่างเปี่ยมล้น เสียงเอ่ยกล่าวอันแ่เบาราวเสียงกระซิบได้ถูกเปล่งขึ้น และมีเพียงกวีเท่านั้นที่ได้ยินถ้อยคำทั้งหมด
“ชั้นล่ะเกลียดเด็กขี้สงสัยอย่างเธอจริงๆ”
ดวงตาของกวีเบิกกว้างใกล้ทะลักถลน ร่างกายของเขาสั่นเทา
สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงหาใช่ถ้อยคำที่ชายร่างใหญ่ได้เอ่ยขึ้นมา หากแต่เป็รูปลักษณ์ของั์ตาที่ถูกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้แว่นกันแดดสีดำ ลวดลายนั้นคล้ายคลึงกับไม้กางเขนที่กลับหัวลงมา แสงสว่างสีทองที่ส่องประกาย หาใช่ดวงตาของมนุษย์ หากแต่เป็ดวงตาของุ์
“คุณเป็ใครกันแน่ ?!!” กวีเอื้อนเอ่ยถ้อยคำขึ้นมาด้วยแววตาราวกับกำลังหวาดกลัว
ร่างกายของเขาด้านชามิอาจเคลื่อนไหวราวกับพวกมันไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง สติสัมปชัญญะทั้งหมดได้เลือนหายไปในชั่วครู่ขณะ
มือของอัลเบิร์ตยื่นออกไปข้างหน้า ฝ่ามือแตะไปที่ร่างของกวีด้วยความแ่เบา ทว่ากลับทำให้เขาเคลื่อนไปข้างหน้าราวกับถูกบางสิ่งเข้ากระทบอย่างรุนแรง
กวีไร้ซึ่งเรี่ยวแรงต่อต้านหรือขัดขืน พลันรู้สึกตัวอีกครั้ง สองเท้าได้ยืนอยู่ ณ ใจกลางของวงกลมใหญ่เช่นเดียวกันกับผู้ทดสอบรายอื่น
เครื่องจักรขนาดใหญ่ได้เปล่งเสียงร้องโหยหวนออกมา เสียงของมันคล้ายกับเสียงกรีดร้องของเหล่าเดรัจฉาน วงกลมใหญ่เริ่มต้นเปล่งประกายแสงสีเหลืองทองสว่างไสวกลายเป็เสาแสงปกคลุมรอบกายของทั้งสี่คนในชั่วพริบตา
เสาแสงส่องสว่างมากเกินไป ทุกคนจึงหลับตาลงอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่า ก่อนที่ดวงตาของกวีจะมืดดับลง สิ่งสุดท้ายที่ตัวเขาได้เห็นกลับเป็ใบหน้าของอัลเบิร์ตที่เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยที่มุมปาก
“ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทาง อีกไม่นานพวกเราจะได้เจอกันอีกครั้งอย่างแน่นอนครับ”
ดวงตาได้ปิดลง ิญญาราวกับกำลังถูกตัดขาดจากร่างกาย สติเริ่มต้นเลือนหาย และอีกไม่นักคงใกล้หมดสิ้นลง
เงียบสงัด..
มืดสนิท..
ราวกับกำลังดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทร..
ช่างหนักอึ้งจนมิอาจขยับเขยื้อนร่างกายแม้เพียงน้อยนิด..
ราวกับกำลังจ้องมองราตรีอันไร้ซึ่งแสงจันทร์..
มองไม่เห็นสิ่งใด..
มีเพียงความมืดดำที่ยังคงเวียนว่ายอยู่เคียงข้างกายราวกับเป็เพื่อนสนิท..
.
< ชั้นได้ยินเสียง.. >
.
ร่างกายเบาหวิวราวกับกำลังแหวกว่ายอยู่ในห้วงอากาศ เสียงวาจาของผู้คนนับพันหมื่นดังก้องกังวานวนเวียนอยู่ในหัว พวกเขากำลังร่ำร้องอย่างโหยหวนจนอยากจะปิดหูและล่าถอยไปจากสถานที่แห่งนี้ให้พ้นเสีย
.
< เธอ.. >
.
< เป็ใครกันแน่ ? >
.
ท่ามกลางบรรดาผู้คนเ่าั้ กวีกลับััได้ถึงใครบางคนที่กำลังจ้องมองมาที่เขา เด็กสาวร่างเล็กกำลังส่งยิ้มมาให้ ราวกับว่าทั้งสองเคยพบพานมาก่อนนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่รู้ว่าเธอนั้นคือใครกันแน่