สําหรับ่เวลาที่ยังพอมีเหลืออยู่ในชีวิต แคทเธอรีนมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่านางจะต้องสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นไว้กับรุทเลดจ์ เอสเตทมันเป็ความจริงอันเ็ปที่นางต้องยอมรับเพราะเมื่อมาถึงวันนี้นางไม่แน่ใจเสียเลยว่าเมื่อกิจการนี้อยู่ในมือของหลานชายแล้วมันจะยังคงความเจริญก้าวหน้าต่อไปหรือไม่
นางอดที่จะเหลือบตามองมาทางเขามิได้แซมมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับบิดามาก โดยเฉพาะรูปร่างที่สูงใหญ่ผึ่งผายในดวงตาคู่สีน้ำตาลมีแววเด็ดเดี่ยวซึ่งทําให้สีหน้าของเขาดูกร้าวกระด้างกว่าที่ควรจะเป็
แต่กระนั้น หลายครั้งที่แคทเธอรีนสังเกตเห็นว่าเขามิได้แสดงออกถึงความภาคภูมิใจในเหล้าองุ่นที่ประทับตรา รุทเลดจ์ เอสเตทเมื่อคนเราขาดความภาคภูมิใจมันย่อมไม่มีความรักและคนเราจะต้องทํางานอย่างปราศจากความรักในงานนั้นการผลิตเหล้าองุ่นมันก็จะกลายเป็เพียงผลผลิตของอุตสาหกรรมชนิดหนึ่งเท่านั้น
ภายใต้สถานการณ์ที่แคทเธอรีนมองเห็นอยู่นางย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากจะมองออกไปนอกบริษัทและครอบครัวของตนเองเสียบ้าง
ดังนั้น เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมานางจึงได้ติดต่อบารอนแห่งชาโต นัวร์และยื่นข้อเสนอการประสานงานทางด้านธุรกิจในอันที่จะเชื่อมโยงอุตสาหกรรมการผลิตเหล้าองุ่นของทั้งสองครอบครัวนี้เข้าไว้ด้วยกันและสร้างความยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นกับรุทเลดจ์ เอสเตท ต่อไป
ซึ่งการตกลงในขั้นหลักการน่าจะเกิดขึ้นได้แล้วถ้าเพียงแต่กิลจะไม่ยื่นมือเข้ามาพร้อมกับยื่นข้อเสนอทํานองเดียวกันกับมารดาต่อบารอน แคทเธอรีนออกจะแน่ใจว่าการที่กิลทําเช่นนี้เพราะ้าจะสร้างความกังวลสร้างความไม่สบายใจให้เกิดขึ้นกับนางนั่นเอง
“เพราะฉะนั้น การที่ฉันเดินทางไปนิวยอร์คครั้งนี้แกก็เตรียมตัวไปกับฉันด้วย” นางบอก เมื่อแซมจอดรถลงเบื้องหน้าคฤหาสน์
“ได้ครับ”แซมเดินอ้อมมาเปิดประตูและช่วยพยุงร่างผู้เป็ย่าลงจากรถ
แคทเธอรีนออกเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็หยุดสายตาของนางกวาดไปทั่วอาคารหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าคฤหาสน์หลังนี้ปลูกสร้างขึ้นก่อนจะสิ้นสุดศตวรรษที่ผ่านมาประมาณยี่สิบปีและผู้ที่เป็เ้าของในครั้งกระนั้นคือปู่ของอดีตสามีการก่อสร้างเลียนแบบชาโตที่มีชื่อเสียงในฝรั่งเศสสมัยนั้นเป็คฤหาสน์ขนาดสองชั้นครึ่งที่ใหญ่โตมาก
แต่อย่างน้อยเถาองุ่นที่พาดพันอยู่ตามแนวผนังก็ช่วยลดความขึงขังของตัวอาคารลงได้อย่างมากปล่องไฟสูงเด่นอยู่เหนือหลังคาจั่วที่ลาดลงอย่างสวยงามหน้าต่างแบบฝรั่งเศสที่ค่อนข้างแคบและยาวจรดพื้นนั้นประดับด้วยกระจกสีมันเป็สิ่งที่บ่งบอกถึงฐานะความมั่งคั่งและรากฐานที่ฝังลึกลงอย่างมั่นคง
ประตูด้านหน้าที่ทำขึ้นจากไม้มะฮอกกานีแผ่นเดียวขนาดใหญ่หนาหนักเปิดออกมิสซิสวาร์กาส แม่บ้านเ้าระเบียบในชุดสีดำกับเรือนผมสีดำที่รวบเกล้าเป็มวยตรงท้ายทอยก้าวออกมา
“นายดอจเกอตี้มาที่นี่เ้าค่ะคาดคั้นจะพบคุณนายให้ได้” แม่บ้านรายงานด้วยสีหน้าไม่พอใจ“แต่พอดิฉันบอกว่าคุณนายไม่อยู่เขาก็กลับไป”
แคทเธอรีนเพียงแต่พยักหน้ารับทราบขณะที่แซมประคองร่างให้เดินขึ้นไปตามบันไดหินอ่อนด้านหน้า
“ไปบอกฮัน หลี ให้เอาชาไปเสิร์ฟที่เทอเรซ”นางออกคําสั่งแล้วจึงได้หันมามองแซม “จะอยู่กินน้ำชากับฉันก่อนไหมล่ะ”
“ไม่ละครับ ผมยังมีงานอื่นต้องทํา”แซมไม่อาจถือว่าเื่ของเลน ดอจเกอตี้เป็เื่เล็กอย่างที่แคทเธอรีนมองเห็นอยู่ได้
ในยามที่ไม่มึนเมา เลน ดอจเกอตี้ดูสุภาพเรียบร้อย ไม่เป็อันตรายสําหรับใครทั้งสิ้น แต่เมื่อเหล้าเข้าปากเขาเปลี่ยนเป็อีกคนหนึ่ง พร้อมจะก่อเื่ร้าย ๆ ขึ้นได้ทั้งสิ้นซึ่งการกระทําของเขาไม่เพียงแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนเท่านั้นแต่อาจจะทําให้ทรัพย์สินเกิดความเสียหายด้วยแซม้าสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ว่าดอจเกอตี้จะไม่หวนกลับมาสร้างความยุ่งยากให้กับเขาและแคทเธอรีนต่อไป
การจราจรบนถนนหลวงในเมืองเซ้นท์ เฮเลน่า ติดขัดสองฟากถนนนี้คืออาคารบ้านเรือนและร้านค้าที่ออกแบบก่อสร้างอย่างสมัยเก่าซึ่งก็เป็ทั้งศิลาและอิฐโบราณเป็ที่ตื่นตาตื่นใจของบรรดานักทัศนาจรทั้งหลายยิ่งนัก
โตโยต้าคันหนึ่งป้ายทะเบียนรัฐโอเรกองพุ่งออกมาจากที่จอดข้างบาทวิถี ตัดหน้าบูอิคคันที่เลนดอจเกอตี้ ขับอยู่ในระยะกระชั้นชิด เขากระแทกเท้าลงบนเบรคเต็มแรงกดแตรเสียงดังลั่นพร้อมพ่นคําผรุสวาทออกมา
“ห่าเอ๊ย...ทําไมไอ้พวกนักท่องเที่ยวมันถึงได้แยะนักวะเหมือนแมลงวันไม่มีผิดคงคิดว่าพวกมันเป็เ้าของทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนไอ้พวกรุทเลดจ์สินะ”เขาบ่นพึมพำอยู่กับตนเองด้วยความเดือดดาล
ความคิดดังกล่าวสร้างความตระหนกให้เกิดขึ้นในใจดอจเกอตี้รู้ดีว่า ลึกลงไปในใจแล้วเขาบังเกิดความหวาดหวั่นว่าอีกไม่นานแล้วที่แคทเธอรีนจะต้องยึดที่ดินผืนนั้นคืนกลับไปความกลัวนี้ทําให้เขาคิดว่าควรจะต้องหาอะไรดื่มดับมันลงเสียบ้าง
แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นป้าย “มิลเลอร์ เบียร์”หน้าร้านเก่าแก่แห่งหนึ่ง ตัวอักษรที่ซีดจางเหนือประตูทางเข้าบอกชื่อร้านว่า “เยโอลด์ ทาเวิร์น” แต่พวกชาวเมืองที่มักจะแวะเวียนมาที่บาร์แห่งนี้เสมอเรียกกันตามชื่อเ้าของร้านว่า บิ๊ก เอ็ดดี้’ส
เขาจอดรถลงตรงที่ว่างหน้าร้านแล้วจึงได้เดินเข้าไป กลิ่นควันบุหรี่คละเคล้าอยู่กับกลิ่นเบียร์กระจายอยู่
บิ๊ก เอ็ดดี้ ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นดอจเกอตี้เดินเข้าไป แล้วก็หันกลับไปทางโทรทัศน์ที่กำลังเป็รายการเกมส์โชว์อันเป็เกมส์ที่เขาโปรดปราน
ดอจเกอตี้นั่งลงที่ม้ากลมตัวสุดท้ายของเคาน์เตอร์พูดห้วน ๆ ว่า
“ขอเหล้าแก้วหนึ่ง”
บิ๊ก เอ็ดดี้ ลงจากม้ากลมตัวที่นั่งอยู่ล้วงมือเข้าไปใต้เคาน์เตอร์ หยิบขวดเหล้ากับแก้วมาวางลงตรงหน้า แล้วก็ดูรายการโทรทัศน์นั้นต่อไปอย่างไม่สนใจ
ดอจเกอตี้กรอกเหล้าแก้วแรกเข้าปากอย่างกระหายััความร้อนที่ลามลวกลงไปถึงช่องท้อง ด้วยมือที่มั่นคงเขารินเหล้าเดิมลงในแก้วให้ตัวเองเป็ครั้งที่สองคราวนี้ดื่มตามเข้าไปเพียงครึ่งแล้วจึงได้วางแก้วลง นึกถึงจดหมายของทนายความที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อมันแนบอยู่กับแผงอก และดูจะร้อนกว่าเหล้าที่ดื่มเข้าไปหลายเท่า
สามหมื่นห้าพันเหรียญ...เขาจะต้องใช้โอกาสถึงสามแสนครั้งกว่าที่จะหาเงินจํานวนนั้นมาได้ แล้วโอกาสอย่างที่ว่านั้นมันอยู่ที่ไหนกันเล่า...
เขานึกไปถึงสายตาคมกล้าของแคทเธอรีน รุทเลดจ์ที่จ้องลึกลงไปในดวงตาของเขาความคิดดังกล่าวทําให้เขาคว้าแก้วเหล้าขึ้นมากรอกใส่ปากอย่างรวดเร็วรินเติมลงไว้เป็ครั้งที่สาม
เขาไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่หน้าบาร์นั้นนานเท่าไรมือข้างหนึ่งเกาะกุมอยู่กับขวดเหล้า อีกข้างหนึ่งจับแก้วไว้ขณะนี้บรรดาลูกค้าประจําของร้านเริ่มทยอยกันเข้ามาแล้วและดอจเกอตี้ก็สังเกตเห็นอยู่ว่าเหล้าในขวดเหลือเพียงแค่ครึ่งเสียงจากเครื่องรับโทรทัศน์ดังสนั่นแสบแก้วหู บนจอปรากฏภาพของทอม โบรคอว์
มีเสียงครูดของขาเก้าอดังขึ้นใกล้ตัวเมื่อดอจเกอตี้หันไปมองก็เห็นฟิพพ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ประจำท้องถิ่นกําลังทรุดตัวลงนั่งบนม้ากลมตัวนั้น
“เฮ้...บิ๊กเอ็ดดี้”เสียงลูกค้าเรียกมาจากโต๊ะตัวหนึ่ง “ขอเบียร์อีกสองขวด”
“เออ...เออ...” บิ๊ก เอ็ดดี้ ตอบอย่างคุ้นเคย
ดอจเกอตี้เหลือบตามองไปทางนั้นแล้วก็เห็นช่างเครื่องจากอรถยนต์ในชุดทํางาน ที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำมันนั่งอยู่กับช่างทาสคนหนึ่ง...มันก็แค่ไอ้พวกกรรมกรเท่านั้นละวะ...เขาคิดอย่างหยามหยันอยู่ในใจกรรมกรที่เวลาเข้าทํางานจะต้องลงเวลา คอยแต่จะรับคําสั่งจากคนอื่น มันก็แค่นั้น
คนอย่างเขาไม่มีวันเป็เช่นนั้นแน่เกิดมาในชีวิตดอจเกอตี้ไม่เคยรับคําสั่งจากใคร เขาเป็นายของตัวเองเสมอมาแล้วเขาก็ยังมีไร่องุ่น...เขา...
เขานึกถึงเอกสารในกระเป๋าเสื้อความไม่สบายใจอย่างรุนแรงเกิดขึ้นอีกครั้งสิ่งเดียวที่ดอจเกอตี้แน่ใจอย่างที่สุดก็คือ...เขาจะสูญเสียที่ดินผืนนั้นไม่ได้อย่างเด็ดขาดถ้าไม่มีไร่เขาจะไปทํามาหากินอะไรเล่า จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร...
เพราะฉะนั้นเขาจะต้องหาทางยับยั้งไม่ให้รุทเลดจ์มาแย่งชิงที่ดินคืนกลับไปเขาจะต้องมองหาหนทางที่จะทําให้ได้เงินจํานวนนั้นมา...แต่จะหาได้ยังไง...จะหาจากที่ไหนกันเล่า...