ฮวาเสี่่ยวซี จอมป่วน (จบ)

ตอนที่ 177 รังของจอมยุทธ์วิปริต

ความมืดมิดกัดกินทุกสิ่งเมื่อฮวาเสี่ยวซีรู้สึกตัวอีกครั้งศีรษะของนางปวดร้าวราวกับถูกทุบด้วยค้อนหนักๆ แสงไฟสลัวๆจากคบเพลิงที่แขวนอยู่บนผนังหินเผยให้เห็นสภาพรอบกายนางถูกมัดมือมัดเท้าอย่างแน่นหนาด้วยเชือกป่านเส้นใหญ่และถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นดินที่เย็นเฉียบและชื้นแฉะของ ถ้ำแห่งหนึ่ง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือดจางๆคลุ้งอยู่ในอากาศ เย็นยะเยือกไปถึงไขกระดูก

 

ฮวาเสี่ยวซีพยายามขยับตัวแต่เชือกที่รัดแน่นทำให้เจ็บปวดไปทั่วร่างนางพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์สุดท้ายที่จำได้... รถของนางถูกโจมตี... การต่อสู้...และคำพูดอันน่าสะพรึงกลัวของชายฉกรรจ์ชุดดำที่ว่า "อยากรู้ก็ไปถามเจ้าไป๋หลิงเองเถอะ!"

 

ไป๋หลิง...จอมยุทธ์วิปริตผู้นั้น! ชื่อของเขาดังก้องในโสตประสาท หัวใจของ ฮวาเสี่ยวซีดิ่งวูบลงก้นบึ้งจอมยุทธ์ผู้นี้เป็นที่เลื่องลือเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิตไม่เพียงแต่มีฝีมือการต่อสู้สูงส่ง แต่ยังขึ้นชื่อเรื่องความบ้ากาม ชอบข่มเหงสตรีไม่เคยมีหญิงสาวคนใดที่ตกอยู่ในกำมือของเขาแล้วจะรอดพ้นไปได้โดยปราศจากมลทินความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจของนางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นในดวงตาภาพใบหน้าของอี้จงเหวิน อี้หานเฟิง อี้เฟยหลงและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าอ้วนน้อยผุดขึ้นมาในห้วงความคิด "ลูก...เจ้าอ้วนน้อยของแม่ปลอดภัยดีหรือไม่?" ความเป็นห่วงบุตรชายตัวน้อยกัดกินใจนางยิ่งกว่าความหวาดกลัวต่อชะตากรรมของตนเอง

 

เสียงฝีเท้าหนักๆดังเข้ามาใกล้จากความมืดมิดด้านในถ้ำฮวาเสี่ยวซีพยายามรวบรวมสติและมองจ้องไปยังเงาร่างนั้นชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด เขาสวมอาภรณ์สีดำสนิทใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกบดบังด้วยผ้าคลุมสีเข้มแต่ดวงตาของเขาทอประกายอันตรายและเต็มไปด้วยความกระหายอย่างเห็นได้ชัด

 

"ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว... พระชายาฮวาเสี่ยวซี" เสียงของเขาแหบพร่าฟังดูน่าขนลุก "ข้าเฝ้ารอเจ้ามานานแล้ว"

 

 

ไป๋หลิง!ฮวาเสี่ยวซีแทบหยุดหายใจ นางพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีอยู่น้อยนิด "เจ้า...ต้องการอะไรจากข้า!" นางตะโกนถามเสียงของนางสั่นเทาเล็กน้อยแต่ก็พยายามแสดงความแข็งแกร่ง

 

ไป๋หลิงหัวเราะเสียงต่ำดวงตาของเขาไล่มองสำรวจร่างของฮวาเสี่ยวซีอย่างเปิดเผยราวกับนางเป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่งที่กำลังจะถูกครอบครอง"สิ่งที่ข้าต้องการ... เจ้าก็รู้ดีอยู่แก่ใจไม่ใช่หรือ?สตรีงดงามเช่นเจ้า... ย่อมเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!"

 

คำพูดของเขาทำให้เลือดในกายของฮวาเสี่ยวซีเย็นวาบนางรู้ดีว่าชะตากรรมใดกำลังรออยู่ข้างหน้า แต่ให้นางยอมจำนนต่อปีศาจร้ายผู้นี้ยอมให้เขาย่ำยีศักดิ์ศรีของนาง ไม่มีทาง!

 

ไป๋หลิงย่างสามขุมเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มเหยียดหยามที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในพละกำลังและวิทยายุทธ์อันเหนือกว่าของตนเองเขายื่นมือออกไปหวังจะคว้าตัวนาง แต่ฮวาเสี่ยวซีก็ไวกว่าแม้ถูกมัดมือมัดเท้าอย่างแน่นหนา ร่างกายของนางอาจถูกตรึงไว้แต่จิตใจและสัญชาตญาณกลับรวดเร็วราวสายฟ้า เธอใช้แรงทั้งหมดที่ข้อมือ ข้อเท้าและลำตัวที่ยังขยับได้ สะบัดกาย เบี่ยงตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้มือของไป๋หลิงคว้าได้เพียงอากาศธาตุปลายนิ้วของเขาเฉียดผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที

 

"หลบเก่งนักนะ!" ไป๋หลิงคำรามด้วยความหงุดหงิดเขาไม่คาดคิดว่าสตรีที่ถูกมัดเช่นนี้จะยังมีความคล่องแคล่วได้ถึงเพียงนี้

 

ฮวาเสี่ยวซีไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูดแต่นางใช้ทุกส่วนของร่างกายที่ยังขยับได้ให้เป็นประโยชน์ เธอพยายามสะบัดตัว บิดเอวหลบหลีกการโจมตีของไป๋หลิงที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการบิดข้อมือ ข้อเท้าหรือแม้แต่ใช้หัวไหล่และลำตัวกระแทกพื้นเพื่อเบี่ยงทิศทาง เธอรู้วิธีการ ใช้แรงส่งจากพื้นหรือแม้แต่ใช้การพลิกตัวอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างระยะห่างเพียงเล็กน้อยเธอมองหาช่องว่าง มองหาจุดอ่อนเพียงเล็กน้อยที่จะสร้างความได้เปรียบ

 

ไป๋หลิงพุ่งเข้ามาอีกครั้งคราวนี้เขาตั้งใจจะจับนางให้ได้ ฮวาเสี่ยวซีรู้ว่าไม่อาจหลบได้ทั้งหมดเธอตัดสินใจใช้แรงทั้งหมดที่มีในวินาทีนั้น ถีบเท้าไปข้างหน้าอย่างแรงสุดกำลังแม้จะถูกมัดขาและขยับได้จำกัดแต่ปลายเท้าของเธอก็ยังไปกระแทกเข้าที่หน้าแข้งของไป๋หลิงเข้าอย่างจัง ด้วยการรวบรวมแรงกดดันทั้งหมดไปที่จุดเดียว

 

"โอ๊ย!" ไป๋หลิงอุทานด้วยความเจ็บปวดไม่คาดคิดว่านางจะกล้าสวนกลับเช่นนี้ เขากระโดดถอยหลังไปหนึ่งก้าวใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโมโห

 

นี่คือโอกาส!ฮวาเสี่ยวซีเห็นว่าไป๋หลิงหงุดหงิดและประมาทนางรู้ว่าเขาไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นไร้เทียมทานเพียงแต่เขามีวิทยายุทธ์ที่เหนือกว่าเท่านั้น เธอรีบใช้ช่วงเวลาที่เขาเสียจังหวะพยายามดิ้นรนอีกครั้งเพื่อคลายเชือกที่รัดข้อมือ แม้จะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม เธอพยายามบิดข้อมือหมุนวนอยู่ในเชือกหวังว่าเชือกจะค่อยๆ คลายตัวลงทีละนิด

 

ไป๋หลิงโกรธจัดที่ถูกสตรีเช่นนางต่อกรเขากลับเข้าจู่โจมอีกครั้งด้วยความรุนแรงยิ่งกว่าเดิมฮวาเสี่ยวซีตระหนักดีว่าไม่อาจยื้อได้นานนัก แต่ทุกวินาทีที่เธอยื้อไว้คือโอกาสที่ความช่วยเหลือจะมาถึง เธอจะสู้จนกว่าเรี่ยวแรงจะหมดสิ้นหรือจนกว่าจะถึงที่สุดแล้วจริงๆ

 

ข่าวการลักพาตัวฮวาเสี่ยวซีเปรียบดั่งฟ้าผ่าลงกลางใจของฮวาเจิ้นความรู้สึกผิดที่ซุกซ่อนไว้จากการที่ไป๋หลิน ภรรยารองของเขาพาลูกสาวคนเล็กหนีหายไป ยังไม่ทันจางหายไปไหนพลันก็มีเรื่องร้ายแรงถาโถมเข้ามาซ้ำเติม

 

ในขณะที่ฮวาเจิ้นกำลังออกคำสั่งระดมพลตามหาฮวาเสี่ยวซีอย่างบ้าคลั่งเสียงโกลาหลก็ดังมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า หลิวฮูหยิน ท่านผู้เฒ่ากั่วกงและฮวาเหลียน ลูกสะใภ้รอง ต่างก็รวมตัวกันอยู่ที่นั่นใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

 

"ท่านแม่ทัพ!" เสียงของบ่าวรับใช้ดังขึ้นจากหน้าประตู"เรือนฮูหยินผู้เฒ่ามีเรื่องขอรับ!"

 

ฮวาเจิ้นหันขวับใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความเครียดที่สะสมมาหลายวันเขาไม่อาจทนรับข่าวร้ายอะไรได้อีกแล้ว

 

เมื่อมาถึงเรือนฮูหยินผู้เฒ่ากลิ่นหอมจางๆ ของยาจีนลอยอบอวลในอากาศเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาของหลิวฮูหยินดังออกมาจากห้องด้านในฮวาเหลียนนั่งอยู่ข้างเตียงของฮูหยินผู้เฒ่า ใบหน้าของนางซีดเผือดน้ำตาไหลรินอย่างเงียบงัน

 

"เกิดอะไรขึ้น!" ฮวาเจิ้นถามเสียงห้าว แต่แผ่วลงเมื่อเห็นสภาพของมารดา

ฮูหยินผู้เฒ่านอนอยู่บนเตียงใบหน้าขาวซีด ปากขมุบขมิบราวกับกำลังพยายามพูดอะไรบางอย่างแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ท่านผู้เฒ่ากั่วกงยืนอยู่ข้างเตียง หลับตาลงแน่นสีหน้าเจ็บปวด

 

"ท่านพี่... ท่านแม่..." หลิวฮูหยินร้องไห้สะอื้น"ท่านแม่อาการทรุดหนักลงหลังจากรู้ข่าวเรื่องเสี่ยวซี...หมอบอกว่าท่านเสียใจมากจนธาตุไฟเข้าแทรก... เกรงว่าจะ..."นางไม่กล้าพูดคำสุดท้ายออกมา

 

 

ภาพตรงหน้าทำให้ฮวาเจิ้นรู้สึกเหมือนถูกบีบรัดหัวใจข่าวการลักพาตัวฮวาเสี่ยวซีทำให้มารดาของเขาซึ่งมีสุขภาพไม่แข็งแรงอยู่แล้วทรุดลงอย่างรวดเร็วความเจ็บปวดที่ซ้ำเติมเข้ามาทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังจะแบกรับไม่ไหวทั้งภรรยาเก่าที่หนีไปพร้อมลูกสาวคนเล็ก ภรรยาอีกคนกับลูกสาวที่ถูกลักพาตัวไปและตอนนี้มารดาก็กำลังจะจากไป

 

ปัญหามากมายถาโถมเข้ามาราวกับพายุโหมกระหน่ำจวนฮวาที่เคยสงบสุขบัดนี้เต็มไปด้วยความโกลาหลและความโศกเศร้าฮวาเจิ้นรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่กลางพายุที่ไม่รู้ว่าจะพัดพาชีวิตของเขาไปในทิศทางใด

 

ฮวาเจิ้นรีบเข้าไปใกล้มารดาเขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียงไม้เนื้อดีที่ประคองร่างอันอ่อนล้าของฮูหยินผู้เฒ่าไว้ใบหน้าของเขาซีดเผือดไม่ต่างจากมารดาความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำทั้งกายและใจตลอดวันที่ผ่านมาสะท้อนชัดเจนในแววตาคู่คม

 

ฮูหยินผู้เฒ่าลืมตาขึ้นช้าๆสายตาอันอ่อนล้าจับจ้องไปยังบุตรชายเพียงคนเดียวของนาง ลมหายใจของท่านแผ่วลงเรื่อยๆ ยากที่จะจับสัมผัสได้หลิวฮูหยินและฮวาเหลียนต่างสะอื้นไห้อย่างเงียบงันอยู่ข้างกายท่านผู้เฒ่ากั่วกงยืนกุมมือแน่น แววตาเต็มไปด้วยความอาลัย

 

สายตาของฮูหยินผู้เฒ่าที่มองฮวาเจิ้นนั้นเต็มไปด้วยความรักความห่วงใย และความเจ็บปวด ท่านพยายามจะเอ่ยบางสิ่ง แต่เสียงกลับเลือนหายไปในลำคอ

 

จากนั้นสายตาของท่านก็ค่อยๆ เหลือบมองไปรอบๆ ห้อง ราวกับกำลังมองหาใครบางคน... ฮวาเสี่ยวซีหลานสาวเพียงคนเดียวของนาง ผู้ที่เปรียบเสมือนดวงใจอีกดวงหนึ่งและเป็นความหวังสุดท้ายของตระกูลฮวา

 

ฮวาเจิ้นเข้าใจในทันทีเขากำมือของมารดาไว้แน่น น้ำตาเอ่อคลอเบ้า "ท่านแม่... เสี่ยวซี...เสี่ยวซีจะต้องปลอดภัยขอรับ ลูกจะตามหานางให้พบ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามลูกสัญญา..."

 

 

ริมฝีปากของฮูหยินผู้เฒ่าขยับอีกครั้งคราวนี้มีเสียงแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาเพียงพยางค์เดียว "เจิ้น...เอ๋อร์..."

 

ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะขาดห้วงไปแววตาของฮูหยินผู้เฒ่าก็ทอดมองไปยังฮวาเจิ้นอย่างเปี่ยมความหมายราวกับกำลังฝากฝังภาระอันหนักอึ้งและอนาคตของตระกูลฮวาไว้ในมือของบุตรชายผู้เดียว

 

ร่างของฮูหยินผู้เฒ่าแน่นิ่งไปในที่สุดลมหายใจสุดท้ายลาจากไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัดความโศกเศร้าที่กัดกินวิญญาณและความรู้สึกสิ้นหวังที่เข้าปกคลุมเรือนฮวาอย่างสมบูรณ์ ฮวาเจิ้นทรุดตัวลงข้างเตียงร่างกายสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจแบกรับได้ไหวอีกต่อไป

คล้ายกับเรื่องฮวาเสี่่ยวซี จอมป่วน (จบ) ที่คุณอ่าน