ข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 91 ถอดยศปลดเป็นสามัญชน

            เป่าหวาสารภาพผิดโดยยอมรับว่านางได้รับคำสั่งจากเหยาเชียนเชียนให้วางยาพิษทำร้ายองค์ชายในครรภ์ของอวี๋เฟย

             เมื่อกระทรวงราชทัณฑ์เข้ามาพาตัวเหยาเชียนเชียนไป ยามนั้นนางกำลังเล่านิทานให้อาเหยียนฟังอยู่ เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนกก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแล้ว

             “ห้ามผู้ใดแตะต้องท่านแม่ของข้า!”

             อาเหยียนกางแขนออกขวางอยู่ข้างหน้า ด้วยหวังว่าการทำเช่นนี้จะสามารถบังตัวเหยาเชียนเชียนไว้ได้

             “เสี่ยวซื่อจื่อ พวกเราได้รับคำสั่งมาจากฮ่องเต้ พระองค์อย่าทำให้พวกเราลำบากใจเลยนะขอรับ”

             เหยาเชียนเชียนถอนหายใจเบาๆ จากนั้นก็ยิ้มพลางลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “อาเหยียนเด็กดี อยู่ที่จวนรอท่านพ่อกลับมานะ แม่ไม่เป็นอะไร”

             เนื่องจากความพิเศษของตำแหน่งหวังเฟย ดังนั้นนางจึงไม่ถูกสวมกุญแจมือ เหยาเชียนเชียนพยักหน้าอย่างปลงตก และเมื่อเดินตามคนกลุ่มนั้นไปจนถึงหน้าจวน นางก็เห็นเป่ยเหลียนโม่กำลังรออยู่ตรงนั้นพอดี

             “เปิ่นหวังจะไปกับเจ้า”

             เหยาเชียนเชียนยิ้มน้อยๆ “เช่นนั้นก็ลำบากท่านอ๋องแล้ว”

             เพราะมีเป่ยเหลียนโม่อยู่ด้วย นางจึงหลีกเลี่ยงการถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนและเดินเท้าเข้าสู่วังหลวงราวกับนักโทษไปได้ ภายในรถม้า เหยาเชียนเชียนครุ่นคิดอยู่นาน นางยังอยากเอ่ยกำชับอะไรสักหน่อย

             “อีกประเดี๋ยวท่านอ๋องอย่าได้โต้เถียงกับเสด็จพ่อเพื่อหม่อมฉันเลยนะเพคะ อาเหยียนยังเด็ก วันนี้ก็ทำเขาเสียขวัญมากพอแล้ว หลังจากพระองค์เสด็จกลับจวนไปแล้วได้โปรดช่วยปลอบโยนเขาด้วยนะเพคะ”

             เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดจา เหยาเชียนเชียนจึงเม้มปากเล็กน้อยและกล่าวต่อว่า “อาเหยียนไม่ชอบทานผัก หากท่านอ๋องสามารถเล่านิทานสักเรื่องให้เขาฟังระหว่างทานข้าวทุกมื้อได้ เช่นนั้นเขาก็จะยอมทานผักแต่โดยดี หรือว่าจะทำเป็นน้ำแกงก็ได้เหมือนกันเพคะ เขาไม่แขยงน้ำแกงผัก”

             “เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเรื่องพวกนี้” เป่ยเหลียนโม่ขัดจังหวะนาง “คงไม่ใช่เพราะวันหน้าเจ้าจะไม่ดูแลเขาอีกแล้วใช่หรือไม่?”

             เหยาเชียนเชียนฝืนยิ้มอย่างขมขื่น นางแค่คิดด้วยเกรงว่าจะไม่มีโอกาสเช่นนั้นอีกแล้ว

             “ท่านอ๋องอย่าถือโทษเป่าหวานะเพคะ หม่อมฉันไม่คิดว่านางมีเจตนาร้ายใดๆ นางเป็นเพียงหญิงสาวบอบบางคนหนึ่งเท่านั้น จึงไม่สามารถทนต่อการลงโทษได้เพคะ ในเมื่อยอมรับไปแล้ว หม่อมฉันก็ไม่อาจถือโทษนางได้”

             เหยาเชียนเชียนเลิกม่านขึ้นทอดมองออกไปยังตลาดอันคึกคักข้างนอกแล้วรู้สึกนึกเสียดายในใจเล็กน้อย อันที่จริงนางยังไม่เคยกินอาหารเลิศรสบนถนนเส้นนี้เลยสักครั้ง

             “ท่านอ๋องดีกับหม่อมฉันมาก และหม่อมฉันก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก ครั้งนี้ต้องประสบกับหายนะใหญ่หลวงก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ หากมีโอกาส วันหน้าหม่อมฉันก็ยังอยากล่องเรือชมทิวทัศน์ร่วมกับท่านอ๋องอีกสักครั้งเพคะ”

             เป่ยเหลียนโม่จับมือเหยาเชียนเชียนขึ้นมาแล้วกุมมือนางไว้ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ว่า “เปิ่นหวังจะไม่ปล่อยให้เจ้าตาย”

             เหยาเชียนเชียนพลันตาแดงก่ำ นางเองก็ไม่อยากตายเช่นกัน ทว่าอวี๋เฟยเสียลูกไปแล้ว และนั่นเป็นถึงบุตรของฮ่องเต้ การลอบทำร้ายองค์ชายและพระสนม ต่อให้นางเป็นหวังเฟยแล้วอย่างไร หากหมายจะลงโทษนางจริงๆ เกรงว่านางคงไม่อาจทนรับการลงโทษได้เท่าเป่าหวาเป็นแน่ 

             รถม้าค่อยๆ จอดเทียบลงหน้าประตูวัง เป่ยเหลียนโม่ประคองหญิงสาวลงจากรถม้า มือเล็กข้างหนึ่งช่วยเขาจัดระเบียบคอเสื้ออย่างแผ่วเบา ก่อนเหยาเชียนเชียนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด

             “ท่านอ๋อง ไม่ว่าอีกครู่ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ท่านอ๋องโปรดอย่าปะทะกับเสด็จพ่อเลยนะเพคะ เพื่ออาเหยียน ตกลงหรือไม่เพคะ?”

             เป่ยเหลียนโม่หลุบตาลงและจูงมือนางเข้าไปในวังหลวงด้วยกัน แต่กลับถูกขวางไว้หน้าประตูตำหนัก ข้าหลวงมองเขาอย่างลำบากใจ

             “ท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงรับสั่งให้พระองค์รออยู่ที่นี่สักครู่พ่ะย่ะค่ะ”

             เหยาเชียนเชียนแตะมือเขาเบาๆ และเดินเข้าไปในตำหนักเพียงลำพัง ฮ่องเต้ลืมตามองนาง ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกได้

             “สาวใช้ที่ติดตามรับใช้เจ้าสารภาพแล้ว เจ้ายังมีสิ่งใดจะอธิบายอีกหรือไม่”

             เหยาเชียนเชียนคุกเข่าลงกลางตำหนักด้วยท่าทางนอบน้อม

             “หม่อมฉันทราบดีว่าเหตุใดเป่าหวาจึงยอมรับสารภาพ หม่อมฉันยังคงยืนยันคำเดิมเพคะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหม่อมฉัน เสด็จพ่อโปรดตรวจสอบให้ชัดเจนด้วยเพคะ”

             ฮ่องเต้โยนขนหมาป่าในมือลงไป ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นเดินลงมาจากบัลลังก์และค่อยๆ เดินไปตรงหน้านาง ความน่าเกรงขามของโอรสสวรรค์นั้นเพียงพอที่จะทำให้คนผู้หนึ่งรู้สึกหวาดหวั่น ทว่าเหยาเชียนเชียนเพียงแค่หลุบตาลงและคุกเข่าเหยียดหลังตรงราวกับไม่ได้ถูกกดดันโดยมวลพลังงานนั้นเลยแม้แต่น้อย

             “เจ้าจะให้เจิ้นตรวจสอบอันใดอีก อวี๋เฟยและเจ้ามีเรื่องบาดหมางใจกัน และเจ้าก็แค้นเคืองนางอยู่ในใจ ดังนั้นจึงฉวยโอกาสจากการเดินทางไปยังสุสานหลวงสั่งให้สาวใช้ลอบทำร้ายนาง เรื่องนี้มีพยานบุคคลและพยานวัตถุชัดเจนแล้ว เจิ้นยังต้องสืบสาวราวเรื่องอันใดอีก?”

             เหยาเชียนเชียนเชิดคางขึ้นเล็กน้อย นางกล่าวเน้นย้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำด้วยเสียงดังกังวานและมีพลัง

             “สิ่งที่เสด็จพ่อสืบสวนย่อมต้องเป็นคนร้ายตัวจริงเพคะ หากเสด็จพ่อยินยอมให้อวี๋เฟยเหนียงเหนี่ยงเกลียดชังคนผิดไปตลอดชีวิต และทำให้องค์ชายที่ยังไม่ไปเกิดใหม่กลายเป็นวิญญาณอาฆาตและไม่สงบสุข เช่นนั้นการลงทัณฑ์หม่อมฉันตามที่พระองค์ปรารถนาก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลยเพคะ”

             ใบหน้าของฮ่องเต้มืดครึ้ม เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วแต่นางก็ยังไม่ยอมรับผิด หรือนางคิดว่าอาศัยเพียงกำลังของเป่ยเหลียนโม่เพียงคนเดียวจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้? เขารู้ว่าเวลานี้เป่ยเหลียนโม่อยู่นอกตำหนัก แต่แล้วอย่างไรเล่า

             “ยามนี้มีพร้อมทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุ หากเจิ้นจะลงทัณฑ์เจ้าก็สมเหตุสมผลแล้ว เจ้าคงไม่ได้คิดว่าโม่เอ๋อร์จะสามารถเพิกเฉยต่อธรรมเนียมปฏิบัติ และถือหางคนผิดเช่นเจ้าได้หรอกกระมัง?”

             ในที่สุดเหยาเชียนเชียนก็เงยหน้าขึ้น นางทอดมองไปยังฮ่องเต้ด้วยแววตาวาวโรจน์

             “เสด็จพ่อตรัสว่ามีพร้อมทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุ และดอกยี่โถขาวนั้นถูกค้นเจอจากตัวเป่าหวา ทว่ามีผู้ใดเห็นกับตาหรือไม่ว่านางเป็นคนใส่มันลงไปในชามยาของอวี๋เฟยเหนียงเหนี่ยง พยานบุคคลที่เสด็จพ่อกล่าวเป็นเพียงคนที่ยอมสารภาพเพราะถูกทรมานจนไม่อาจทนไหวอีกต่อไป อย่าว่าแต่สตรีบอบบางอย่างนางเลย ต่อให้มีกล้ามเนื้อทองแดงหรือกระดูกเหล็กก็ไม่อาจทานทนต่อเครื่องมือทรมานที่ถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย คำตอบที่เสด็จพ่อทรงต้องการ พวกเขาก็ย่อมต้องไปเค้นมาให้ ผลลัพธ์เป็นอย่างไรก็เห็นได้ชัดเจนตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือเพคะ”

             “บังอาจ!”

             ฮ่องเต้แผดเสียงดังด้วยความกริ้วโกรธ “เจ้ากล้าว่าเจิ้นใส่ความเจ้าหรือ?”

             เหยาเชียนเชียนโขกศีรษะและกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”

             ท่าทีเช่นนั้นทำให้ฮ่องเต้กริ้วเสียจนวิงเวียนศีรษะ หลักฐานมากมายวางอยู่ตรงหน้า แต่นางกลับยังไม่ยอมรับความผิด ทั้งยังมากล่าวเรื่องอันใดอีก?

             เขาสั่งให้คนทรมานสาวใช้ผู้นั้นอย่างสาหัส นั่นเป็นเพราะเขามีราชโองการแก่กระทรวงราชทัณฑ์ว่าต้องการให้นางปริปากใส่ร้ายผู้เป็นนายหรือ?

             “เจ้านี่ช่างไม่สนใจกฎหมายเอาเสียเลย กระทั่งกับเจิ้นก็ยังกล้าใส่ร้ายกันได้ เพราะเจ้าเป็นหวังเฟย เจิ้นจึงต้องปรึกษากับกระทรวงราชทัณฑ์เพื่อทรมานนางจนยอมรับสารภาพเพื่อใส่ร้ายเจ้าหรือ เจ้ากล่าวเช่นนี้หมายความว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเจิ้น เป็นเพราะเจิ้น เจ้าจึงต้องเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยความคับข้องใจ!”

             เหยาเชียนเชียนคุกเข่านิ่งอยู่บนพื้นและกล่าวเสียงเรียบว่า “หม่อมฉันมิกล้า หม่อมฉันไม่ได้มีเจตนาหมายความเช่นนั้นเพคะ”

             ความรังเกียจที่ฮ่องเต้มีต่อนาง นางสัมผัสได้ตั้งแต่ยามที่ได้พบฮ่องเต้เป็นครั้งแรก ในคราแรกนางหวาดกลัวมาก เพราะถึงอย่างไรนั่นก็เป็นถึงฮ่องเต้ จะรอดหรือตายล้วนขึ้นอยู่กับความคิดของอีกฝ่ายเพียงผู้เดียว

             แต่หลังจากลองมาครุ่นคิดดูแล้ว คนที่สามารถขึ้นเป็นกษัตริย์ได้จะต้องไม่ทำตามอำเภอใจเช่นนั้น โดยปกตินางก็ไม่ค่อยได้พบเขาบ่อย ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงสักหน่อยก็พอแล้ว

             แต่ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าครั้งนี้นางจะต้องตกอยู่ในกำมือเขาอยู่ดี อีกทั้งยังไม่ใช่คดีธรรมดา ทว่าเป็นถึงคดีลอบทำร้ายพระสนมและองค์ชายซึ่งมีโทษประหารอย่างไม่ต้องสงสัย

             หากให้พูดแบบหยาบๆ คือเหยาเชียนเชียนก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าคนที่เป็นฮ่องเต้จะยังคงไร้ยางอายเช่นนี้ได้อีก

             “เสด็จพ่อ” เป่ยเหลียนโม่ผลักข้าหลวงออกแล้วเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาคุกเข่าลงหน้าโต๊ะทรงอักษรแล้วโขกศีรษะ “เรื่องนี้ยังมีข้อสงสัยอีกมาก เสด็จพ่อโปรดสืบหาความจริงให้กระจ่าง หากเสด็จพ่อทรงโปรดให้ลูกรับผิดชอบเรื่องนี้ ลูกจะมอบคำอธิบายแด่เสด็จพ่อและอวี๋เฟยเหนียงเหนี่ยงได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

             ฮ่องเต้ดื่มชาที่เย็นชืดไปครึ่งจอกก่อนจะค่อยๆ ใจเย็นลง เมื่อฟังคำของเป่ยเหลียนโม่จบแล้วก็หัวเราะอย่างเย็นชา

             “จะเสียเวลาทำเช่นนั้นไปไย เจ้าควรจะรู้จักหลบเลี่ยงข้อสงสัยจึงจะถูก อีกอย่างคือเรื่องนี้ได้ข้อสรุปแล้ว เพียงแค่ส่งตัวนางให้กระทรวงราชทัณฑ์...”

             “ลูกยินดีใช้ชีวิตของลูกเป็นประกัน เรื่องนี้ไม่ใช่ฝีมือของหวังเฟยพ่ะย่ะค่ะ” เป่ยเหลียนโม่โขกศีรษะ “เสด็จพ่อโปรดทรงอนุญาตให้ลูกตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยเถิด”

             เหยาเชียนเชียนรู้สึกราวกับว่าศีรษะนั้นกระแทกลงมาบนหัวใจของนาง ทำให้นางเผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเป่ยเหลียนโม่จะทำเพื่อนางได้ถึงขนาดนี้

             ฮ่องเต้ขมวดคิ้วมุ่น เขาประทับอยู่ที่โต๊ะทรงอักษรพลางมองไปยังพวกเขาที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าอย่างเป็นระเบียบ เป่ยเหลียนโม่คือบุตรชายที่เขารักที่สุด ทว่ายามนี้กลับยอมกระทั่งสละชีวิตของตนเพื่อสตรีนางหนึ่ง

             เขากริ้วเสียจนหัวเราะออกมา ก่อนจะตบโต๊ะทรงอักษรอย่างแรง “ตกลง เจิ้นจะให้เจ้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ เจิ้นอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะสืบพบสิ่งใดอีก หากเจ้ากล้าใช้สถานะอ๋องในทางบังคับหรือชักจูง เจิ้นจะลงทัณฑ์เจ้าไปพร้อมกับนางด้วย!”

             “ขอบพระทัยเสด็จพ่อ” เป่ยเหลียนโม่น้อมคำนับ ก่อนจะได้ยินฮ่องเต้กล่าวอีกว่า “ไม่ต้องรีบขอบคุณ เรื่องนี้แพร่ไปถึงหูทั้งฝ่ายราชสำนักและฝ่ายราษฎรทราบโดยทั่วกันแล้ว เหยาเชียนเชียนจำเป็นต้องถูกลงทัณฑ์ชั่วคราว”

             ฮ่องเต้ทอดมองคนเบื้องล่างด้วยสายตาเย็นชา “นางโต้แย้งเจิ้นต่อหน้าราชสำนัก ประกอบกับยามนี้เรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจนแล้ว เจิ้นจะปลดนางเป็นสามัญชนและเนรเทศออกจากนครหลวง หากเจ้าสืบไม่พบความจริง เหยาเชียนเชียนจะไม่ได้ก้าวเข้ามาในนครหลวงแห่งนี้อีกเลยตลอดชีวิต”

             ปลด...

             เป่ยเหลียนโม่ลุกขึ้นยืนทันที เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างชัดเจน เหตุใดจึงต้องปลดนางออกจากตำแหน่งหวังเฟย!

             “เสด็จพ่อ” ทันทีที่เขากำลังจะเอ่ยโต้แย้ง กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นบนฝ่ามือเสียก่อน เหยาเชียนเชียนเงยหน้าขึ้นมายิ้มบางๆ ให้เขาและส่ายหน้าเบาๆ

             ผลลัพธ์นี้ก็นับว่าไม่แย่นัก หากยิ่งโต้แย้งอีกก็เกรงว่าจะมีแต่ยั่วยุให้ฮ่องเต้กริ้วโกรธมากขึ้น และจะทำให้สองพ่อลูกโกรธเคืองกันอีกด้วย

             “ขอบพระทัยฝ่าบาท” เหยาเชียนเชียนโขกศีรษะด้วยความเคารพ จากนั้นก็จูงมือเป่ยเหลียนโม่ที่มีสีหน้าเรียบนิ่งออกจากตำหนักทองคำ

             เมื่อเห็นเงาร่างของทั้งคู่จากไปไกลแล้ว ฮ่องเต้จึงกระแทกจอกน้ำชาลงบนโต๊ะทรงอักษรอย่างแรง

             “มีความรักลึกซึ้งเช่นนี้ ในอนาคตเจ้าจะสามารถทำการใหญ่ให้สำเร็จได้อย่างไร”

             เมื่อยามที่เป่ยเหลียนโม่มาวอนขอให้เขาพระราชทานสมรสให้ เขายังคิดว่าเป็นเพียงการขัดแย้งกับเป่ยเซวียนเฉิงเท่านั้น สตรีผู้ซึ่งเป็นบุตรของอนุคนหนึ่ง ให้เกียรติยกย่องนางเป็นหวังเฟยก็ถือเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่คับฟ้าแล้ว ไม่คาดคิดเลยว่านางจะกล้าก่อเรื่องเหล่านี้

             แม้ว่าจะยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของอวี๋เฟย แต่หากสามารถใช้โอกาสนี้ถอดยศของนางได้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีโอกาสหนึ่ง อีกทั้งยังเที่ยงตรงยุติธรรมและสมเหตุสมผล

             “เจิ้นยกบุตรสาวอัครมหาเสนาบดีคนหนึ่งให้เป็นเช่อเฟยแต่เขากลับปฏิเสธ! คอยเฝ้าแต่สตรีที่เป็นเพียงลูกอนุไร้ผลประโยชน์ใดๆ ผู้นั้น การมอบตำแหน่งชายาเอกให้นาง สำหรับโม่เอ๋อร์แล้วจะมีประโยชน์อันใด นางหลอกลวงเขาแล้วยังมองไม่ชัดเจนอยู่อีก!”

             เหล่าข้าหลวงต่างพากันเงียบกริบ ฮ่องเต้ทรงลำเอียงรักชิงผิงอ๋อง นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนล้วนมองออก เพียงแต่ความรักนี้ก็แฝงไว้ด้วยการควบคุมที่มากกว่าบุตรคนอื่นๆ อยู่มาก สองพ่อลูกคู่นี้คล้ายกับกำลังเล่นหมากล้อมอยู่ก็ไม่ปาน และไม่รู้ว่าสุดท้ายผู้ใดจะเป็นฝ่ายชนะ

             “ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ช่วยหม่อมฉันไว้เพคะ” เหยาเชียนเชียนถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก “ขอแจ้งต่อท่านอ๋องตามตรง ในคราแรกหม่อมฉันคิดว่าตัวเองต้องตายแล้วเป็นแน่ หม่อมฉันจึงไม่เคยกอดความหวังใดๆ ไว้เลย”

             ดังนั้นนางจึงยั่วโทสะฮ่องเต้ไปไม่น้อย ยามนี้เมื่อเหยาเชียนเชียนจะมาคิดถึงการแสดงออกของนางในยามนั้นแล้วนึกกลัวขึ้นมาภายหลังก็ไม่ทันแล้ว

             สำหรับฮ่องเต้ ถ้อยคำเหล่านั้นเรียกได้ว่าเป็นการล่วงเกินอย่างแน่นอน ในคราแรกนางไม่กลัวสิ่งใดด้วยคิดว่าตนใกล้จะตาย แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะถูกเป่ยเหลียนโม่ดึงชีวิตกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง ช่างเป็นเคราะห์ดีโดยแท้

             “เปิ่นหวังได้ยินเสียงตวาดของเสด็จพ่อจากข้างนอกตำหนัก” นางก็ทำให้เขาโกรธเสียจนเวียนหัวเหมือนกัน “เหตุใดเจ้าถึงต้องแข็งกร้าวต่อเสด็จพ่อเช่นนั้น เจ้าอยากตายจริงๆ หรืออย่างไร?”

             เหยาเชียนเชียนเม้มปาก นางรู้ตัวว่ามีความผิดจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้เขาอย่างประจบประแจง ก่อนจะทั้งบีบทั้งทุบขาให้ชิงผิงอ๋อง และกล่าวเสียงอ่อนเสียงหวานว่า “หม่อมฉันไม่ได้อยากตายนะเพคะ แค่รู้สึกว่าฝ่าบาทไม่มีทางปล่อยหม่อมฉัน หากต้องร้องขอชีวิตกับฝ่าบาทอย่างเศร้าโศก เช่นนั้นมิสู้ทำให้สง่างามสักหน่อยดีกว่าเพคะ”

             เป่ยเหลียนโม่ยื่นมือไปหยิกใบหน้าของนางและดึงมาอยู่ตรงหน้าตัวเอง

             “เจ้าช่างสง่างามยิ่งนัก แต่เจ้าก็ทำเปิ่นหวังตกใจแทบแย่”

             เป่ยเหลียนโม่ประคองใบหน้าเล็กเอาไว้ เมื่อกล่าวคำดีๆ เสร็จสิ้นแล้วจึงลูบไล้ใบหน้าเล็กอีกสองสามครั้งและยอมปล่อยนาง ก่อนที่เหยาเชียนเชียนจะกล่าวต่อว่า “ต้องขอบพระทัยท่านอ๋อง หม่อมฉันจึงสามารถรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ได้ เพียงแต่ว่าต่อไปนี้หม่อมฉันไม่สามารถดูแลอาเหยียนได้แล้ว โปรดท่านอ๋องดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะเพคะ”

             ชิงผิงอ๋องจ้องมองนางแวบหนึ่ง จากนั้นก็ค่อยๆ ยกมุมปากขึ้น

             “ไม่เป็นไร แค่ไม่ต้องเข้านครหลวงเท่านั้น ผู้ใดบอกว่าเปิ่นหวังและหวังเฟยจะพบกันไม่ได้เล่า?”

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นชายาของท่านอ๋องขนปุย (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359