หนึ่งวันกับอดีต

    ตอนที่ 6

            รถพาฉันมาส่งยังประตูโรงเรียน โชคดีที่คืนนี้สภานักเรียนต้องอยู่เก็บสถานที่ ประตูโรงเรียนจึงยังเปิดอยู่ 

            ฉันรีบลงจากรถแล้ววิ่งเข้าไปในโรงเรียน พลางตาก็ดูเวลาในโทรศัพท์ อีกสามนาทีจะเที่ยงคืนแล้ว

            “น้องโต๊สคะ น้องโต๊ส” ฉันเรียกหาเขาเมื่อมาถึงหน้าห้องเก็บของแล้ว ก่อนจะเปิดประตูห้องเก็บของเข้าไปข้างในหวังว่าจะพบเขายืนรออยู่ในนั้น แต่กลับพบเพียงความมืดสนิทและความเงียบสงบ

            “น้องโต๊ส…..”

            ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ เสียงนาฬิกาดังบอกว่าตอนนี้เป็๲เวลาเที่ยงคืนแล้ว

            ปั่ง ปั่ง ปั่ง 

            จู่ ๆ ก็เกิดเสียงดังจากด้านนอกห้องเก็บของ ฉันรีบวิ่งออกไปดู

            “พลุ.....” 

            บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยพลุมากมาย

            “ยัยพิ้งค์ อยู่นี่นี่เองฉันตามหาแทบแย่!!” น้ำหวานที่อยู่ในชุดเดรสเดินทำหน้าบึ้งตึงมาหาฉัน

            “หวาน” ฉันก้มลงมองตัวเอง ก่อนจะพบว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ในชุดนักเรียน แต่กลับอยู่ในชุดเดรสขาว

            ฉันกลับมาจากอดีตแล้ว?

            “ยืนเหม่ออะไรอยู่ยะ”

            “วันนี้วันที่เท่าไหร่” ฉันเอ่ยถามอย่างเหม่อลอย สายตายังคงมองท้องฟ้านิ่ง

            “อะไรยะ ถามแปลก ๆ”

            “แล้วตกลงวันนี้คือวันที่เท่าไหร่”

            “วันที่ 13 ไม่สิเที่ยงคืนแล้วต้องเป็๲วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563”

            “งั้นหรอ” เรากลับมายังปัจจุบันแล้วจริง ๆ 

            ตัวฉันในอดีตจะเป็๲ยังไง ความสัมพันธ์ของตัวฉันในอดีตกับน้องโต๊สจะเป็๲ยังไงต่อไป

            “งั้นหรออะไรยะ นี่จะหาเ๹ื่๪๫หรือไงฮะ#!@#@#$#....” น้ำหวานบ่นยาวเหยียด ซึ่งบ่นอะไรนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน

            “นี่หวาน”

            “อะไร” น้ำหวานหยุดบ่นแล้วมองฉัน

            ฉันหันกลับมามองน้ำหวานนิ่ง

            “คนที่ตั้งฉายาให้ฉันว่าประธานเผด็จการ คือแกใช่มั้ย”

            น้ำหวานนิ่งอึ้งไปสักพัก ก่อนจะกระตุกยิ้ม

            “บะ บะ บะ บ้า แกไปเอามาจากไหน ฉัน ฉันไม่ได้เป็๞คนตั้ง จริงจริ๊งงง”

            “เป็๲แกจริง ๆ สินะ”

            เราทั้งคู่นิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนน้ำหวานจะยิ้มกว้างแล้วหันหลังวิ่งหนี

            “เ๱ื่๵๹มันนานมาแล้วจำไม่ได้”

            “แกตายยัยหวานนนน” 

            หลังจากนั้นเราทั้งคู่ก็วิ่งไล่จับกันท่ามกลางพลุบนฟ้า

             

            หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาแล้วสองปี เวลาช่างผ่านไปไวจริง ๆ ตอนนี้ฉันเรียนจบแล้วและได้เข้ามาบริหารบริษัทของครอบครัวอย่างเต็มตัว นั่นทำให้งานของฉันเพิ่มมากขึ้นจนแทบจะไม่มีเวลาพักกินข้าว แต่ถึงกระนั้นฉันก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาไปหาแม่กับน้อง 

            ความรู้สึกเสียใจและเอาแต่โทษตัวเองที่ไม่ได้ไปดูใจพ่อเป็๞ครั้งสุดท้ายมันก็ได้หายไปหมดแล้ว ในบางครั้งวันหยุดยาวพวกเราก็จะพากันไปทำบุญให้พ่อบ้าง ซึ่งตอนนี้ความสัมพันธ์ของฉันกับน้องก็ดีขึ้นมากทีเดียว

            สกิลการเข้าสังคมของฉันก็ดีขึ้นมาก ฉันยิ้มมากขึ้นและไม่ตึงเครียดกับงานจนทำให้คนอื่นรู้สึกอึกอัด ความสัมพันธ์ของฉันกับลูกน้องหรือแม้แต่เพื่อนรุ่นเดียวกันก็ดีขึ้นมาก นาน ๆ ครั้งก็จะมีการนัดไปเจอกันบ้าง ความอึดอัดหรือความกังวลที่เก็บซ่อนไว้ในใจของฉันก็คลายลงไปเยอะจนแทบจะหายไปหมดแล้ว ฉันรู้สึกใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นมากทีเดียว

            “อ๊ะ สมุดเล่มนี้” ฉันพูดพร้อมกับหยิบสมุดเก่า ๆ เล่มหนึ่งออกมาจากกล่องลัง

            ตอนนี้ฉันกำลังจัดห้องทำงานใหม่ของตัวเองอยู่

            ฉันเปิดสมุดเล่มนั้นออกมาดู ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา มันคือสมุดไดอารี่ที่ตัวฉันได้เขียนไว้ให้กับตัวเองในอดีตได้อ่าน ฉันจำไม่ได้ว่าตัวเองได้อ่านมันบ้างมั้ย แต่ดูจากสภาพของมันแล้วคงได้รับการดูแลอย่างดีเลยล่ะ

            “ประธานคะ คนที่จะมาสมัครเป็๲เลขาของประธานมาถึงแล้วค่ะ” 

            “อ่อหรอ ให้เข้ามาได้เลย” ว่าแล้วฉันก็เก็บของกลับเข้ากล่องให้เรียบร้อยก่อนจะจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ แล้วนั่งลงหยิบแฟ้มประวัติที่พนักงานหญิงคนเมื่อกี้นำมาให้ขึ้นมาดู แต่ยังไม่ทันได้เปิดดูก็ได้มีเสียงเอ่ยทักทายมาขัดเสียก่อน

            “สวัสดีครับ ผมมาสมัครงานตำแหน่งเลขาครับ”

            ฉันหยุดมือที่กำลังจะเปิดแฟ้มแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า ก่อนรอยยิ้มดีใจจะปรากฏบนใบหน้าของเราทั้งคู่

            “สวัสดีครับ รุ่นพี่”

             

            (จบบริบูรณ์)