ต้นที่ 4 ...
“อือ…” ผมครางออกมาเบาๆ แล้วค่อยๆ ขยับตัว ร่างกายมันรู้สึกล้าไปหมดทั้งตัว
“ตื่นแล้วหรอคะ คุณหนูกัน” ป้าสร้อยถามด้วยน้ำเสียงตื่นๆ ก่อนจะค่อยๆ ประคองผมให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง
“ไหนป้าดูสิ ดีนะคะเนี่ยที่ไม่มีไข้ ไม่งั้นล่ะแย่เลย” ป้าสร้อยจับแขนจับไหล่แตะหน้าผากแตะซอกคอผมเสร็จก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ผมเป็อะไรไปครับเนี่ย” ผมถามขึ้นอย่างสงสัยเพราะว่าก็ไม่เข้าใจอาการตัวเองเหมือนกันว่าเป็อะไร
“คงแพ้ท้องน่ะค่ะ ป้าตามคุณหมอมาตรวจแล้วแต่ไม่มีอะไรผิดปกติ แค่อ่อนเพลียนิดหน่อยแค่นั้นเองค่ะ” ป้าสร้อยเอื้อมมือมาถูที่แก้มผมเบาๆ และค่อยๆ ลูบบริเวณดวงตาของผม
“โธ่ ดูสิ คุณหนูกันของป้าอาเจียนจนน้ำหูน้ำตาไหล ตาบวมตาแดงหมดเลย”
ผมได้แต่หัวเราะแหะๆ อย่างเหือดแห้ง เพราะอันที่จริงไม่ใช่อ้วกจนน้ำตาไหล แต่เป็น้ำตาไหลจนอ้วกต่างหาก แต่คงบอกออกไปไม่ได้ เดี๋ยวจะยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่ ถ้าป้าสร้อยถามถึงเหตุผลที่ร้องไห้ เพราะผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าร้องไห้ทำไม
ผมจึงค่อยๆ ก้มหน้าลงทบทวนความรู้สึกตัวเองแต่ก็ต้องชะงักนิ่งขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นชุดนอนที่ตัวเองกำลังใส่อยู่ เสื้อแขนยาวสีขาวตัวเดียวยาวถึงหัวเข่า เนื้อผ้ามัน ลื่น นุ่มสบาย ยังพอเข้าใจ แต่ไอ้คอเสื้อประดับด้วยลูกไม้เต็มไปหมดจนฟูฟ่อนรวมถึงตรงแขนเสื้อและชายเสื้อด้วย มันอะไรกันเนี่ย!!
“ป้าเปลี่ยนเสื้อให้เองค่ะ สวยใช่ไหมคะ ป้าเลือกเองกับมือ เหมาะกับคุณหนูกันมากเลย” ป้าสร้อยยิ้มแฉ่ง จัดลูกไม้บริเวณคอเสื้อให้เข้าที่เข้าทาง
“แหะๆ ครับ สวยมากครับ” ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไม่อยากขัดใจคนมีอายุ
“แล้วลิลลี่ล่ะครับ”
“อ๋อ ป้าโทรบอกหนูลิลลี่แล้วค่ะ ว่าไม่ต้องเป็ห่วง” ผมพยักหน้าเข้าใจและหันไปมองป้าสร้อยที่จิ้มๆ อะไรอย่างบนจอโฮโลแกรม จากนั้นไม่นานก็มีแม่บ้านนำอาหารเข้ามาในห้อง
“ทานอะไรสักหน่อยนะคะ หลับไปเป็วันเลย คงจะหิวแย่” ป้าสร้อยนำอาหารมาวางไว้ตรงหน้าผมเป็ซุปเละๆ จืดๆ ดูไม่ค่อยน่ากินสักเท่าไหร่ ถึงที่ผ่านมาจะกินได้โดยไม่บ่นอะไรก็เถอะนะ แต่วันนี้รู้สึกกินไม่ลงจริงๆ
“ไม่เอา กันไม่อยากกิน” ผมพูดเสียงเอาแต่ใจเป็ครั้งแรกและยกมือปิดปากหันหน้าหนี เมินอาหารตรงหน้าทันที
“ไม่ได้นะคะ! ต้องทานค่ะ” ป้าสร้อยทำตาโตมองหน้าแกมบังคับ จะว่าไปป้าสร้อยนี่พูดสุภาพตลอดเลย ขนาดจะดุก็ยังสุภาพ
“ไม่เห็นจะน่าอร่อยเลย” ผมพูดเสียงอ่อนพยายามอ้อนป้าสร้อยเต็มที่
“ไม่ได้ทานอาหารเป็วัน อาหารสังเคราะห์คุณประโยชน์ครบถ้วนแบบนี้ดีต่อร่างกายของคุณหนูกันและคุณหนูตัวน้อยในท้องด้วยนะคะ! ทานสักหน่อยเถอะค่ะ”
“ถ้างั้นกันออกไปหาอะไรในครัวกินเองดีกว่า กันไม่อยากกินไอ้นี้จริงๆ นะ นะครับ นะ นะ” ผมพยายามอ้อนถูไถใบหน้าไปกับไหล่ป้าสร้อยและส่งสายตาวิ้งๆ ไปให้
“เฮ้อ ก็ได้ค่ะ แต่ป้าจะไปด้วย” ป้าสร้อยถอนหายใจใส่ผมก่อนจะค่อยๆ เก็บอาหารสังเคราะห์จืดชืดนั้นออกไป
“เย้!! รักป้าสร้อยที่สุดเลย” ผมร้องออกมาอย่างดีใจ ไม่ต้องกินอาหารเละๆ นั้นแล้ว ดีใจโว้ย ว่าแล้วก็รีบลงจากเตียงวิ่งออกไปข้างนอก โดยไม่อยู่รอป้าสร้อย เลยทำให้มีเสียงบ่นเสียงห้ามของป้าสร้อยดังตามหลังมา
“ว้าย! คุณหนูกัน เบาๆ ค่ะ อย่าวิ่ง ค่อยๆ เดินค่ะ”
เว่อร์อีกล่ะ ไม่ได้วิ่งแรงสักหน่อยแค่วิ่งเยาะๆ เอง
ผมชะงักมองดูภาพความวุ่นวายตรงหน้า แม่บ้านเดินสวนกันไปมามีป้าดาคอยยืนคุมชี้นิ้วสั่งและจิ้มๆ ลงบนจอใสๆ เรียกแบบนี้แล้วกัน ง่ายดี ส่วนหุ่นยนต์ทำความสะอาดก็ทำงานกันให้วุ่นไปหมด
มันอะไรกันเนี่ย!! ั้แ่ตื่นขึ้นมาผมจะต้องเจอกับประโยคนี้อีกกี่ครั้งกัน
เฮ้อ ทำใจก่อนแป๊บ
“ทำไมมันดูวุ่นวายแบบนี้ล่ะครับป้าสร้อย” ผมถามป้าสร้อยที่วิ่งตามผมมาทัน แล้วยืนหอบอยู่ข้างๆ ผม โห้ แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วเหรอป้า รู้เลยว่าไม่ค่อยออกกำลังกาย
“อ๋อ วันนี้คุณรัสคัสกับคุณผู้ชายเทอร์ควอยซ์กรุ๊ป จะเข้ามาหาคุณขจรและทานอาหารเย็นกันที่นี้ค่ะ”
ผมชะงักไปเล็กน้อยและเหมือนจะเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินชื่อของคนที่ลิลลี่เคยพูดถึงก่อนหน้านั้น แค่ได้ยินชื่อก็ทำเอาผมใจกระตุกเต้นแรงแล้ว แต่ก็ไม่เท่ากับครั้งแรกที่ได้ยิน
ดูเหมือนเราจะมีภูมิต้านทานเพิ่มมากขึ้นนะเนี่ย!
“คุณผู้ชายเทอร์ควอยซ์กรุ๊ปเหรอ” ผมลองพยายามคิดว่าเป็ใคร เผื่อจะคิดออก เห็นท่าทางของทุกคนแล้วรู้เลยว่าเป็คนใหญ่คนโต
“คุณผู้ชายเทอร์ควอยซ์กรุ๊ปก็คือ คุณมาคัส เทอร์ควอยซ์ คุณพ่อของคุณรัสคัส เทอร์ควอยซ์ ค่ะ เทอร์ควอยซ์กรุ๊ปจัดว่าเป็ผู้นำด้านเทคโนโลยี วิจัย และส่งออก ทั้งพืชพันธุ์และอัญมนี ใครๆ ก็รู้จักกันนั่นแหละค่ะ แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ก็รู้ค่ะว่าเทอร์ควอยซ์กรุ๊ปยิ่งใหญ่ขนาดไหน”
มีแค่ผมคนเดียวสินะที่ไม่รู้ แหะๆ
ผมได้ยิ้มแห้งๆ ให้กับตัวเอง มีป้าสร้อยอยู่ข้างกายเนี่ยดีจริงๆ อยากรู้อะไรป้าสร้อยตอบได้หมด ไม่ต้องพึ่งวอชที่ข้อมือเลย
“ว่าแต่คุณหนูกันอยากทานอะไรคะ ป้าจะได้ช่วยหา” ป้าสร้อยถามขึ้นเมื่อเห็นผมไม่ยอมขยับไปไหนสักที
อืม ตอนนี้อยากกินอะไรนะ ของที่อร่อยๆ
ผมค่อยๆ กวาดสายตาไปทั่วแต่ก็ไม่เจอของที่อยากกินสักที เฮ้อ ชักเริ่มหิวจริงๆ แล้วสิ เลยยกมือขึ้นลูบท้องเบาๆ ก่อนจะย้ายสายตาออกไปมองนอกบ้าน อ๊ะ! เจอแล้ว...
“ดอกไม้!”
“อะไรนะคะ! คุณหนูกันอยากทานอะไรนะคะ!” ป้าสร้อยทำหน้าตื่นใ ถามย้ำกับผมเสียงดัง
“ดอกไม้ กันอยากกินดอกไม้” ผมตอบแล้วรีบเดินออกไปในสวน ขืนชักช้าป้าสร้อยต้องหาเหตุผลร้อยแปดไม่ยอมให้กินแน่
“คุณหนูกันรอป้าด้วย จะไปไหนคะเนี่ย” ผมหยุดเดิน แล้วยืนรอป้าสร้อย พร้อมทั้งยกนิ้วชี้ขึ้นมาเคาะแก้มตัวเองไปมาอย่างใช้ความคิด
อืม ตอนนี้หิวดอกไม้มากเลย ดอกอะไรนะ คิดสิ คิด
ผมพยายามคิดหาที่มา เหมือนกับว่าเคยเห็นดอกอะไรสักอย่างแวบๆ แล้วตอนนี้จู่ๆ ก็รู้สึกหิวดอกนั่นขึ้นมา
“อ่า! ดอกอัญชัน!” ผมยกมือขึ้นทุบฝ่ามือตัวเอง เมื่อคิดออกว่าเป็ดอกอะไร เคยเห็นผ่านๆ ตาที่โรงเรือนของลุงขจรตอนที่ป้าสร้อยพาเที่ยวชมสวน
“ดอกอัญชันเหรอคะ ที่คุณขจรกำลังทดลองปลูกและวิจัยอยู่นะเหรอคะ” ป้าสร้อยถามด้วยสีหน้าสงสัย
“เอ๊ะ กำลังทดลองปลูกเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ ที่เทอร์ควอยซ์กรุ๊ปจะมาวันนี้ก็คงมาเพราะเื่นี้แหละค่ะ”
วันนี้ผมจะได้กินไหมเนี่ย ทดลองปลูกงั้นเหรอ จะกินได้ไหมเนี่ย!
“ตอนปลูก ได้ใส่สารเคมีหรืออะไรลงไปไหมครับ” ต้องถามให้แน่ใจ กินมั่วซั่วตายมาจะทำยังไง จะตัดใจไม่กินก็ไม่ได้
ตอนนี้มันหิวมากเลย แค่คิดว่าจะได้กินดอกอัญชันที่มีสีขาว ฟ้า ม่วง กลีบดอกรูปกลมๆ น่ารัก ตรงกลางกลีบมีสีเหลืองก็... โอ๊ย น้ำลายไหล
“ไม่มีค่ะ คุณขจรปลูกแบบธรรมชาติ ไม่เคยใส่อะไรลงไปในดินเลยค่ะ ต้นไม้ทุกต้นที่บ้านพฤกษชาติจะต้องได้รับการดูแลเป็อย่างดี สิ่งที่ดูเป็อันตรายต่อต้นไม้และมนุษย์แบบนั้นไม่เฉียดเข้ามาในนี้แม้แต่นิดเดียวค่ะ!” ป้าสร้อยพูดเสียงดังฟังชัด ทำท่าทางภูมิอกภูมิใจที่ได้อยู่บ้านพฤกษชาติ
อืม แบบนี้ค่อยไว้ใจที่จะกินได้หน่อย
“แล้วทำไมต้องทดลองปลูกด้วยครับ มันก็ขึ้นปกติของมันได้ไม่ใช่เหรอครับ” ผมถามระหว่างเดินไปที่โรงเรือนของคุณลุง ระหว่างทางก็ดูต้นไม้ ดอกไม้ไหนที่พอกินได้จะได้มาเก็บไปกินอีก เหลือบมองป้าสร้อยที่มองผมแล้วทำสีหน้างงๆ ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ อะไรของป้าเนี่ย
“คุณหนูกันคงลืมไป ด้วยสภาพอากาศและดินที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้พืชเขตร้อนหลายชนิดต้องสูญพันธุ์ ถึงเทคโนโลยีในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปไกลแต่ก็ยังมีสิ่งที่ด้อยพัฒนาเนื่องจากข้อมูลของหลายสิ่งหลายอย่างเสียหายไปจากาเมื่อหลายร้อยปีก่อน โรงเรือนที่เราจะไปเป็โรงเรือนที่คุณขจรทดลองปลูกต้นไม้ดอกไม้เขตร้อนไว้ค่ะ”
“งั้นเหรอครับ”
“ภัยจากน้ำมือของมนุษย์ที่ทำให้พันธุ์พืชต้องสูญพันธุ์ไปก็ว่าแย่แล้ว ไหนจะภัยจากธรรมชาติอีก เพราะแผ่นเปลือกโลกที่ขยับเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ทุกวันนี้ยังหาเรือโนอาร์แห่งเมล็ดพันธุ์ไม่เจอเลยค่ะ”
“หมายถึงโกลบอลซี๊ด คลังเก็บเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ขั้วโลกเหนือใช่ไหมครับ”
“น่าจะใช่มั้งคะ บางคนก็บอกอยู่เหนือ บางคนก็บอกอยู่ใต้ ป้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่คุณหนูกันเริ่มจำได้แล้วใช่ไหมคะ เดี๋ยวป้าจะเล่าทุกเื่ให้ฟังอีกเยอะๆ เลย”
“ครับๆ กันจะตั้งใจฟังที่ป้าสร้อยพูดทุกอย่างเลย”
ถึงผมจะทำท่าทีเข้าใจและกระตือรือร้น แต่จริงๆ แล้วก็ยังรู้สึกค้างคาใจแปลกๆ อยู่ดี ต้นไม้ ดอกไม้พวกนั้นมันจะสูญพันธุ์จริงๆ แล้วงั้นเหรอ ผมแค่รู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็เื่ง่ายที่จะพบเห็นพวกมันตามท้องถนน
หรือผมจะอยู่กับต้นไม้ ดอกไม้ทุกวันเลยรู้สึกแบบนี้
“คุณหนูกัน จะกินจริงเหรอคะ”
ตอนนี้ตรงหน้าของผมคือต้นอัญชันที่เลื้อยพันกันไปมาตามแนวรั้วที่สร้างขึ้น ดอกสีฟ้าม่วงเต็มทั่วทั้งพื้นที่ดูคล้ายหมู่มวลผีเสื้อสีฟ้าม่วงมากมายบินมาเกาะกลุ่มรวมกัน
“ถ้าคุณขจรรู้เข้าจะโกรธเอาได้นะคะ”
“นิดเดียวนะครับป้า กันจะกินแค่นิดเดียวจริงๆ” ผมพยายามต่อรองป้าสร้อย ของที่อยากกินมาอยู่ตรงหน้าแล้วจะพลาดได้ยังไง ว่าแล้วก็จัดการเด็ดดอกอัญชัน ล้างๆ ๆ แล้วยัดเข้าปากทันทีจนป้าสร้อยห้ามไม่ทัน
“คุณหนูกัน! ไหนว่ากินนิดเดียวไงคะ นี่กินไปหลายดอกแล้วนะคะ!”
“ก็มันอร่อย กินไปไม่กี่ดอกเอง ลุงขจรไม่รู้หรอก” ผมยิ้มแฉ่งให้ป้าสร้อย ทั้งที่ยังกินอยู่
“ไม่กี่ดอกอะไรกันคะ! เต็มกำมือเลย!”
ตอนแรกก็ว่าจะเก็บกินนิดเดียว ไปๆ มาๆ อร่อยจนหยุดไม่อยู่ เผลอยัดดอกอัญชันที่อยู่ในมือเข้าปากไม่หยุด แล้วหันไปเก็บเพิ่มอีกไม่ได้สนใจป้าสร้อยที่พยายามพูดห้าม แต่มือเนี่ยถือแก้วน้ำเตรียมล้างดอกอัญชันให้ผม
ฮ่าๆ ๆ ยังไงป้าสร้อยก็ไม่มีทางขัดใจผมได้อยู่ดี
“กำลังทำอะไรกันอยู่” เสียงที่ดังมาจากข้างหลังทำให้ผมกับป้าสร้อยถึงกับชะงักกึก
ป้าสร้อยที่เหมือนจะรู้ว่าเ้าของเสียงที่ทักขึ้นมาเป็ใคร รีบเอื้อมมือมาฉกเอาดอกอัญชันในมือของผมที่กำลังจะยัดเข้าปากอีกรอบไปซ่อนเอาไว้ทันที ก่อนจะหันไปรับหน้า
“เอ่อ คุณรัสคัส สวัสดีค่ะ”
“ผมถามว่ากำลังทำอะไรกันอยู่” เสียงนิ่งๆ ที่พูดออกมาดูน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก แต่เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือเสียงที่ทำให้ผมร้องไห้จนอ้วกในตอนนั้น คนคนนี้ก็คือ คุณรัสคัส เทอร์ควอยซ์ งั้นเหรอ
ใจของผมกระตุกเต้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าอาการจะดีกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา อาจจะเป็เพราะเริ่มคุ้นชินแล้ว
ไอ้กัน แกต้องสู้โว้ย แกมีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นแล้ว แค่นี้น่ะ ไม่เป็ไรหรอก
คิดได้แบบนั้นผมก็หันหน้าไปเผชิญหน้ากับคนที่ทำให้เกิดอาการแปลกๆ แบบนี้ทันที แต่ดูเหมือนจะคิดผิด โอ๊ย ทำไมต้องตัวแข็งทื่อ เงอะๆ งะๆ แบบนี้ด้วย แม้แต่มองหน้าอีกฝ่าย ผมยังไม่กล้าเลย
“เอ่อ คือว่าคุณหนูกัน มะ มา มาดูการเพาะปลูกช่วยคุณขจรอีกแรงนะคะ ใช่ไหมคะ คุณหนูกัน”
ผมพยักหน้าหงึกหงักอย่างเงอะงะตามคำแก้ตัวของป้าสร้อย ทั้งๆ ที่ดอกอัญชันยังคาอยู่เต็มปาก ลืมแม้กระทั่งว่าต้องเคี้ยวแล้วกลืนลงคอ
“ลงมาช่วยดูการเพาะปลูกทั้งชุดนอนลายลูกไม้แบบนี้น่ะเหรอ” น้ำเสียงนิ่งๆ พร้อมทั้งสายตาที่กวาดมองผมั้แ่หัวจรดเท้า ทำให้ผมชักเริ่มจะโมโห
ทำไม! ใส่ชุดนอนลายลูกไม้มาปลูกต้นไม้มันแปลกตรงไหน ก็อยากจะเถียงออกไปแบบนี้นะ แต่ไม่กล้า...ดูสายตาของอีกฝ่ายสิ น่ากลัวชะมัด
“ละ แล้วเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย!!”
ผมทำใจดีสู้เสือ อ้าปากเถียงอีกฝ่ายออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆ แต่ดูเหมือนความซวยจะยังไม่สิ้นสุดเมื่อดอกอัญชันที่อยู่ในปากดันกระเด็นออกไปตกอยู่แทบเท้าคุณรัสคัส ผมรีบยกมือขึ้นมาตะครุบปิดปากตัวเอง ได้ยินเสียงป้าสร้อยแว่วเบาๆ ว่าไม่ทันแล้ว
ฮือ ไม่ทันจริงๆ นั่นแหละ
“ดอกอัญชันเต็มปากจนปากม่วงแบบนี้ ปิดไปก็ไม่ทันแล้ว”
ยิ่งอีกฝ่ายพูดย้ำผมก็ยิ่งรู้สึกว่าความร้อนที่แก้มจะเริ่มลามไปที่ใบหูและหลังคอ ได้แต่ยกมือปิดปากตัวเองเอาไว้ รู้สึกร้อนไปหมดทั้งตัวแล้วเนี่ย ตอนนี้ผมคงหน้าแดงตัวแดงเป็ลูกมะเขือเทศแล้วแน่ๆ
น่าอาย น่าอายที่สุดเลย!!
“บ้านพฤกษชาติขาดแคลนอาหารมาก จนต้องให้คุณหนูของบ้านออกมากินดอกไม้แทนเลยหรือไง” น้ำเสียงที่เอ่ยเชิงตำหนิคนในบ้านทำให้ผมต้องรีบเคี้ยวและกลืนดอกอัญชันลงไป ก่อนจะพูดตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้นิ่งเรียบไม่สั่นมากที่สุด
“นี่เป็ความ้าของผม ต่อให้ผมจะอยากกินอาหารสังเคราะห์ ต้นไม้ ดอกไม้หรืออะไร บ้านพฤกษชาติก็มีให้ผมกินได้โดยไม่ขาดแคลน” ถึงจะพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นยังไง แต่ก็ทนสบตาผู้ชายตรงหน้าไม่ได้อยู่ดี จนต้องเบือนหน้าหนี ทำไมกันนะ
“ผมเข้าใจแล้วว่าบ้านพฤกษชาติมีให้คุณกินได้โดยไม่ขาดแคลน ถึงได้ดูมีเนื้อมีหนัง แก้มกลมเป็ก้อนขึ้นแบบนี้”
เอ๊ะ นี่หลอกด่ากันว่าอ้วนหรือเปล่าเนี่ย!
“แต่อัญชันพวกนี้คุณขจรนำมาทดลองปลูกและต้องส่งคืนเทอร์ควอยซ์กรุ๊ปเพื่อนำไปวิจัยต่อ อัญชันพวกนี้จึงถือเป็สิทธิ์ขาดของเทอร์ควอยซ์กรุ๊ปทุกอย่าง คุณจะทำยังไงกับจำนวนดอกอัญชันที่ต้องเสียหายไป โดยไม่ได้นำไปวิจัยแต่เข้าไปอยู่ในท้องของคุณแทน”
“คะ แค่ไม่กี่ดอกเอง” สุดท้ายผมก็บังคับเสียงให้นิ่งไม่ได้ เอ่ยตอบตะกุกตะกัก เมื่อได้ฟังเสียงนิ่งๆ เรียบๆ ที่อธิบายมาโดยคาดเดาไม่ได้ว่ากำลังคิดอะไร หรือรู้สึกยังไงอยู่
“เื่นี้ผมคงต้องบอกคุณขจร คุณคงเข้าใจ”
ผมสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่แล้วเผลอทำตาโต อมลมจนแก้มป่องเมื่อคิดไปถึงหน้าลุงขจร ถึงลุงขจรจะดูใจดีแต่ก็ไม่ได้ดูโอ๋ผม ตามใจผมเหมือนป้าสร้อย ถ้าทำอะไรผิดคงต้องโดนลงโทษแน่ๆ เลย และครั้งนี้ก็คงไม่รอด ฮือออ!!
ผมเหลือบมองค้อนคุณรัสคัสก่อนจะสะบัดหน้าหนี รีบเดินกลับทันที แต่พอเดินไปได้ไม่ไกลก็ต้องหันไปมองเขาอีกครั้ง กลัวว่าที่ผมทำกิริยาไม่ดีเมื่อกี้ใส่จะทำให้เขาโกรธเพิ่มขึ้น แต่ก็เห็นเพียงแค่ว่าคุณรัสคัสมองมาทางผม และกำลังพึมพำอะไรบางอย่าง ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก
ผมเลิกจ้องอีกฝ่ายก่อนจะหุบปากที่อ้าค้างหมับ เฮอะ คิดว่ายิ้มแบบนี้แล้วหล่อนักหรือไง!!
เลยได้แต่ฮึดฮัดหัวเสียกับป้าสร้อยแล้วรีบเร่งฝีเท้าเดินไปโดยไม่ได้สนใจประโยคที่คุณรัสคัสพึมพำสักนิด
“หึ น่าแปลก…”
รัสคัสพึมพำออกมาเสียงเบาหวิว มองดูแผ่นหลังของคนที่เดินฮึดฮัดขัดใจไปอย่างไม่ละสายตา ท่าทีที่ดูแปลกไปของกันเกรา ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ทำให้เขาถึงกับเผลอยกยิ้มขึ้นมา
ถ้าเป็เมื่อก่อนกันเกราไม่มีทางทำท่าทีไม่พอใจแบบนี้แน่นอน และไม่เคยจะเดินหนีออกไปจากสายตาของเขาเหมือนอย่างตอนนี้หรือก่อนหน้านี้ที่เจอกันในร้านดอกไม้สักครั้ง
“หรือว่า...จะตัดใจได้แล้ว”
เมื่อคิดถึงสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนแปลงไป จู่ๆ คิ้วเข้มก็ขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างไม่ชอบใจ ภายในใจมีความรู้สึกแปลกใหม่ผุดขึ้นมาแทนที่จะรู้สึกเมินเฉยเหมือนทุกที