เช้าวันใหม่ที่แสนสดใส ชายชรา สาวงาม และเด็กหญิงท่าทางอมโรคและขาดสารอาหาร นั่งอยู่ที่โต๊ะในห้อโถงชั้นหนึ่งเพื่อรับประทานอาหารเช้า ซูเมิ่งหลานเลือกดื่มโจ๊กผัก กับไข่ตุ๋นใส่เนื้อปลาบางอย่าง รสชาติค่อนข้างจืดชืด ปลาก็คาวไม่น้อย
แต่เพราะในความทรงจำเธอเห็นเด็กคนนี้เมื่อก่อนชอบกินแต่อาหารที่ทำจากแป้งและเนื้อเป็หลักไม่ยอมกินผักเลยแม้แต่ กินเสร็จมักจะปวดท้อง ท้องอืด ถ่ายลำบาก ท้องผูกเป็ประจำ
เธอกำลังสงสัยว่าเด็กคนนี้จะป่วยเป็โรคลำไส้อุดตันบางส่วน!!
ใช่แล้ว นอกจากได้รับมรดกพิษแล้ว เด็กอาจจะป่วยด้วย ไม่อย่างนั้นเด็กที่กินแต่เนื้อกับแป้ง จะผอมแห้งแต่ท้องป่องแบบนี้ได้ยังไง
หากจะถามว่าเธอรู้จักโรคนี้ได้อย่างไร ก็เพราะว่ามันค่อนข้างจะเป็โรคยอดนิยมโรคหนึ่งของเด็กไฮโซยุคศตวรรษที่ยี่สิบอย่างไรเล่า เด็กยุคนั้นถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่เหลือเฟือ ถ้าไม่เป็โรคอ้วนในเด็ก ก็จะเป็โรคนี้แหละ
โรคที่เกิดจากระบบย่อยอาหารทำงานไม่ไหว อาหารไม่ย่อย ลำไส้ดูดซึมสารอาหารไปใช้ไม่ได้ อุจจาระตกค้างในลำไส้ สุดท้ายลำไส้อุดตัน มาก ๆ เข้าลำไส้ก็จะเน่าต้องผ่าเปิดหน้าท้องเพื่อตัดเอาลำไส้ส่วนนั้นออก
แต่ตอนนี้เธอยังถ่ายอุจจาระได้อยู่ ค่อยๆ ปรับเื่อาหารการกิน เลิกดื่มชาไปก่อน ดื่มน้ำเปล่ากับน้ำขิงมากหน่อย เคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น ค่อยดูอีกทีว่าจะดีขึ้นหรือไม่ หากไม่ไหวค่อยให้ท่านยายคนงามปรุงยาระบายให้สักเทียบก็แล้วกัน
“ภรรยาเ้าดูเสี่ยวหลานสิ เก่งจริง ๆ ยอมกินปลาด้วย เด็กตัวเท่านี้ส่วนใหญ่ล้วนไม่ชอบปลา บ้างก็กลัวก้างติดคอ บ้างก็เหม็นคาว แต่หลานเรากลับกินปลาเก่งทั้งยังคายก้างออกมาเองได้ด้วย”
ชายชราชมหลานสาวอย่างปลาบปลื้ม อยู่ด้วยกันมาสองเดือน เขารู้สึกว่าหลานสาวคนนี้รู้ความกว่าลูกสาวทั้งสองของเขาตอนอายุเท่านี้มากนัก
“ความจริงปลาก็เหม็นคาวจริง ๆ นั่นแหละ แต่เช้านี้หลานรู้สึกอืดแน่นท้องเล็กน้อยเ้าค่ะ เมื่อก่อนเวลาเป็แบบนี้ ท่านหมอแนะนำท่านย่าให้สั่งห้องครัวจัดอาหารให้หลานแบบนี้ ผ่านไปหนึ่งวันก็หาย”
เด็กน้อยตอบพร้อมกับยกชามโจ๊กขึ้นซดจนหมดชาม
“ย่าเ้านับว่าเป็คนอยู่ ยังรู้จักใส่ใจเ้าบ้าง ช่างเถอะ อย่าพูดถึงพวกเขาเลย กินเข้า ๆ เสร็จแล้วยายจะพาไปเดินเล่นรอบเมืองนี้”
ท่านยายคนงามพูดพลางทำหน้าไม่พอใจเมื่อกล่าวถึงแม่สามีของลูกสาวคนโต พร้อมกับตัดบทไม่ให้ใครพูดถึงอีก
เดิมทีนางไม่ค่อยพอใจกับการแต่งงานของบุตรสาวคนโตนัก เพราะตะกูลซูเป็ตระกูลใหญ่ มีการแก่งแย่งซับซ้อน ตัวซูป๋อเหล่ยบิดาของซูหย่วนดำรงตัวแหน่งอัครเสนาบดีและเป็ผู้นำตระกูลนั้น พยายามผลักดันให้ลูกชายตนได้แต่งกับลูกสาวนางเต็มที่ เพราะเขามีลูกชายอยู่คนเดียว
แต่บรรดาพี่ชาย น้องชายกลับมีลูกชายอีกหลายคน มิหนำซ้ำบรรดาหลานพวกนั้นยังมีคนที่โดดเด่นกว่าลูกชายซูป๋อเหล่ยอีกด้วย
ดังนั้นเพื่อให้ลูกชายตนสามารถได้รับการยอมรับให้เป็ผู้สืบทอดผู้นำตระกูลจากผู้าุโของตระกูลทั้งหลาย การเกี่ยวดองกับบุตรสาวคนโตของท่านราชครูอย่างจางไท่ฝูจึงเป็เื่สมควรยิ่ง
อย่าลืมว่าแม้จางไท่ฝูต้องค้อมคำนับให้บรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย แต่ตำแหน่งที่ยืนกลับอยู่เคียงที่ประทับของฝ่าาเชียวนะ เพราะฉะนั้นการที่ซูหย่วนไปได้แต่งงานกับ คุณหนูจางจิ่วเย่ว นั้นก็เทียบได้กับการได้แต่งงานกับพวกท่านหญิง ลูกสาวของอ๋องทั้งหลายเลยแหละ
ชิ....คางคกหวังอยากกินเนื้อหงษ์ชัด ๆ
แต่จะทำอย่างไรได้ บุตรสาวของนางดันไปตกหลุมรักปักใจกับซูหย่วนั้แ่ตอนไหนไม่รู้ ตัวนางที่ตั้งปณิธานว่าจะให้บุตรสาวได้แต่งกับชายที่มีใจรักกันเหมือนดั่งตอนที่ตนแต่งให้จางเป่าเท่านั้นจึงได้ยอมตามน้ำไป
แต่เ้าลูกเขยสารเลวนั่น พอแต่งลูกสาวนางไปไม่นานก็เริ่ม ไปไหนมาไหนกับคุณหนูสกุลเซี่ยให้คนเห็น ปล่อยลูกสาวนางที่ตั้งครรภ์ลูกแฝดตรอมใจอยู่ในจวน
พอลูกสาวคลอดเ้าใหญ่กับเ้ารอง ซูหย่วนก็แต่งคุณหนูผู้นั้นเข้ามาเป็ฮูหยินรอง ปากก็บอกว่าแต่งเพราะรักษาชื่อเสียงนาง แต่กลับให้ความรักใคร่ ดูแลเทียบเคียงกับฮูหยินเอกอย่างลูกสาวนาง ตอนนั้นซูฮูหยินยังไม่เลอะเลือนเท่าตอนนี้ ก็ยังช่วยปรามช่วยกดบ้าง
จนหกปีให้หลังลูกสาวนางคลอดหลานสาวตัวน้อยออกมาประจวบกับใกล้หมดอายุขัยตามพิษในตัวนาง ปีนั้นซูหย่วนได้กลายเป็ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลมาสามปี มีฐานะมั่นคงแล้ว ตระกูลเซี่ยเจริญรุ่งเรืองกว่าเมื่อก่อนมาก นางจึงได้เห็นธาตุแท้ของตระกูลซู
ยิ่งพอบุตรสาวนางจากไป สามีของนางลาออกจากราชสำนักทุกอย่างยิ่งชัดเจน ซูหย่วนไม่สนใจธรรมเนียมไว้ทุกข์ให้ภรรยาเอกหนึ่งปีเลยด้วยซ้ำ
ทันทีที่ฝังศพลงหลุมก็ประกาศให้เซี่ยซิ่วอิงขึ้นเป็ฮูหยินเอกทันที ภายใต้การสนับสนุนของของซูป๋อเหล่ยและซูฮูหยิน โดยอ้างเหตุผลว่าลูกยังเล็กขาดแม่มาดูแลไม่ได้
สารเลวจริง ๆ คอยดูเถอะ..........หลานสาวของนางโตเมื่อไหร่นางจะเล่าเื่นี้ให้หลานสาวฟังให้หมด หลานสาวจะได้รู้ว่าคนพวกนี้สารเลวเพียงใด
แต่ท่านยายคนงามไม่อาจรู้ได้เลยว่าความจริงแล้วหลานสาวตัวน้อยของนางรู้และวิเคราะห์เื่ราวทั้งหมดได้ั้แ่อ่านนิยายยังไม่จบแล้ว แถมยังวิเคราะห์ได้ด้วยว่าที่ซูหย่วนรักลูกลำเอียงขนาดนี้
ไม่ใช่เพียงเพราะรักเซี่ยซิ่วอิงมากว่าจางจิ่วเย่วอย่างเดียวด้วยหล่ะ.......นี่แหละ เ้าหน้าตัวเมียเวอร์ชั่นโบราณของจริง
.
.
่ปลายยามเฉิน (เวลา7.00-9.00 น.) บรรยากาศของตลาดเมืองซินเจียงคึกคักเป็พิเศษ เพราะมีคาราวานพ่อค้าเร่ ที่รับของจากพ่อค้าเปอร์เซียมาจากท่าเรือทางเหนือมาขายพอดี
มีทั้งผ้าไหมลวดลายแปลกตา ผ้าขนสัตว์หนานุ่ม หนังสัตว์ผืนใหญ่ ต้นไม้และเครื่องเทศแปลก ๆ ตำราที่เขียนด้วยภาษาไม่คุ้นเคย และยังมีไข่มุกที่ขายเหมายกหีบอีกไม่น้อย
“เสี่ยวหลาน ไปดูผ้าพวกนั้นกันเถอะลูก เดี๋ยวยายจะตัดชุดใหม่ให้เ้าหลาย ๆ ชุดหน่อย โชคดีจริงๆ ที่ มาเจอกับขบวนพ่อค้าเร่พวกนี้ เ้ารู้หรือไม่ ของพวกนี้หากนำไปขายที่เมืองหลวงราคาจะสูงขึ้นกว่าสิบเท่าเลยนะ”
ท่านยายคนงามจูงมือหลานสาวเร่งไปยังร้านของขบวนพ่อค้าเร่ ขณะที่เอามือป้องปากกระซิบกระซาบกับหลานสาวราวกับบอกความลับสุดยอด
“ซื้อไปมาก ๆ แล้วเราจะขนไปได้ยังไงเ้าคะ ไหนท่านยายบอกว่าเรายังต้องผ่านอีกตั้งหลายเมือง กว่าจะถึงที่หมาย”
ซูเมิงหลานอดที่จะเตือนสติท่านยายไม่ได้ หากปล่อยให้นางถูกปีศาจชอปปิ้งเกิร์ลเข้าสิงได้ คาดว่าคงต้องซื้อรถม้าขนของเพิ่มอีกคัน
“ฮ่า ๆ หลานน้อยไม่ต้องกังวลไป เ้าเห็นกำไลนี่หรือไม่ นี่เรียกว่ากำไลมิติ เอาไว้เก็บของได้มากมาย ท่านตาเล็กของเ้าเป็คนสร้างเอง เดี๋ยวไปถึงที่นั่นยายจะพาเ้าไปคารวะแล้วขอแหวนมิติจากเขาสักวง ฮิฮิ”
อืม.....เธอได้เห็นความมหัศจรรย์อีกอย่างของโลกใบนี้แล้ว แหวนมิติ มีอยู่จริง ว่าแต่ ในนิยายไม่เห็นกล่าวถึงเลย ตกลงทะลุเข้ามาในนิยายจริง ๆ หรือเปล่าเนี่ย
“โอ้ เช่นนั้น หลานจะซื้อมากเท่าไหร่ก็ได้ใช่หรือไม่เ้าคะ”
เด็กหญิงถามด้วยแววตาที่เปล่งประกาย อา เธอกำลังจะถูกปีศาจชอปปิ้งเกิร์ลครอบงำเสียแล้ว!!
“เอาสิ เ้าอยากซื้ออะไรก็ซื้อได้เต็มที่เลย ทั่วทั้งแคว้นอู่นี้ผู้ที่ร่ำรวยกว่ายายของเ้าเห็นจะมีแต่ฮ่องเต้เท่านั้นหล่ะ”
ท่านยายคนงามพูดโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจ แน่ละ!! แค่กำไรจากการขายยาคืนวัยของนางแต่ละครั้งก็เกินแสนตำลึงแล้ว น่าเสียดายที่เข้าเมืองหลวงครั้งนี้นางอารมณ์ไม่ดี เลยไม่ได้เข้าไปเยี่ยมไทเฮาสักหน่อย ไม่เช่นนั้นนางคงจะขายยาคืนวัยได้หลายเม็ดอาจจะรวยกว่าฮ่องเต้จริงๆ ก็ได้
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิดเ้าค่ะ หลานชอบการซื้อของแบบไม่จำกัดวงเงินที่สุด”
ซูเมิ่งหลานตอบรับแล้วะโโลดเต้นไปกับท่านยาย ั้แ่ได้ดื่มยาบำรุงเป็ประจำ ทำให้ร่างนี้มีแรง กระปี้กระเป่าขึ้นมาก ส่วนท่านยายก็เดินไปกับหลานอย่างอารมณ์ดี.......ว่าแต่ ไม่จำกัดวงเงินคืออะไร
สงสัยนางจากเมืองหลวงไปหลายปี สำนวนการพูดของคนเมืองหลวงจึงต่างออกไป หรือเ้ารองตัวดีจะสอนอะไรน้องแปลก ๆ อีก
เมื่อสองยายหลานเข้าไปในตลาด มหกรรมช้อปแหลก ไม่มีร้านไหนแจกก็ยังเหมาหมด ก็เกิดขึ้น พวกนางซื้อทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด ผ้าขนสัตว์ หนังสัตว์ และที่ซูเมิ่งหลานสนใจที่สุดเห็นจะเป็ผ้าน้ำมันโปร่งแสงนี่แหละ ท่านยายบอกว่าปกติผ้าพวกนี้เขาจะนำมาตัดเสื้อคลุมกันฝน กันหิมะ ใช้ครั้งละไม่มากนัก
แต่เธอกลับนึกไปถึงสวนผักของพ่อกับแม่ในชาติก่อน เวลาปลูกพริกหรือมะเขือพวกเขาจะปลูกโดยใช้พลาสติกปูคลุมดินไว้กันหญ้าขึ้นและกันน้ำระเหยเร็วเกินไป เจาะรูไว้แค่ตรงต้นมันขึ้น จะได้ไม่เสียเวลาถางหญ้าและช่วยประหยัดน้ำที่ใช้รดด้วย นับว่าสะดวกมากทีเดียว
ท่านยายบอกว่าที่สำนักมีการปลูกสมุนไพรใช้เอง ต้องแรงงานคนจำนวนมากเพื่อดูแปลงสมุนไพร บางทีซื้อผ้าพวกนี้ไป อาจจะได้ใช้ประโยชน์ ยังไงท่านยายก็สวยและรวยมากอยู่แล้ว เหมาไปหมดนี่แหละ
ต่อมาก็ถึงร้านขายไข่มุกเปอร์เซีย พ่อค้าจะขายยกหีบคละขนาด สีและรูปร่างกันไป เพียงหลานสาวไปยืนจ้องอยู่หน้าร้าน ท่านยายคนสวยและรวยมากก็เหมาไข่มุกให้นางสิบกว่าหีบ....คงจะให้นางไปดีดเล่นแทนลูกแก้วกระมัง
หลังจากเที่ยวเล่น เหมาตลาดผ่านไปเกือบสองชั่วยาม ในที่สุดก็ถึงร้านที่ท่านยายไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้หลานซื้อจนได้ นั่นคือร้านขายเมล็ดพันธ์และเครื่องเทศจากเปอร์เซีย ที่มีตำราภาษาประหลาดตั้งอยู่ถึงสามหีบ และสิ่งที่หลานสาวของนางยืนยันจะซื้อให้ได้ก็คือตำราสามหีบนี้แหละ
ซูเมิ่งหลานสนใจตำราสามหีบนี้มาก มันเป็ตำราภาษาอังกฤษกับสเปนปะปนกัน ที่มีทั้งบันทึกการเดินทาง คู่มือปลูกพืช คู่มือก่อสร้าง แม้แต่คู่มือทางการแพทย์พื้นฐานพวกกายวิภาคชาย-หญิง รวมถึงนิยายด้วย
ที่สำคัญมันมีพจนานุกรมแปลเป็ภาษาจีนตัวเต็ม ซึ่งเป็ภาษาที่ใช้ในแคว้นอู่ด้วย เพราะฉะนั้นเธอมั่นใจว่าเธออ่านรู้เื่แน่นอน
ต้องบอกก่อนว่าในชีวิตก่อน เพื่อที่จะขยายตลาดของบริษัทสปา เธอต้องวิ่งรอก ระหว่างห้องแลปกับต้องเดินทางไปเปิดตลาดเองถึงแปดปี ั้แ่จบปริญญาโทแล้วจนกระทั่งวางมือมาบริหารอย่างเดียว
ทำให้เธอสามารถ พูด อ่าน เขียนได้ทั้งอังกฤษสำเนียงบริติช สำเนียงอเมริกัน แล้วยังมีฝรั่งเศษ สเปน อิตาลี รัสเซีย และเยอรมัน อีกด้วย
จะว่าไปก็นับว่าเป็พร์อย่างหนึ่งของเธอได้เช่นกัน เธอเป็คนที่ความจำดีมาก แม้จะไม่ได้เห็นผ่านตาแล้วจำได้เลย แต่ก็จำได้หลังจากได้อ่านหรือฟังไม่เกินสามรอบแน่นอน และที่สำคัญคือถ้าจำได้แล้วจะไม่ลืมเลือน
การันตีจากคะแนนสอบเอ็นทรานส์ตอนม.6 ที่สูงกว่าเด็กสอบเข้าคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของไทยในปีนั้น
แต่เพราะแม่เธอเชื่อในคำทำนายจากพระภิกษุรูปหนึ่งที่เคยทำนายชะตาชีวิตเธอั้แ่ยังเป็เด็ก ว่าชีวิตเธอนั้นยิ่งไปอยู่ไกลจากบ้านเกิดเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเจริญรุ่งเรืองและสุขสบายมากขึ้นเท่านั้น แม่เลยสนับสนุนให้เธอไปเรียนเมืองนอกอย่างเต็มที่ แม่บอกว่าเพราะไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตนเอง
อืม…….จะว่าไปตอนนี้เธอก็อยู่ไกลจากสังขละบุรีมากเลยนะ มากจนถึงขั้นอยู่คนละโลกเลย.....แสดงว่าชีวิตนี้เธอต้องสุขสบายสุด ๆ ไปเลยหรือเปล่า
ส่วนหร่วนจิง ท่านยายคนสวยและรวยมากนั้น นางดูแล้วว่านี่คือตำราของชาวเปอร์เซีย ไม่มีภาษาของแคว้นข้างเคียงอย่าง แคว้นหูเป่ย แคว้นเย่ว์ แคว้นหนานหมาน หรือหมู่เกาะไห่หนันที่นางและสามีสามารถสอนได้ปะปนอยู่เลย
แม้จะมีตำราพจนานุกรมแปลเป็ภาษาอู่อยู่หนึ่งเล่มก็จริง แต่จะแน่ใจได้อย่างว่ามีคำแปลทุกคำ แบบนี้ซื้อไปจะไม่เสียเวลาเปล่าหรอกหรือ
“ท่านยายเ้าขาข้าอ่านเข้าใจจริง ๆ เ้าค่ะ หากคำไหนไม่เข้าใจ ข้าค่อยเขียนจดหมายไปถามพี่ชายทั้งสองก็ได้เ้าค่ะ พี่ชายเรียนภาษาเปอร์เซียพวกนี้ั้แ่สี่ขวบจนตอนนี้พูดคุยกับพวกเปอร์เซียได้คล่องแล้วด้วย”
ซูเมิ่งหลานออดอ้อนยืนยันจะเอาให้ได้ แต่เื่ที่เด็กน้อยพูดเป็ความจริง เพราะซูหย่วนเป็คนมองการณ์ไกล รู้ว่าในอนาคตย่อมมีการส่งทูตไปยังดินแดนห่างไกลเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี
หากตระกูลใดที่มีคนมีความสามารถ ส่งไปเป็ทูตแดนไกลได้ย่อมได้รับการปูนบำเหน็จอย่างสูง ตระกูลนั้นก็จะอยู่ในราชสำนักได้อย่างมั่นคงขึ้นอีก
แม้ว่าการเดินทางจะอันตรายสักหน่อย หรือทูตคณะนั้นอาจจะไม่ได้กลับมาเลย แต่แล้วอย่างไรเล่า เขาไม่ได้มีลูกชายแค่สองคนอย่าง ‘ซูห้าวเหวิน’ กับ ‘ซูซานไห่’ สักหน่อย ยังมี ‘ซูิเหอ’ ที่เป็ลูกของเขากับเซี่ยซื่ออีกคน ลูกคนนี้ต่างหากที่เขาตั้งใจอยากให้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลต่อจากเขา
แต่นั่นก็เป็ความคิดของซูหย่วนแหละนะ ตอนนี้ยังไม่เกี่ยวกับซูเมิ่งหลานสักหน่อย
“เช่นนั้นก็ได้ ยายจะซื้อให้เ้า หากอ่านไม่ได้ค่อยเอาไปจุดทำเชื้อไฟเสียก็แล้วกัน”
สุดท้ายท่านยายคนสวยและรวยมากก็ยอมหลานสาวตัวน้อยจนได้
ซูเมิ่งหลานอดขำไม่ได้ เธอคิดว่าเธอรู้แล้วหล่ะว่าทำไมซูเมิ่งหลานในนิยายถึงได้อ่อนปวกเปียกแบบนั้น จากการสังเกตมาสองเดือนนี้ นางถูกท่านตากับท่านยายเลี้ยงอย่างประคบประหงมขั้นสุดแบบนี้นี่เอง ไม่เคยมีครั้งไหนที่บอกว่าไม่ได้ ไม่เคยมีอะไรให้ผิดหวังหรือเสียใจ หากตัวตนที่แท้จริงของเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่อายุเพิ่งผ่านเลขสี่มาไม่กี่เดือน ป่านนี้จะเสียคนได้เหมือนกัน