รถพาฉันมาส่งยังประตูโรงเรียน โชคดีที่คืนนี้สภานักเรียนต้องอยู่เก็บสถานที่ ประตูโรงเรียนจึงยังเปิดอยู่
ฉันรีบลงจากรถแล้ววิ่งเข้าไปในโรงเรียน พลางตาก็ดูเวลาในโทรศัพท์ อีกสามนาทีจะเที่ยงคืนแล้ว
“น้องโต๊สคะ น้องโต๊ส” ฉันเรียกหาเขาเมื่อมาถึงหน้าห้องเก็บของแล้ว ก่อนจะเปิดประตูห้องเก็บของเข้าไปข้างในหวังว่าจะพบเขายืนรออยู่ในนั้น แต่กลับพบเพียงความมืดสนิทและความเงียบสงบ
“น้องโต๊ส…..”
ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ เสียงนาฬิกาดังบอกว่าตอนนี้เป็เวลาเที่ยงคืนแล้ว
ปั่ง ปั่ง ปั่ง
จู่ ๆ ก็เกิดเสียงดังจากด้านนอกห้องเก็บของ ฉันรีบวิ่งออกไปดู
“พลุ.....”
บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยพลุมากมาย
“ยัยพิ้งค์ อยู่นี่นี่เองฉันตามหาแทบแย่!!” น้ำหวานที่อยู่ในชุดเดรสเดินทำหน้าบึ้งตึงมาหาฉัน
“หวาน” ฉันก้มลงมองตัวเอง ก่อนจะพบว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ในชุดนักเรียน แต่กลับอยู่ในชุดเดรสขาว
ฉันกลับมาจากอดีตแล้ว?
“ยืนเหม่ออะไรอยู่ยะ”
“วันนี้วันที่เท่าไหร่” ฉันเอ่ยถามอย่างเหม่อลอย สายตายังคงมองท้องฟ้านิ่ง
“อะไรยะ ถามแปลก ๆ”
“แล้วตกลงวันนี้คือวันที่เท่าไหร่”
“วันที่ 13 ไม่สิเที่ยงคืนแล้วต้องเป็วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563”
“งั้นหรอ” เรากลับมายังปัจจุบันแล้วจริง ๆ
ตัวฉันในอดีตจะเป็ยังไง ความสัมพันธ์ของตัวฉันในอดีตกับน้องโต๊สจะเป็ยังไงต่อไป
“งั้นหรออะไรยะ นี่จะหาเื่หรือไงฮะ#!@#@#$#....” น้ำหวานบ่นยาวเหยียด ซึ่งบ่นอะไรนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน
“นี่หวาน”
“อะไร” น้ำหวานหยุดบ่นแล้วมองฉัน
ฉันหันกลับมามองน้ำหวานนิ่ง
“คนที่ตั้งฉายาให้ฉันว่าประธานเผด็จการ คือแกใช่มั้ย”
น้ำหวานนิ่งอึ้งไปสักพัก ก่อนจะกระตุกยิ้ม
“บะ บะ บะ บ้า แกไปเอามาจากไหน ฉัน ฉันไม่ได้เป็คนตั้ง จริงจริ๊งงง”
“เป็แกจริง ๆ สินะ”
เราทั้งคู่นิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนน้ำหวานจะยิ้มกว้างแล้วหันหลังวิ่งหนี
“เื่มันนานมาแล้วจำไม่ได้”
“แกตายยัยหวานนนน”
หลังจากนั้นเราทั้งคู่ก็วิ่งไล่จับกันท่ามกลางพลุบนฟ้า
หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาแล้วสองปี เวลาช่างผ่านไปไวจริง ๆ ตอนนี้ฉันเรียนจบแล้วและได้เข้ามาบริหารบริษัทของครอบครัวอย่างเต็มตัว นั่นทำให้งานของฉันเพิ่มมากขึ้นจนแทบจะไม่มีเวลาพักกินข้าว แต่ถึงกระนั้นฉันก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาไปหาแม่กับน้อง
ความรู้สึกเสียใจและเอาแต่โทษตัวเองที่ไม่ได้ไปดูใจพ่อเป็ครั้งสุดท้ายมันก็ได้หายไปหมดแล้ว ในบางครั้งวันหยุดยาวพวกเราก็จะพากันไปทำบุญให้พ่อบ้าง ซึ่งตอนนี้ความสัมพันธ์ของฉันกับน้องก็ดีขึ้นมากทีเดียว
สกิลการเข้าสังคมของฉันก็ดีขึ้นมาก ฉันยิ้มมากขึ้นและไม่ตึงเครียดกับงานจนทำให้คนอื่นรู้สึกอึกอัด ความสัมพันธ์ของฉันกับลูกน้องหรือแม้แต่เพื่อนรุ่นเดียวกันก็ดีขึ้นมาก นาน ๆ ครั้งก็จะมีการนัดไปเจอกันบ้าง ความอึดอัดหรือความกังวลที่เก็บซ่อนไว้ในใจของฉันก็คลายลงไปเยอะจนแทบจะหายไปหมดแล้ว ฉันรู้สึกใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นมากทีเดียว
“อ๊ะ สมุดเล่มนี้” ฉันพูดพร้อมกับหยิบสมุดเก่า ๆ เล่มหนึ่งออกมาจากกล่องลัง
ตอนนี้ฉันกำลังจัดห้องทำงานใหม่ของตัวเองอยู่
ฉันเปิดสมุดเล่มนั้นออกมาดู ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา มันคือสมุดไดอารี่ที่ตัวฉันได้เขียนไว้ให้กับตัวเองในอดีตได้อ่าน ฉันจำไม่ได้ว่าตัวเองได้อ่านมันบ้างมั้ย แต่ดูจากสภาพของมันแล้วคงได้รับการดูแลอย่างดีเลยล่ะ
“ประธานคะ คนที่จะมาสมัครเป็เลขาของประธานมาถึงแล้วค่ะ”
“อ่อหรอ ให้เข้ามาได้เลย” ว่าแล้วฉันก็เก็บของกลับเข้ากล่องให้เรียบร้อยก่อนจะจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ แล้วนั่งลงหยิบแฟ้มประวัติที่พนักงานหญิงคนเมื่อกี้นำมาให้ขึ้นมาดู แต่ยังไม่ทันได้เปิดดูก็ได้มีเสียงเอ่ยทักทายมาขัดเสียก่อน
“สวัสดีครับ ผมมาสมัครงานตำแหน่งเลขาครับ”
ฉันหยุดมือที่กำลังจะเปิดแฟ้มแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า ก่อนรอยยิ้มดีใจจะปรากฏบนใบหน้าของเราทั้งคู่
“สวัสดีครับ รุ่นพี่”
(จบบริบูรณ์)