ตอนที่ 118 คำว่าดีและเลว
“ว่าแต่คุณแซฟไฟร์ครับ คุณชอบเด็กเหรอครับ เห็นองค์หญิงเล่าว่าคุณแซฟไฟร์ใจดีกับเด็กมากเลย แถมยังมีครั้งนี้ที่ลงทุนเอาตัวเองเข้าเสี่ยงมาช่วยขนาดนี้อีก ผมไม่ได้หมายความในทางไม่ดีนะครับ หมายถึงว่าปกติแล้วในมหาทวีปที่ใครก็สามารถแข็งแกร่งได้แบบนี้ปกติเขาไม่ค่อยเอาตัวเองเข้าเสี่ยงเพื่อคนอื่นกันหรอกครับ ไม่สิ แบบองค์หญิงไพลินก็มีนี่น่ะ เอ่อ.. ผมคิดว่าคุณแซฟไฟร์คงเข้าใจที่ผมสื่อแหละครับ” เพชฌฆาตถามขึ้นขณะที่พวกเขากำลังเดินทางกลับเมืองท่าข้างสมุทร
ภาพลักษณ์ของเพชฌฆาตเป็นหนุ่มหล่อรูปร่างบอบบาง ดูเงียบขรึม มีเสน่ห์ แต่ตัวจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้นสักนิด แม้ฝีมือเจ้าตัวจะเป็นของจริงสมแล้วที่อยู่หน่วยเชื้อไฟและทำงานภายใต้องค์หญิงไพลินโดยตรงก็ตาม
เรียกชื่อไม่ผิดแล้วแฮะ นิทานคิด เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยให้กับคำถามเหล่านั้น คิดว่าจะตอบอย่างไรดี
“กลับกันเลยต่างหากค่ะ พูดตามตรง ฉันเกลียดเด็กค่ะ” นิทานพูดเสียงแผ่วเบา เขาได้ยินเสียงสะอึกเล็ก ๆ จากทางด้านหลัง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในหมู่เด็กหลายคนที่หลับพักผ่อนหลังจากเผชิญประสบการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นมา หลายคนคงยังตื่นอยู่และแอบฟังพวกเขาคุยกัน
“ทั้งเสียงดัง อ่อนแอ ทำอะไรก็ไม่ได้ ต้องให้คอยดูแลอยู่ตลอด จะไปชอบได้ยังไงล่ะคะ” นิทานกล่าวต่อ
เสียงสะอึกทางด้านหลังเงียบลงไป แม้ไม่ต้องลอบสังเกตผ่านพลังอาณาเขตนิทานก็รู้สึกได้ว่าหลายคนในนั้นต้องทำสีหน้าเจ็บใจหรือโศกเศร้าอย่างแน่นอน
“ช่วยใครก็ไม่ได้ อะไรที่อยากทำก็ทำไม่ได้ ได้แต่ต้องตามคนอื่นอยู่เรื่อยไป ขนาดคนสำคัญตรงหน้ายังปกป้องไม่ได้ ฉันเกลียดเด็กค่ะ ที่เกลียดยิ่งกว่าคือการเป็นเด็ก” นิทานตอบเสียงค่อย
เพชฌฆาตทำสีหน้านิ่งเฉย หากนิทานสังเกตได้ถึงหางตาของเขาที่ตกลงน้อย ๆ เขาไม่แปลกใจสักนิดหากอัจฉริยะหน่วยเชื้อไฟตรงหน้าจะรับรู้อดีตของเขา
เด็ก ๆ ข้างหลังแม้จะไม่เข้าใจ แต่จากท่าทางที่เงียบไป สีหน้า และน้ำเสียงของนิทาน เด็ก ๆ หลายคนอาจจับได้แล้วว่าเขาไม่ได้กล่าวโทษพวกตนแม้แต่น้อย
“แม้ฉันจะเกลียดเด็ก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องทำร้ายพวกเขา หรือทำให้พวกเขาเจ็บปวดนี่คะ”
เพชฌฆาตเงยหน้าขึ้นมอง ในแววตาของสตรีตรงหน้าของเขานี้ แม้เขาจะรู้มาก่อนแล้วว่าเป็นผู้ชายปลอมตัว แต่ความเศร้าในนั้นกลับฉายชัดราวกับนี่เป็นใบหน้าที่แท้จริง
“คำแห่งพลังน่ะ เกิดจากการเข้าใจในตนเอง เรียนรู้ตนเอง ดังนั้นคนที่ประสบแต่เรื่องแย่ ๆ ในวัยเด็กน่ะ ไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะหากจะเกิดการบิดเบี้ยวขึ้นมาภายในใจ ส่งผลถึงคำแห่งพลัง เพราะยังไงคนเราก็เปลี่ยนไปในทุกช่วงวัยของชีวิต”
"สำหรับฉันแล้ว หน้าที่ของผู้ใหญ่จึงควรเป็นการทำให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นสิ่งที่พวกเขาอยากเป็น ไม่ต้องรับบททดสอบอันโหดร้ายตั้งแต่ยังเยาว์ ลากสังขารพาร่างอันบอบช้ำของตัวเองผ่านความสดใสที่ควรมี ฝืนบังคับให้ตนเป็นสิ่งที่เรียกว่าผู้ใหญ่" นิทานเอ่ยช้า ๆ
"ให้ได้ใช้ชีวิตที่อยากมี ไม่ได้จำกัดที่ว่าคนดีหรือเลว ศีลธรรมหรือหยาบช้า แค่ให้พวกเขามั่นใจว่าสิ่งที่ตนทำพวกเขาจะไม่เสียใจภายหลัง ก็มากเพียงพอแล้วค่ะ ของอย่างนั้นน่ะ ให้พวกเขาในอนาคตตัดสินเองเถอะว่าดีรึไม่"
เพชฌฆาตไม่ตอบอะไร เพียงจ้องมองนิ่ง ๆ เท่านั้น ในฐานะหน่วยเชื้อไฟที่ประจำการให้ราชวงศ์แล้ว คำพูดของนิทานออกจะสุดโต่งไปหน่อย สำหรับเขา การเป็นคนดี มีศีลธรรมออกจะสำคัญกว่า
“ไม่จำกัดว่าคนดีหรือเลวเหรอครับ” เขาเอ่ยเบา ๆ
“การฆ่าคนน่ะ แย่ใช่มั้ยล่ะคะ งั้นถ้าฉันบอกว่าการฆ่าคนมันมีเหตุผลของมัน คนนั้นเคยฆ่าคนที่ฉันรักมาก่อนล่ะ? หรือถ้าฆ่าคนคนนั้นแล้วจะช่วยได้นับร้อยชีวิตล่ะ? ถ้าแบบนั้นทำให้การฆ่าคนมันถูกขึ้นมาได้ งั้นการทรมานล่ะ การโกหกล่ะ?” นิทานไม่ได้สบตาใคร เพียงหันมองทิวทัศน์ระหว่างทาง พูดด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย
“สิ่งที่เรียกได้ว่าชั่วร้ายอย่างแท้จริงสำหรับฉันมีแค่การปล่อยตัวตามอารมณ์โดยไม่คำนึงว่ารอบข้างจะเป็นอย่างไรต่างหาก เคยโกรธจนทำร้ายคนใกล้ตัวมั้ยคะ แม้เขาจะทำไม่ดีมาก่อนแต่ถ้าคุณทำร้ายด้วยอารมณ์อย่างเดียว...คุณจะไม่เสียใจเหรอ?”
“เคยมึนเมาจนควบคุมตัวเองไม่อยู่มั้ยคะ เคยละโมบจนขโมยอะไรมั้ยคะ เคยตัณหากลับจนทำอะไรเลวทรามมั้ยคะ” นิทานพูดเป็นชุด แต่น้ำเสียงของเขากลับไม่มีความสนใจในเนื้อหาแม้แต่น้อย
“ตราบใดที่คุณทำไปก่อนแล้วค่อยหาเหตุผลมาเติมที่หลัง นั่นแหละค่ะ สำหรับฉันถือว่าคุณสูญสิ้นตัวตนไปแล้ว ปล่อยตัวตามอารมณ์ จะสำนึกในตัวเองมั้ย หรือจะหัวแข็งว่าตนทำไปไม่ผิด”
คีตาที่อยู่ข้างกายนิทานเวลานี้กลับเลือกเดินไปนั่งซุกกับเด็ก ๆ เหล่านั้น ในสายตามัน มันอาจคิดไปว่าเด็ก ๆ หลายคนยังไม่มีความจำเป็นต้องคิดให้มากถึงขนาดนี้
“ก็จริงอยู่ แต่มนุษย์มีอารมณ์ความรู้สึกนะครับ เราถึงเป็นสิ่งมีชีวิต จะให้ใช้ชีวิตด้วยเหตุผลอย่างเดียวเลยมันก็..” เพชฌฆาตพูดขึ้นเบา ๆ
“จริงค่ะ เพราะงั้นการหาเส้นแบ่งระหว่างปล่อยตัวตามอารมณ์กับควบคุมตนเองจึงสำคัญมาก อย่างฉลองเรื่องใหญ่ ๆ ไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ก็ไม่เสียหายนี่คะ” นิทานยิ้มน้อย ๆ
ตัวนิทานเองยามนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขากำลังอธิบายหรือหาข้ออ้างให้ตนเอง อย่างการที่เขาเลือกเอาตัวมาช่วยเด็ก ๆ เหล่านี้ก็เช่นกัน
เขาจะบอกตัวเองได้จริงหรือว่าเขาปฏิบัติตามเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง
“เพราะงั้นคำว่าดีเลวสำหรับฉันมันเป็นเส้นแบ่งที่เลือนรางมากเลยค่ะ ทั้งบอบบาง เอนไปมา และยืดหดได้ตามเวลา”
“ฉันถึงได้บอกว่า ไม่ได้จำกัดที่ว่าคนดีหรือเลว ศีลธรรมหรือหยาบช้า เพราะยังไงของอย่างนี้บางทีผ่านไป 10ปีคนก็อาจจะสรรเสริญการกระทำที่เคยชั่วร้ายในอดีตของคุณก็ได้”
“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการไม่มีขีดจำกัดล่างเลยจะดีหรอกนะคะ อย่างฉันเองก็มีขีดจำกัดล่างอยู่ และคนที่ฝ่าฝืนมันฉันก็ไม่คิดไว้ชีวิตหรอกค่ะ และฉันก็แน่ใจว่าคุณก็น่าจะมีเหมือนกัน อย่างพื้นฐานที่สุดก็คือกฎหมาย” นิทานยิ้มบางพลางมองไปที่เพชฌฆาต
เพชฌฆาตพยักหน้าน้อย ๆ อย่างโจรสลัดกลุ่มก่อนหน้า หลังจากเห็นการกระทำต่าง ๆ แล้ว เขาไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะบั่นคอพวกมัน
“เพราะงั้นฉันถึงได้เกลียดการเป็นเด็กที่สุดค่ะ ความอ่อนแอที่ไม่อาจควบคุมอะไรได้เลยแบบนั้นน่ะ บางทีเห็นความชั่วร้ายอยู่ตรงหน้าก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน ช่วยอะไรใครไม่ได้เลยแบบนั้นน่ะ แม้แต่สิทธิ์จะตัดสินดีหรือเลวยังไม่มี ใครล่ะจะรับฟังเสียงของเด็กคนหนึ่ง”
“เพราะแบบนั้นการขีดเขียนชะตาถึงได้มีอยู่ไงล่ะครับ ให้เรากำหนดโชคชะตาของตัวเองได้ ไม่ว่าใครก็แข็งแกร่งได้” เพชฌฆาตเอ่ยตอบ เขาทุบอกตนน้อย ๆ ด้วยรอยยิ้ม เขาเริ่มเข้าใจนิทานขึ้นมาบ้างแล้ว
"นั่นแหละค่ะ อาจจะพูดยืดยาวไปสักหน่อย หรือดูไม่มีแก่นสารก็อย่าไปสนใจเลยค่ะ ถึงฉันจะบอกว่าตนเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่จริง ๆ ก็ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องเรียนรู้ และฉันก็ไม่ได้คิดว่าความคิดของฉันถูกต้องที่สุดหรอก บางทีฉันก็อาจจะยังเป็นเด็กคนหนึ่งทางด้านจิตใจเหมือนกัน" นิทานหัวเราะบางเบา
"เอาจริง ๆ ในสายตาคนหลายคน ฉันนี่แหละอาจจะเป็นคนเลวเสียเอง ก็เล่นฆ่าโจรสลัดพวกนั้นตาไม่กะพริบ แถมไม่รู้สึกผิดสักนิดเลยนี่นะ" สายตาของนิทานหุบลงเล็กน้อย หากกลับถูกหยุดไว้ด้วยเสียงที่ดังขึ้นมากะทันหัน
“ไม่จริงเลยนะครับ!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง เรียกสายตาของนิทานให้หันไปมอง
โอไรออนและเด็กชายเผ่ารูเบียสยืนอยู่ตรงนั้น ทางด้านข้างคือคีตาที่ช่วยพยุงโอไรออนให้ลุกขึ้น ทางด้านหลังมีเด็กอีกไม่น้อยที่แอบมองด้วยสายตาห่วงใย
“ก็จริงอยู่ที่ผมไม่ค่อยเข้าใจมากนักว่าที่คุณแซฟไฟร์พูดหมายถึงอะไร ทำไมถึงไม่บอกว่าต้องเป็นคนดีอย่างที่ควรจะเป็นหรือทำไมต้อง ใช้ชีวิตที่เครียดหรือห้ามปลดปล่อยตัวเองขนาดนั้น” โอไรออนพูดขึ้น แม้เขาจะเป็นเพียงเด็ก 10ขวบ แต่สีหน้าของเขากลับเหมือนคนที่ผ่านอะไรมามากมาย
“ส่วนผมเข้าใจนะครับ เผ่ารูเบียสน่ะ เป็นพวกตรงไปตรงมา คิดอะไรก็แสดงออกอย่างนั้น ค่อนข้างโผงผาง” ท่ามกลางสายตามึนงงของคนหลายคน เด็กชายเผ่ารูเบียสกลับพูดขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ในสถานการณ์ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่เคยเอ่ยปากแท้ ๆ
“แต่ผู้ใหญ่ในเผ่าน่ะสอนตลอดเลยครับ ว่าหากเราให้อารมณ์ครอบงำจนทำแต่อะไรโง่ ๆ ก็อย่าเป็นเผ่าทรงปัญญาเลยดีกว่า เป็นสัตว์อสูรไปเถอะ” เด็กชายผู้นั้นเอ่ยต่อ
คีตาทางด้านข้างเอาจมูกดุนหลังเขาน้อย ๆ อย่างไม่พอใจ ดูเหมือนมันจะไม่ชอบใจที่เด็กชายเผ่ารูเบียสเอ่ยถึงสัตว์อสูรเช่นนั้น
“ผมเลยเข้าใจว่าการจะทำดีหรือเลวน่ะ มันอยู่ที่ว่าใครเป็นคนมองมากกว่า ยังไงเกณฑ์ของแต่ละคนก็ไม่เคยเท่ากันอยู่แล้ว เพราะงั้น” เด็กชายเผ่ารูเบียสพูดพร้อมกับโอไรออน
“ถึงแม้ผมจะบอกว่าผมไม่เข้าใจก็เถอะ ผมยังคงมองว่าการฆ่าเป็นเรื่องเลวทราม แต่กลับไม่รู้สึกแย่ที่โจรสลัดพวกนั้นตายสักนิด ดังนั้นผมมั่นใจว่า”
“คุณแซฟไฟร์เป็นคนดีนะครับ” ทั้งสองประสานเสียงพูดขึ้นพร้อมกัน
นิทานได้ยินดังนั้นก็ยิ้มน้อย ๆ ขณะที่เพชฌฆาตทางด้านหลังยืนยิ้มแฉ่งดูหน่ออ่อนแห่งอนาคตทั้งสองที่เขาไม่สงสัยเลยว่าทั้งสองจะมีอนาคตที่รุ่งโรจน์เพียงใด
เสียงเอะอะโวยวายดังตามหลังมาจากกลุ่มเด็กหลายคนที่เห็นได้ชัดว่าเพียงแกล้งหลับเมื่อครู่ พวกเขาต่างเข้ามาผสมโรงกันอย่างสนุกสนาน ส่วนคีตาก็เดินวนไปมาเพื่อให้มั่นใจว่าเด็ก ๆ เหล่านี้จะไม่มีใครหกล้มหรือตกจากว่าว
“แม่ผมสอนให้ผมใจดีกับคนอื่น อย่าทำร้ายหรือรังแกใคร แต่ครั้งหนึ่งผมก็ไปชกพวกอันธพาลที่จะแกล้งน้อง ผมไม่เห็นจะรู้สึกว่าตัวเองนิสัยไม่ดีตรงไหนเลย”
“คุณครูบอกให้ส่งการบ้านให้ครบ ใครไม่ส่งจะเป็นเด็กไม่ดี แต่เพื่อนหนูเขาทำการบ้านหายตอนที่ช่วยที่บ้านเก็บเห็ดในป่า คุณครูดุใหญ่เลย แต่หนูว่าเพื่อนเขาก็พยายามหาเต็มที่แล้วนี่นา”
“ผมเคยอ่านเรื่องจอมโจรที่ขโมยของจากคนรวยขี้โกงมาให้คนจนด้วยล่ะ ผมว่าเท่มากเลยนะครับ”
หลายคนต่างส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวถกกันเรื่องที่เด็กไม่สมควรจะถกสักนิด แต่ดูเหมือนประสบการณ์เลวร้ายที่พวกเขาเผชิญมาจะสอนพวกเขาเรื่องจิตใจและความไม่แน่นอนของมนุษย์จนพวกเขาเกิดความสนใจขึ้นมา
“แต่ระวังกันด้วยนะครับ ถ้าใครโตมาเป็นคนไม่ดี ทำผิดกฎหมายล่ะก็ ผมจับไม่เลี้ยงเลยนะ” เพชฌฆาตหัวเราะพลางทำสีหน้ายียวนขู่เด็ก ๆ เหล่านี้ จะอย่างไรในฐานะหนึ่งในผู้รักษากฎหมาย การปล่อยปละละเลยจนเกินงามย่อมไม่สมควร
เด็ก ๆ เหล่านั้นหัวเราะครึกครื้นเมื่อเห็นพี่ชายสุดเท่คนหนึ่งที่ช่วยพวกตนคุยเล่นกับพวกเขาอย่างเป็นกันเอง
“ต้องระวังคุณแซฟไฟร์ด้วยนะครับ เห็นอย่างนี้เขาก็เป็นคนที่ดูแลเรื่องกฎเหมือนกันนะ ใครเป็นเด็กดื้อระวังเพซจะโผล่ไปหาตอนนอนนะ” เพชฌฆาตยังไม่หยุดแค่นั้น เขาโยงเรื่องมาถึงนิทานพร้อมทั้งชี้ไปทางคีตาที่เดินวนอยู่
มันก็รับเรื่องเป็นอย่างดี ทำสีหน้าดุขึ้นเล็กน้อยขณะที่เดินวนรอบไปมา เรียกเสียงหัวเราะจากเด็ก ๆ ได้ไม่น้อย
หน่วยพิทักษ์เมืองก็นับเป็นคนคุมกฎอยู่นี่นา นิทานคิด
“แบร่! พี่แซฟไฟร์ไม่ทำร้ายพวกเราหรอก มีแต่จะปกป้องเท่านั้นแหละ” เด็กหญิงคนหนึ่งเถียงขึ้น เธอคือเด็กหญิงจากเด็กทั้ง 3 ที่เขาช่วยไว้ในป่าชายเลน เธอเดินลงมาทิ้งตัวนั่งข้างนิทานอย่างร่าเริง
“ใช่ ใช่! พี่ชายต่างหากระวังไว้เถอะ ถ้าทำร้ายพวกเรา พี่แซฟไฟร์ไม่ยอมแน่!” เด็กชายคนหนึ่งในกลุ่มหัวเราะขึ้น พลางช่วยกันชี้ไปที่เพชฌฆาตที่เล่นด้วย ทำทีว่าตนเป็นคนร้ายไปเสียอย่างนั้น
พวกเขาหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ส่วนนิทานก็เพียงยิ้มน้อย ๆ มองอนาคตรุ่นต่อไปเหล่านี้เท่านั้น
เขาไม่ได้สนใจว่าแนวคิดของตนต้องถูกต้องที่สุดหรือสมบูรณ์แบบแต่อย่างใด มันคือสิ่งที่หล่อหลอมตัวเขาขึ้นมา คนอื่นจะคิดอย่างไรไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องใส่ใจ
ตราบใดที่เขาไม่ล้ำเส้นของตัวเองก็มากเกินพอ
เสียงเจี๊ยวจ๊าวเหล่านั้นยังดังอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้นิทานจะเริ่มคิ้วกระตุกน้อย ๆ จากเสียงที่เริ่มค่อนข้างรบกวนเขา แต่เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าหมองและหวาดกลัวของเด็ก ๆ เหล่านี้กลับกลายเป็นสดใสหัวเราะขึ้นมาเขาก็พอจะทนได้
นี่ล่ะน้า ถึงได้บอกว่าเกลียดเด็ก นิทานอมยิ้ม