แหวนมิติ

    ตอนที่34 หลางหลินเปลี่ยนไป



    "ตอนนี้ฉันรู้วิธีใช้รูนกับสมบัติเวทมนตร์ และวิธีใช้เข็มทิศคลื่นสมบัติ!" เรื่องนี้ทำให้หลางหลินดีใจ ในตอนเชื่อมต่อกับเข็มทิศคลื่นสมบัติเขาก็ได้เรียนรู้รูนถึง 2 ตัว
    ในอนาคตถ้าเขาเจอสมบัติระดับที่ไม่อยู่สูงเกินไป เขาก็สามารถใช้รูนตัวนี้เชื่อมต่อได้ แต่หากมันเป็นสมบัติระดับสูงเขาก็ต้องใช้รูนที่สูงขึ้น และวิธีที่จะได้รูนที่สูงก็คือยอมเสียแต้มประสบการณ์เพื่อเชื่อมต่อกับสมบัติ แต่นั่นเป็นกรณีที่สมบัติระดับสูง ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่ยอมเสียแต้มประสบการณ์อย่างเด็ดขาด
    หลางหลินมองเข็มทิศคลื่นสมบัติในมือ มันเป็นเข็มทิศเก่าๆ ดูไม่มีอะไรพิเศษนอกเหนือจากรูนที่สลักอยู่ หากมันตกไปอยู่ในมือของคนธรรมดาล่ะก็ พวกเขาจะไม่สามารถใช้มันได้เลย เพราะมันต้องใช้พลังจิตในการวาดรูนและส่งฉีเข้าไปในเข็มทิศคลื่นสมบัติ ถึงจะสามารถใช้งานมันได้
    "ไหนมาลองดูหน่อยสิ" หลางหลินเดินไปที่หลังบ้านพร้อมกับอัดพลังฉีที่มีขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวของเขา ฉีดมันเข้าไปในเข็มทิศคลื่นสมบัติ
    กริ่ง!!!
    ด้านในของเข็มทิศคลื่นสมบัติเริ่มที่จะหมุน มันหมุนติ้วๆ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง มันหมุนอยู่แบบนั้นสักพักก่อนที่จะหยุด มันไม่ได้ชี้ไปที่ไหนเพราะมันไม่มีเข็ม
    หากมีสมบัติอยู่ในระยะ 1 กิโลเมตรเข็มก็จะปรากฏขึ้นมา เข็มถ้าหากมันปรากฏมันจะมาในรูปแบบของฉีที่ผู้ใช้ส่งผ่านไปยังสมบัติ
    ยกตัวอย่างของหลางหลิน ฉีของเขาเป็นสีใสเหมือนกับสายน้ำ ส่วนสาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะเขาฝึกเทคนิคการหายใจในน้ำ ทำให้ฉีของเขาใสเหมือนกับสายน้ำ
    หากหลางหลินปะทะกับคนอื่นที่ฝึกเทคนิคต่างกันไป ฉีก็จะมีลักษณะของสีที่ต่างกันออกไป
    "น่าเสียดาย ที่แถวนี้ไม่มีสมบัติ" หลางหลินส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง ก่อนจะเก็บเข็มทิศคลื่นสมบัติเข้าแหวนมิติ
    หลังจากนั้นเขาก็เข้าไปกินน้ำแตงโมในบ้านพร้อมกับกระต่ายน้อยและจางเปา
    กระต่ายน้อยดูจะไม่พอใจนักเมื่อเห็นไก่ตัวใหญ่กว่ามัน มันจึงเดินเชิดหน้าและชี้นิ้วสั่ง แต่...ไก่ทั้งสองตัวก็หยิ่งไม่แพ้กัน มันไม่สนใจคำสั่งของกระต่ายน้อยเลยสักนิด ก่อนจะเดินสะบัดปีกออกไป
    กระต่ายน้อยรู้สึกไม่พอใจ ตอนนี้มันตัวเล็กจึงทำใจยอมไปก่อน แต่เมื่อไรที่กระต่ายน้อยโตแล้วคอยดูเถอะ พวกนั้นคงโดนกระต่ายน้อยจัดการเละ
    แต่..กระต่ายน้อยจะโตจริงๆ น่ะเหรอ?
    หลางหลินไม่รู้ว่ากระต่ายน้อยและพวกไก่ทั้งสองคิดอะไร เขาดื่มน้ำแตงโมก่อนจะพูดว่า "เปา พรุ่งนี้นายไปโรงพิมพ์กับฉันหน่อยสิ"
    "ได้ครับบอส!" จางเปาดื่มน้ำแตงโมหมดแก้วก่อนจะเรอเสียงดัง
    มิ้ว!! กระต่ายน้อยเมื่อได้ยินว่าจะออกไปข้างนอกมันก็ใช้เท้าของมันเขี่ยแก้วไปมา ช่วงเวลาที่กระต่ายน้อยอยู่ที่โลกนี้ มันได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ข้างนอกล้วนมีสิ่งที่เป็นมลพิษอยู่มากเกินไป โดยเฉพาะภายในเมืองกระต่ายน้อยเคยไปกับหลางหลินแค่ครั้งเดียวและไม่คิดที่จะไปอีกเลย
    เพราะอากาศที่นั่นทำให้กระต่ายน้อยรังเกียจเป็นอย่างมาก มีรถและผู้คนเยอะทำให้กลิ่นสกปรก
    กระต่ายน้อยชอบธรรชาติ เพราะงั้นมันถึงไม่ได้สนใจที่จะไปกับพวกเขา กระต่ายน้อยจึงไปนอนข้างหลังบ้านยังดีกว่าเข้าไปในเมือง
    หลังจากที่กินน้ำแตงโมและทานอาหารจนเสร็จ หลางหลินเเละจางเปาก็นอนเป็นปกติ
    เช้าวันต่อมาหลังจากฝึกเสร็จก็เดินออกจากบ้าน ตอนนี้ถึงแม้เขามีเงินแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ซื้อรถหรือบ้านใหม่
    บ้านที่หลางหลินวาดฝันไว้มันจะต้องเป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ตอนนี้เขามีเงินแล้วแต่ก็ยังไม่พอกับราคาที่ขาย เขาต้องทำเงินให้ได้มากกว่านี้ถึงจะซื้อคฤหาสน์หลายร้อยล้านหยวนได้
    ส่วนรถยนต์ตอนนี้ด้วยเงินในบัญชีเขาสามารถซื้อรถสปอร์ตหรูได้อย่างง่ายดาย หากเป็นเขาเมื่อไม่กี่เดือนก่อนคงไม่มีโอกาสที่จะคิด แต่ตอนนี้หลางหลินไม่จำเป็นต้องคิดเลยเพราะมีเงินอยู่แล้ว
    และเงินยังคงไหลมาเรื่อยๆ เหมือนกับสายน้ำ หลางหลินไม่ได้กังวลเพราะเขายังมีนิยายอีกเป็นกองที่สามารถขายได้ และ....มันเป็นเรื่องที่การันตีว่าขายดีเป็นอย่างมากในอีกมิติ เพราะงั้นเขาไม่ห่วงเลยว่ามันจะแป๊กหรือขายไม่ได้ แต่ปัญหาคือ ทางเข้าบ้านมันผุผังเป็นอย่างมาก หากเขาซื้อรถสปอร์ตก็ไม่มีทางเลยที่จะขับเข้าไปได้ เพราะงั้นเขาจึงต้องเก็บเงินซื้อบ้านก่อน แล้วถึงค่อยซื้อรถทีหลัง
    การเดินของหลางหลินไม่ได้เหนื่อยเหมือนกับเมื่อก่อน ตอนนี้เขาอยู่ระดับกลางของรวบรวมฉี ทำให้การเดินหลายกิโลเมตร ไม่ได้ทำให้เขาลำบากเลย
    ไม่นานทั้งสองก็มาถึงโรงพิมพ์ของอู๋ซีเฉิน ตอนนี้โรงพิมพ์ของอู๋ซีเฉินมีป้ายแล้ว และทาสีตัวโรงพิมพ์ใหม่ทำให้มันดูดีเป็นอย่างมาก
    หลางหลินกับจางเปาเดินเข้ามา มีคนงานที่ไม่คุ้นเคยอยู่ด้วย เนื่องจากการสั่งหนังสือของหลางหลินที่มีจำนวนเยอะ อู๋ซีเฉินจึงต้องจ้างคนมาเพิ่มเพื่อให้ทันเวลาในแต่ละสัปดาห์ที่ต้องส่งหนังสือ
    หลางหลินสั่งเป็นเดือนว่าต้องได้เท่าจำนวนนี้ แต่เขาก็ให้ส่งหนังสือทุกสัปดาห์เพราะต้องส่งลูกค้าทุกสัปดาห์นั่นเอง
    อู๋ซีเฉินไม่ได้ว่าอะไร เพราะมันดีซะอีกที่จะได้เอาหนังสือออกไป ไม่งั้นกว่าจะครบเดือนหนึ่ง บางทีเขาอาจจะไม่มีที่เก็บหนังสือแล้ว
    "ลุงอู๋อยู่ที่ไหนงั้นเหรอ?" หลางหลินถามกัวซูป๋าย เขาเป็นคนที่นำรถไปส่งกล่องพัสดุที่ไปรษณีย์ในตอนนั้น หลางหลินจึงค่อนข้างที่จะสนิกกับเขานับแต่นั้นมา
    กัวซูป๋ายที่กำลังทำงานอยู่ เมื่อได้ยินเสียงไล่หลังก็หันมามอง พร้อมกับรอยยิ้มประดับอยู่บนหน้าเมื่อเห็นทั้งสองคน "นึกว่าเสียงใคร ที่แท้ก็คุณชายหลางหลินและจางเปานี่เอง...ตอนนี้เจ้านายอยู่ในห้องครับ เดี๋ยวผมไปตามมา.."
    หลางหลินโบกมือขัด "ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันเข้าไปหาเขาเองแล้วกัน"
    หลางหลินเดินจากไปแล้ว กัวซูป๋ายจึงหันมาถามจางเปาว่า "จางเปาทำไมขาของคุณชายหลินถึงได้หาย?" เขาจำได้ว่าขาของหลางหลินเมื่อ 2 เดือนก่อนยังพิการ และเขาก็เคยไปส่งของที่นั่นไม่กี่ครั้งก่อนจะให้คนอื่นทำหน้าที่นั้นแทน จึงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของหลางหลิน แต่มาวันนี้ขาของเขากลับหายดีเป็นปกติ และใบหน้าก็ขาวผล่องยังกับผู้หญิง ไม่เหมือนครั้งแรกที่ดูหมองคล้ำเลยแม้แต่น้อย
    ส่วนคำพูดที่เขาเรียกหลางหลิน ก็เพราะเขารู้ยอดของหนังสือดีว่ามันมีราคากี่หยวน และหลางหลินก็มีเงินไม่ใช่น้อยถึงได้สั่งมากขนาดนี้ ทำให้เขาเปลี่ยนคำเรียกเพื่อประจบ แม้แต่ตอนนี้เขาก็รู้สึกอิจฉาจางเปาที่ได้ทำงานกับหลางหลิน
    "หา?...อ้อเรื่องขาน่ะเหรอ บอสก็แค่ออกกำลังทุกวันเองมันถึงได้หายยังไงล่ะ!" จางเปาเเคะขี้หูก่อนจะตอบด้วยใบหน้าโง่ๆ
    กัวซูป๋ายส่ายหน้า เขาลืมไปซะสนิทเลยว่าคนที่คุยด้วยเป็นแค่คนโง่ ที่รู้จักแต่กินและกินเท่านั้น สมองมันยังมีอยู่มั้ย? นี่คือสิ่งที่กัวซูป๋ายอยากรู้
    กัวซูป๋ายกลับไปทำงานต่อ ถึงแม้เขาจะยังสงสัยในเรื่องของขาพิการ แต่ก็ไม่มีความกล้าที่จะถามออกไปหรอก เขาจึงเลิกสนใจเเละหันมาทำงานของตัวเองต่อ
    ก๊อกๆ...
    "นั่นใคร?" อู๋ซีเฉินที่อยู่ในห้องถาม
    "ผมเอง" หลางหลินตอบด้วยรอยยิ้ม
    "อาหลินเองงั้นเหรอ ฮ่าฮ่า มามาเข้ามา" อู๋ซีเฉินถึงกับเดินไปเปิดประตูให้ พร้อมกับเชิญหลางหลินนั่งลงด้วยตัวเอง ทำไมเขาถึงทำแบบนี้น่ะเหรอ ก็หากไม่ได้หลางหลินโรงพิมพ์ที่เขารักก็คงต้องขายออกไป และยังไม่ได้อยู่จนถึงตอนนี้ ตอนนี้กิจการของโรงพิมพ์ดีเป็นอย่างมาก มียอดสั่งจากหลางหลินมาตลอด ทำให้เขาไม่จำเป็นเลยที่จะต้องขายมันออกไป มีแต่ขยายเพิ่มและจ้างพนักงานมาเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ทันยอดการผลิตที่หลางหลินสั่ง
    "ว่าแต่เธอมาทำอะไรที่นี่งั้นเหรออาหลิน ตอนนี้ก็ยังไม่ครบหนึ่งอาทิตย์เลยนี่" ตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาส่งหนังสือ อู๋ซีเฉินจึงค่อนข้างที่จะประหลาดใจเมื่อเห็นหลางหลินในวันนี้ และตลอดเดือนก่อนๆ ที่ผ่านมา เขาก็ไม่ได้พบหลางหลินเลยเพราะมัวแต่ยุ่ง และคุยกันผ่านมือถือเท่านั้น
    "อ้ะ! เดี๋ยวก่อนสิขาเธอ...มะมะ..มันหายแล้วงั้นเหรอ?" อู๋ซีเฉินเพิ่งจะสังเกตเห็น เมื่อหลางหลินกระดิกเท้าไปมา และที่ทำให้เขาประหลาดใจก็ไม่ใช่แค่นั้น ใบหน้าที่เคยหมองคล้ำไม่มีชีวิตชีวา แต่ตอนนี้มันกลับเปร่งปรั่งเหมือนกับผู้หญิง สีผิวเรียบเนียนและขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ราวกับคนละคน
    หลางหลินรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเองดี และเขาก็เตรียมคำตอบไว้แล้ว "อ๋อเรื่องขางั้นเหรอ?" หลางหลินไขว้ขาก่อนจะตอบ "มันก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ตอนนี้ลุงก็รู้ผมมีเงิน ผมจึงไปหาหมอที่ดีที่สุดและ....มันก็เป็นอย่างที่ลุงเห็น ขาของผมหายดีแล้ว ด้วยการรักษาที่ทันสมัยที่สุด ขาของผมก็กลับมาหายดีและเงินก็เสียไปหลายล้านหยวนเลยทีเดียว"
    "อย่างนั้นเหรอ นี่สินะเขาถึงเรียกว่ามีเงินจะทำอะไรก็ได้" อู๋ซีเฉินไม่รู้เรื่องการรักษาที่ทันสมัยมากนัก แต่เมื่อขาของหลางหลินหายเป็นปกติแล้ว ทำไมเขาจะต้องสงสัยด้วยล่ะ ยังไงเขาก็เป็นหลานยังดีซะอีกที่ขาเขาหายดีเหมือนเดิม
    ส่วนเรื่องผิวของหลางหลินที่ขาวขึ้น อู๋ซีเฉินก็คิดว่าเขาต้องไปหาหมอจนหมดเงินมาหลายล้านหยวนแน่เลย ถึงจะได้ผิวขาวใสขนาดนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ตำหนิหลางหลินที่ใช้เงินเปลือง เพราะยังไงหลางหลินก็ไม่ใช่หลานแท้ๆ ของเขา แค่นับถือกันเท่านั้นเองและเงินนี่หลางหลินก็หามาด้วยความรู้ของตัวเอง มันไม่ใช่สิทธิ์ของเขาที่จะไปตำหนิเรื่องการใช้เงินของอีกฝ่ายได้
    แต่ความจริงแล้วอู๋ซีเฉินไม่มีทางรู้เลย ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปเพราะเทคนิคการหายใจในน้ำ!