หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 75 สถาปนาหมู่บ้านไป๋กู่

            ยามแสงสุดท้ายของวันกำลังจะลาลับขอบฟ้า เฉินโย่วก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านไป๋กู่

            เมื่อกลับมาถึงทุกคนก็พากันถอนหายใจคำหนึ่ง

            แม้ว่าภูเขาลูกนี้จะเต็มไปด้วยกระดูกทั่วทุกสารทิศ แต่บัดนี้กลับรู้สึกคุ้นเคยกับมันนัก

            โดยเฉพาะยามที่เห็นแม่นางหลัวยืนอยู่หน้าภูเขากระดูก

            เฉินโย่วเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบโผเข้าอ้อมกอดของแม่นางหลัว

            เมื่อเห็นว่าเฉินโย่วกลับมาอย่างปลอดภัย จิตใจที่ม้วนเป็นปมของหลัวอู๋เลี่ยงจึงค่อยๆ คลายลง

            นายท่านสามมองแม่นางหลัวที่กำลังยืนรอให้พวกเขากลับมาอยู่หน้าภูเขากระดูก เขาพลันนิ่งอึ้งไม่รู้จะกล่าวอันใด เพียงแต่ยืนอยู่ด้านหลังพร้อมใบหน้าอมยิ้ม มองไปยังสตรีตรงหน้าตน

            ส่วนอาลู่และอาสวินกำลังทำความเคารพภูเขากระดูกอย่างรู้พิธี จากนั้นจึงค่อยเดินมาทักทายเหล่าคนที่รออยู่

            ราชครูตั้งใจมองเหล่าคนที่เพิ่งกลับมา พลันรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก หลังจากคนพวกนี้ทำความเคารพ ภูเขากระดูกก็ดูเหมือนจะสงบลงอย่างเห็นได้ชัด

            เดิมทีเขาเพียงคำนวณปากว้าแล้วพบว่าทางรอดของตนอยู่ทางทิศพายัพ มิคาดคิดเลยว่าตนนั้นจะได้มาเจอกับเรื่องน่าสนใจเช่นนี้

            โดยปกติแล้วการก่อตั้งตำแหน่งของวังหลวงมักจะเลือกทำเลที่มีเหล่าทวยเทพคอยคุ้มครอง ทั้งในยามที่แคว้นแข็งแกร่งนั้น โชคจากทั้งแปดทิศก็จะมารวมกันที่วังหลวง ใต้หล้าก็ย่อมจะมีแต่โชคดีหลั่งไหลเข้ามา

            ทว่าสถานที่ที่ทวยเทพทอดทิ้งนั้นกลับแตกต่างกับที่อื่น ที่นั่นไม่เพียงไร้ซึ่งความเจริญ แต่ยังมีเคราะห์ร้ายปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่งตลอดจนบริเวณโดยรอบ ทำให้รอบๆ นั้นกลายเป็นดินแดนรกร้าง

            ราชครูเคยอ่านตำราที่บรรพบุรุษตระกูลจ้งตกทอดไว้ให้ลูกหลาน เนื้อหาของมันก็เล่าไว้ประมาณนี้

            ตำราเล่มนี้ตกทอดไว้สำหรับราชครูในแต่ละรุ่นเท่านั้น

            เนื้อหาในตำราไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน

            ทว่าภูเขากระดูกตรงหน้าเขาในตอนนี้ ดินแดนที่เหล่าทวยเทพทอดทิ้งนั้นไม่เพียงมีคนอยู่ขวักไขว่ ทั้งบริเวณโดยรอบก็ไม่ได้กลายเป็นดินแดนรกร้าง กลับกันบัดนี้ยังกลายมาเป็นเส้นทางการค้าที่แสนรุ่งเรือง

            ในความมืดมิดที่คลุมเครือ ราชครูเกิดความรู้สึกขึ้นว่าเหตุที่โชคชะตาชักนำเขามาที่นี่ บางทีอาจเป็นเพราะอยากให้เป็นเขาเป็นคนมาไขปริศนานี้ก็เป็นได้

            “ท่านอาจารย์ ข้าซื้อของขวัญมามอบให้ท่าน” เฉินโย่วเมื่ออ้อนน้าหลัวของนางเสร็จแล้วก็รีบวิ่งมาตรงหน้าท่านอาจารย์

            นางนั้นอยู่ในช่วงที่กำลังชื่นชอบการที่คนเอ่ยชมตนอยู่พอดี

            ไม่ว่าใครบนภูเขานี้เอ่ยชมนางสักประโยคหนึ่ง นางก็จะลิงโลดจนออกนอกหน้า ใบหน้าพลันเจิดจ้าไปด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่ากำลังมีความสุขเป็นที่สุด

            ราชครูที่กำลังตกอยู่ในภวังค์อยู่นั้นก็พลันถูกเสียงของเด็กหญิงเรียกสติขึ้นมา

            เขาก้มมองเด็กหญิงก็เห็นว่าสองมือนั้นยื่นหนังสือเล่มหนึ่งส่งให้ตน

            ที่แท้ก็เป็นตำราซานไห่จิง

            หน้าปกเล่มนั้นดูเรียบง่ายไปหน่อย เขายังจำได้ว่าในหอตำราก็มีอยู่เล่มหนึ่ง เพียงแต่ปกนั้นจะแข็งกว่า ทั้งยังหรูหรายิ่ง ภาพวาดทุกภาพในเล่มล้วนแต่ใช้อาจารย์ที่เลื่องชื่อเฉพาะทางเป็นคนวาด

            ดังนั้นเพียงแค่ตำราซานไห่จิงเพียงเล่มเดียวก็หนักจนยกไม่ขึ้นแล้ว

            เขาจึงลองเปิดตำราที่เด็กหญิงส่งให้ดู พบว่าหน้าแรกมีข้อความเขียนไว้แถวหนึ่งว่า “ศิษย์ลู่เฉินโย่วขอมอบให้ท่านอาจารย์กัว”

            เขานั้นแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใด ยามอยู่ในวังไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนมี

            ทว่าเมื่อคิดย้อนกลับไป สิ่งที่เคยเป็นของเขาบัดนี้ล้วนสูญสิ้นแล้ว เช่นเดียวกันกับการหนีตายในครั้งนี้ เขานั้นหนีออกมาได้เพียงแต่ตัว กระทั่งลูกศิษย์ก็ยังต้องทอดทิ้งไว้ในวัง

            บัดนี้ยามได้ถือตำราเล่มนี้ในมือ ตำราที่ศิษย์มอบให้เขาเป็นทรัพย์สินของเขาจริงๆ

            ราชครูจึงได้แต่พยักหน้าอย่างเลื่อนลอยแล้วจึงยื่นมือออกไปจับจุกผมที่ชี้ราวกับดอกไม้บนศีรษะของเด็กหญิง ช่างนุ่มมือจริงๆ

            อ่อนนุ่มราวกับหัวใจของเขาในตอนนี้

            วันนี้ยามค่ำภูเขากระดูกจะจัดการประชุมอีกครั้ง                              

            เหล่าปานำกลองออกมาตีเสียงดังตึงตังเป็นสัญญาณ

            ค่ำนี้หัวข้อหลักในการประชุมคือเรื่องหมู่บ้านไป๋กู่ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการแล้ว

            นายท่านสามย้ายแผ่นจารึกออกมาให้ชาวบ้านเห็นโดยทั่วกัน

            ใบหน้าพราวยิ้มนั้นกล่าวขึ้น “วันนี้ยามลงเขาข้าได้ไปหาท่านผู้เฒ่าเจ้าคณะอำเภอให้ช่วยเขียนอักษรให้เป็นพิเศษ แม้ตัวอักษรของท่านผู้เฒ่าจะดูธรรมดา แต่เมื่อมีตัวอักษรเหล่านี้ย่อมหมายความถึงการยืนยันว่าหมู่บ้านไป๋กู่ของเรานั้นได้เป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการแล้ว ต่อไปพวกเราล้วนแต่เป็นสุจริตชน เป็นผู้คนของหมู่บ้านไป๋กู่ ทั้งข้ายังได้ขึ้นทะเบียนภูมิลำเนาให้ทุกคนแล้ว สมุดทะเบียนภูมิลำเนานี้สามารถช่วยยืนยันสถานะของทุกคนได้ ในอนาคตเด็กๆ ในหมู่บ้านก็สามารถไปเรียนหนังสือได้ เมื่อท่องจำเขียนชื่อตนได้ก็สามารถไปขึ้นทะเบียนภูมิลำเนาได้เช่นกัน”

            ราชครูเดิมทีอยากจะชวนนายท่านสามสนทนาเรื่องค่ายกล ทว่าเมื่อเห็นใบหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่เต็มไปด้วยความยินดีของเหล่าชาวบ้าน แม้ว่าบางคนจะมีริมฝีปากเพียงครึ่งหนึ่ง หรือบางคนจะมีขาเพียงข้างเดียว หรืออาจเหลือแขนเพียงข้างเดียว ก็ล้วนแล้วแต่เดินไปรับสมุดทะเบียนภูมิลำเนากันอย่างเบิกบาน เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงมิอาจหักหาญกล่าวเรื่องนี้ขึ้นมาได้

            หากยามนี้กล่าวเรื่องที่ให้ทุกคนอพยพย้ายถิ่นฐานขึ้นมา เกรงว่าเขาคงจะโดนทุบตีจนไม่เหลือชิ้นดี

            ในระหว่างที่ราชครูกำลังลังเลนั้น อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่ามีคนกำลังสะกิดเขา ที่แท้ก็เป็นเสี่ยวอู่ศิษย์ของเขา กำลังใช้นิ้วก้อยหนาๆ ของตนสะกิดแขนเขาเบาๆ

            ราชครู “...”

            “ท่านอาจารย์ นายท่านหวังกำลังเรียกท่านอยู่”

            เมื่อราชครูเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่านายท่านสามที่ยืนอยู่บนระเบียงกำลังยิ้มให้ตน ด้านข้างมีเด็กหญิงผมจุกกำลังยืนยิ้มอยู่เช่นกัน

            “ท่านอาจารย์กัว นี่สมุดทะเบียนภูมิลำเนาของท่าน”

            ราชครูนั้นไม่คาดฝันว่าจะมีของตนเองด้วย

            ในใจเขานั้นคิดว่าจะอยู่ที่นี่เพียงชั่วคราวมาโดยตลอด

            แม้แม่นางหลัวจะกล่าวว่าเขาเป็นคนกันเอง ทว่าเขากลับไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้น ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นราชครูผู้ภาคภูมิ ในใจลึกๆ จึงคิดอยู่เสมอว่าวันหนึ่งเขาคงจะได้กลับเข้าไปอยู่ในวังหลวง

            ไม่คิดเลยว่าบัดนี้ตนจะมาลงเอยอยู่ในค่ายโจร ดินแดนที่ทั้งรกร้างและป่าเถื่อน แม้ว่าที่นี่จะเปลี่ยนชื่อเป็นหมู่บ้านไป๋กู่แล้วก็ตาม

            เขาเป็นลูกหลานสายตรงของตระกูลจ้ง เป็นราชครูแห่งแคว้นเชิน ทว่ากลับกลายมาเป็นชาวบ้านคนหนึ่ง แม้เรื่องนี้จะฟังดูเหลวไหลนัก ทว่าเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธมัน รอยยิ้มของคนในหมู่บ้านนั้นราวกับเป็นโรคติดต่อ เพียงชั่วพริบตาทั้งหมู่บ้านก็พากันยิ้มอย่างอิ่มเอม

            ในใจราชครูก็พลันรู้สึกตื้นตันขึ้นมาเช่นกัน

            เขารู้เรื่องนโยบายนี้มาก่อนแล้ว เมื่อองค์หญิงเป็นคนเสนอขึ้นมา ทุกคนจึงรู้สึกอัศจรรย์ใจนัก

            ในตอนนั้นเขายังเป็นถึงราชครู ใครบ้างที่จะไม่รู้จักเขา ใครบ้างจะกล้าโต้แย้งเขา ใครบ้างจะกล้าขวางทางเขา ด้วยเหตุนั้นเรื่องการขึ้นทะเบียนภูมิลำเนาจึงไม่เคยอยู่ในความคิดเขา

            ทว่าเรื่องก็ผ่านมาแสนนานกว่าจะส่งผลมาถึงเมืองเล็กๆ ในเขตชายแดนแห่งนี้

            “ท่านอาจารย์กัว ท่านเพียงเขียนชื่อลงบนแถวแรกในสมุดก็เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ยามอยู่บนเขาหากท่านมีครอบครัวก็สามารถเขียนชื่อสมาชิกคนอื่นไว้ด้านล่างได้”

            ราชครู “...”

            หลังจากคืนนั้นที่นายท่านสามสนทนากับท่านอาจารย์กัวเรื่องนางในดวงใจ หลังจากนั้นชายหนุ่มก็รู้สึกผิดอยู่เสมอ ทว่าก็รู้สึกใกล้ชิดสนิทกับท่านอาจารย์กัวขึ้นมาอีกหน่อย รู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้เป็นคนย่ำแย่อะไร

            “ท่านอาจารย์รีบเขียนเร็วเข้า ข้ายังไม่รู้เลยว่านามเต็มของท่านคืออะไร หากต่อไปข้าออกไปต่อยตีกับคนอื่น จะได้ช่วยปกป้องชื่อเสียงของท่านอาจารย์ได้” เฉินโย่วกล่าวขึ้นอย่างกระตือรือร้น

            ราชครู “...”

            ไฉนเด็กหญิงตัวเล็กแค่นี้จึงต้องออกไปต่อยตีกับคนอื่นเล่า ทั้งเรื่องช่วยเขารักษาชื่อเสียงนี่มันเรื่องเหลวไหลอันใดกัน

            นายท่านสามยังคงทำทีราวกับไม่เห็นแววตาของท่านอาจารย์ข้างกายตน เรื่องนี้นับว่าช่วยไม่ได้ นายท่านใหญ่เคยกล่าวต่อหน้าคนทั้งค่ายว่าจะให้เฉินโย่วเป็นผู้สืบต่อตำแหน่งของตนก่อนที่เขาจะสิ้นใจไปในเวลาต่อมา

            ทั้งค่ายก็ล้วนปฏิบัติกับเฉินโย่วเสมือนเป็นนายหญิงน้อยไปแล้ว คนในค่ายยามกล่าวอันใดก็ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของเหล่ากองโจร แม้ว่าทุกวันนี้จะเลิกปล้นชิงกันไปแล้วทว่านิสัยเดิมๆ ก็ไม่อาจแก้ไขได้ในวันเดียว

            ราชครูจึงก้มลงไปเขียนนามตัวเองเงียบๆ ว่า ‘กัวฟาง’ สองตัวอักษร

            นามเดิมของเขานั้นคือจ้งฟาง ทว่าไม่อาจเขียนแซ่จ้งของตนลงไปได้

            คนแซ่จ้งนั้นมีจำนวนน้อยนัก ทั้งแคว้นเชินมีเพียงแค่ตระกูลของเขาเท่านั้น

            เฉินโย่วยืนจ้องอาจารย์ตนเขียนนาม เมื่อเห็นว่าเขาเขียนคำว่าฟางลงไป ดวงตาพลันเบิกโพลง

            นางนั้นชอบตั้งฉายาให้ผู้อื่นตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย ทั้งยังชอบขานนามเป็นคำซ้ำ

            ทว่านางกลับไม่เคยนึกฝันว่าชายชราผมขาวหน้าใหญ่หน้าโตตรงหน้าตนนั้นจะมีนามว่าฟางฟาง

            นายท่านสามก็อ้ำอึ้งไปครู่หนึ่ง

            ทว่าใบหน้านั้นกลับมีรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้น กล่าวชมขึ้นเสียงดัง “นามของท่านอาจารย์ช่างยอดเยี่ยม”

            ราชครูได้ยินแล้วพลันหน้ากระตุกขึ้น ดีอันใดกัน เจ้าอยากหัวเราะก็หัวเราะออกมาเถิด

            จากนั้นจึงเห็นนายท่านสามหยิบสมุดทะเบียนของตนออกมา บรรทัดแรกปรากฏลายมือเรียบร้อยเขียนว่า ‘เฉินหรูอี้’

            ราชครูเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจได้ทันที ใบหน้าจึงเผยรอยยิ้มอายๆ ขึ้น “ดีเยี่ยมเช่นกัน ดีเยี่ยมเช่นกัน”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747