เครื่องบินลงจอดที่สนามบินเทียนไห่
หลินเฉินเดินออกมาพร้อมกระเป๋าเดินทางสีดำเพียงใบเดียว
ห้าปีที่ผ่านมา…
เขาผ่านสนามรบมานับพันครั้ง
แต่วันนี้ เขากลับรู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าการเผชิญหน้าะุปืน
“ในที่สุด…ก็ได้กลับบ้าน”
หน้าบ้านหลังเล็กในย่านชานเมือง
หลินเฉินยืนอยู่หน้าประตู
ก่อนจะเคาะเบา ๆ
ก๊อก… ก๊อก…
เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้
ประตูค่อย ๆ เปิดออก
หญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า
ใบหน้าที่เคยซีดเซียว บัดนี้กลับสดใส
เธอจ้องชายตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ
“พี่…?”
หลินเฉินยิ้มทั้งน้ำตา
“พี่กลับมาแล้ว…เสี่ยวเสวี่ย”
หลินเสวี่ยวิ่งเข้ากอดพี่ชายแน่น
น้ำตาไหลไม่หยุด
“พี่รู้ไหม…หนูคิดถึงพี่แค่ไหน”
“ตั้งห้าปี…”
หลินเฉินลูบศีรษะน้องสาวเบา ๆ
“ขอโทษนะ”
“พี่กลับมาช้า”
ทั้งสองกอดกันท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น
ภายในบ้าน
หลินเฉินเปิดกระเป๋าเดินทาง
ภายในไม่ได้มีเสื้อผ้ามากนัก
แต่มีแฟ้มเอกสารหลายชุด
สมุดบัญชี
และบัตรธนาคารหลายใบ
เขาวางบัตรใบหนึ่งลงบนโต๊ะ
“เสี่ยวเสวี่ย”
“ต่อจากนี้…เราไม่ต้องกังวลเื่เงินอีกแล้ว”
หลินเสวี่ยส่ายหน้า
“หนูไม่้าเงินมากมาย”
“แค่พี่กลับมา…ก็พอแล้ว”
หลินเฉินยิ้มอย่างอบอุ่น
วันรุ่งขึ้น
ทั้งสองเดินไปโรงพยาบาล
ซูมู่หรงตรวจร่างกายหลินเสวี่ยอย่างละเอียด
หลังดูผลตรวจ เธอยิ้มกว้าง
“ผลการผ่าตัดยอดเยี่ยม”
“ตอนนี้ร่างกายแข็งแรงมาก”
“สามารถกลับไปใช้ชีวิตและเรียนต่อได้ตามปกติ”
หลินเสวี่ยดีใจจนยกมือปิดปาก
“จริงเหรอคะ!”
ซูมู่หรงพยักหน้า
“แต่อย่าหักโหมก็พอ”
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
หลินเสวี่ยกลับไปใช้ชีวิตตามปกติในโรงเรียน
เธอเดินเข้าไปในรั้วโรงเรียนด้วยรอยยิ้มสดใส
หลินเฉินยืนมองจากหน้าประตู
ก่อนยิ้มอย่างภูมิใจ
“ในที่สุด…”
“ชีวิตของเธอก็เริ่มต้นใหม่”
แม้จะมีเงินเก็บจำนวนมหาศาล
แต่หลินเฉินกลับเลือกใช้ชีวิตเรียบง่าย
เขาเช่าร้านเล็ก ๆ เปิดเป็ร้านซ่อมอุปกรณ์กลางแจ้งและอุปกรณ์แคมป์
บางวันก็รับงานส่งของ
บางวันก็ช่วยซ่อมจักรยานให้คนในชุมชน
เพื่อนบ้านคนหนึ่งถาม
“หนุ่มอย่างนายฝีมือดีแบบนี้”
“ทำไมไม่หางานบริษัทใหญ่ล่ะ”
หลินเฉินยิ้มบาง ๆ
“ผมอยากใช้ชีวิตธรรมดา”
แต่ไม่มีใครรู้ว่า…
ชายที่กำลังขันน็อตจักรยานอยู่ตรงหน้า
คืออดีตทหารรับจ้างระดับตำนานของโลก
กลางคืน
หลินเฉินออกไปวิ่งออกกำลังกายตามสวนสาธารณะ
ยังคงรักษาวินัยเหมือนตอนอยู่ในสนามรบ
ทันใดนั้น…
เสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากตรอกมืด
“ช่วยด้วย!”
หลินเฉินหยุดฝีเท้า
ดวงตาเปลี่ยนเป็เ็าในทันที
สัญชาตญาณของทหารที่หลับใหลมาห้าปี…
ตื่นขึ้นอีกครั้ง
เขาพุ่งเข้าไปในตรอกมืดโดยไม่ลังเล
ในความมืดนั้น ชายฉกรรจ์สามคนกำลังล้อมหญิงสาวคนหนึ่งไว้
“อย่าเข้ามานะ!”
หนึ่งในชายหัวเราะ
“ลูกสาวประธานบริษัทใหญ่แบบเธอ คิดว่าจะหนีพวกเราได้เหรอ”
หลินเฉินก้าวออกจากเงามืด
เสียงฝีเท้าเบาแต่หนักแน่น
“ปล่อยเธอ”
ทั้งสามหันขวับ
“แกเป็ใครวะ!”
หลินเฉินไม่ตอบ
เพียงแค่เดินเข้าไปทีละก้าว
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็กดดันอย่างน่าประหลาด
หญิงสาวมองเขาด้วยความหวาดกลัวปนหวัง
“ช่วยด้วยค่ะ…”
หลินเฉินหันไปมองเธอแวบหนึ่ง
ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ถอยไปข้างหลัง”
จากนั้น…
เขาพุ่งเข้าใส่ในเสี้ยววินาที
เสียงกระแทกดังขึ้นในความมืด
ไม่ถึงสิบวินาที
ชายทั้งสามนอนกองกับพื้นโดยไม่ทันตั้งตัว
หลินเฉินยืนอยู่ตรงกลางตรอก
หายใจนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาสั่นไหว
“คุณ…เป็ใครกันแน่”
หลินเฉินหันกลับมา
แสงไฟถนนส่องใบหน้าคมเข้มของเขา
“แค่คนผ่านทาง”
เธอพยายามตั้งสติ ก่อนเอ่ยชื่อของตัวเอง
“ฉันชื่อ อันเหยียนซี…ลูกสาวประธานบริษัทอันกรุ๊ป”
หลินเฉินพยักหน้าเล็กน้อย
“รีบกลับบ้านซะ อันเหยียนซี”
ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
โดยไม่รู้เลยว่า…
สายตาของหญิงสาวคนนั้น
ได้จดจำเขาไว้แล้วั้แ่วินาทีแรก
อีกมุมหนึ่งของเมือง
ชายสวมสูทสีดำรายงานผ่านโทรศัพท์
“ยืนยันเป้าหมาย”
“หลินเฉินใช้ชีวิตเป็พลเรือน”
ปลายสายหัวเราะเบา ๆ
“ดี…”
“เริ่มแผนเฟสสอง”
บนโต๊ะปรากฏแฟ้มเอกสารเก่า
หัวข้อเขียนไว้ว่า
คดียักยอกเงินบริษัทเทียนเซิ่ง
และด้านล่าง…
มีรูปของ จ้าวเทียนหาว
พร้อมตราประทับสีแดงคำว่า
“กำจัดพยานทั้งหมด”
หลินเฉินยังไม่รู้ว่า…
การช่วยหญิงสาวในคืนนี้
จะเป็จุดเริ่มต้นที่ดึงเขาเข้าสู่พายุอีกครั้ง
และเธอ—อันเหยียนซี
จะกลายเป็กุญแจสำคัญของาครั้งใหม่