บทที่ 1
เหตุที่ฟ้าขมุกขมัว
‘เหิงเยว่’ ยกเงินจำนวนสิบตำลึงทองให้กับหมอเฒ่าที่มีเคราสีขาวยาวเฟื้อยลงมาเกือบถึงกลางอก ก่อนจะหมุนตัวกลับไปยกมือผอมซูบของมารดาซึ่งนอนซีดเซียวอยู่บนเตียงไม้สี่เสาที่เริ่มจะผุพังไปตามกาลเวลา
“ท่านแม่...” หญิงสาววัยสิบแปดซึ่งกำลังเบ่งบานความงามสะพรั่งราวดอกไม้สีสวยสดแรกแย้มร้องเรียกบุพการีอันเป็ที่รักด้วยเสียงอันร้อนรน
“เยว่... เอ๋อร์...” เสียงของ ‘ฟางเหนียง’ เอ่ยเรียกบุตรสาวด้วยอย่างแหบพร่า
“ท่านไม่ต้องกลัวแล้วนะท่านแม่ ข้าให้หมอมารักษาท่านแล้ว ท่านจะต้องหายดีอย่างแน่นอน” เหิงเยว่ถ่ายทอดพลังใจให้มารดาพร้อมมองนางด้วยความอาทรพลางนึกโกรธไปถึงบิดาของตัวเองด้วย
“เ้าไปเอาเงินมาจากไหนตั้งมากมาย”
หากแต่คนถูกถามไม่ตอบ ฉวยโอกาสที่หมอเฒ่ายกห่อเทียบยามาให้จึงเดินเลี่ยงไปส่งให้‘เจียงเอ๋อร์’ สาวใช้คนสนิทนำไปต้ม
“อาการป่วยของซูฮูหยินถูกปล่อยปละละเลยมานานทำให้การรักษาเป็ไปอย่างยากลำบาก...” ชายชราหันไปอธิบายกับหญิงสาวเ้าของไข้ “อีกทั้งหยูกยาก็ต้องไปเฟ้นหามาจากหัวเมืองไกลๆ อาการตอนนี้ก็ต้องตรวจดูอย่างใกล้ชิด ข้าเองก็รับปากได้ยากว่าจะหายขาดในเร็ววัน”
ใช่แล้ว... มารดาของนางถูกทิ้งขว้างจากผู้เป็สามีของตัวเองมาอย่างยาวนานจึงเป็สาเหตุให้หญิงสาวต้องนึกโมโหบิดาอยู่ตอนนี้
หากบิดาของนางไม่หูเบาหลงเชื่อคำโป้ปดของนางจิ้งจอกเ้าเล่ห์‘ลู่หลิน’ ที่ใส่ร้ายป้ายสีมารดาของนางว่าคบชู้ ซึ่งนับเป็เื่ที่ยอมรับไม่ได้อย่างที่สุด จนทำให้มารดาของนางต้องตกอยู่ในชะตากรรมอันเลวร้ายเยี่ยงนี้ แค่บทลงโทษให้อยู่เฝ้าสุสานบรรพชนเพียงลำพังก็ราวกับทำลายจิติญญาของนางให้แตกสลายลงแล้วยังปล่อยให้นางป่วยโดยไม่แยแสอีก
ไม่ว่าเหิงเยว่จะคุกเข่าอ้อนวอนให้บิดาส่งหมอเข้ามารักษามารดาของตนเท่าไรก็ไม่ได้รับการเห็นอกเห็นใจเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าจะเคืองแค้นร้อนระอุในใจถึงเพียงไหน ถ้านางไม่บากหน้าออกไปกู้หนี้ยืมสินมาจากตระกูลหลูป่านนี้มารดาของนางก็ยังคงไม่ได้รับการรักษาและไม่แน่ว่าอาจจะได้รับข่าวร้ายเร็วๆ นี้เป็แน่...
“ถึงอย่างไรก็หายใช่มั้ยเ้าคะ?”
หมอเฒ่ามีสีหน้าลำบากใจ “ก็... พยายามให้แม่ของเ้ากินยาที่ข้าจัดไว้ให้ทุกขนานทุกมื้ออย่าได้ขาดก็แล้วกัน”
“เ้าค่ะท่านหมอ... ข้าจะปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านอย่างเคร่งครัด” หญิงสาวแม้จะอุ่นใจที่มารดาได้รับการรักษาโดยแพทย์ฝีมือดีที่สุดในเมืองแต่ก็ยังอดเป็กังวลต่อไม่ได้อยู่ดี
ได้ยินว่าท่านพ่อออกไปดำเนินธุระทางราชการที่ต่างเมืองเมื่อเช้ามืดนี้ทำให้จวนผู้ว่าฯสกุล ‘ซู’ ยิ่งเงียบเหงาลงไปอีก เหิงเยว่ตระเตรียมข้าวของเพื่อเดินทางไปดูแลมารดาที่สุสานบรรพชนพร้อมสาวใช้คนสนิทอีกครั้ง นางฝ่าฝืนข้อห้ามเพื่อทำเยี่ยงนี้มาต่อเนื่องได้ราวสิบห้าวันแล้วจนเริ่มคุ้นชินเป็กิจวัตร
หากแต่ยังไม่ทันก้าวพ้นเรือนนอนคนที่เหิงเยว่ไม่อยากพบหน้าที่สุดก็ปรากฏตัวขึ้น
“ข้าล่ะไม่เข้าใจท่านพี่จริง ๆเหตุใดถึงได้ยอมให้คุณหนูใหญ่ทำผิดกฏได้อย่างเปิดเผยถึงเพียงนี้” เสียงเจื้อยแจ้วของลู่หลินผู้เป็อนุภรรยาของ ‘ซูป๋อเหวิน’ เอ่ยทักทายลูกเลี้ยงด้วยอาภรณ์สีสวยกรุยกราย
หญิงสาวค้อมศีรษะคำนับแม่เลี้ยงตามมารยาทเล็กน้อยอย่างไม่สู้จะเต็มใจนัก
“ฮูหยินใหญ่ตระกูลซูบัดนี้ไม่ได้มีวาสนาคงสถานะเป็ภริยาของท่านพี่เหมือนแต่ก่อนแล้ว เรียกว่าเป็นักโทษในจวนผู้ว่าก็คงไม่ผิดนัก หากผู้ใดข้องเกี่ยวก็จะพาลมัวหมองไปด้วย”
“ถึงอย่างไรนางก็เป็มารดาข้า เป็แม่ผู้ให้กำเนิดของข้า” เหิงเยว่สวน
ฮูหยินรองกระตุกยิ้มน้อย ๆที่มุมปากราวนึกเอ็นดูในความใสซื่อของหญิงสาว
“ได้ยินว่านางเจ็บไข้ได้ป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่อ... เ้าเทียวไปปรนนิบัติจนได้ชื่อว่าเป็ลูกกตัญญูก็ดีอยู่หรอก แต่ข้ากลัวว่าจะเสียเวลาเปล่าน่ะสิ” แล้วหัวเราะคิกคัก
“น้ำทะเลมิอาจวัดตวง ท่านเองก็เพียงได้ยินได้ฟังมาเหตุใดถึงกล้าตัดสินชะตากรรมคนอื่นเล่า คนที่มีรอยยิ้มซ่อนมีดอย่างท่านน่ะ อย่าคิดว่าข้าจะดูไม่ออก”
“ซูเหิงเยว่!” หญิงสูงวัยกว่าชักบันดาลโทสะที่โดนเด็กคราวลูกยอกย้อนแต่ท้ายที่สุดก็ต้องข่มมันลงเมื่อนึกได้ว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวานจะเป็ผลดีกว่า “อย่ามัวแต่ทำปากดีกับข้านักเลยเยว่เอ๋อร์ เวลานี้ยอมรับว่าข้าเป็แม่... จะเป็ประโยชน์กับตัวเ้ามากกว่านะ”
ได้ยินดังนั้นเหิงเยว่ก็แสยะยิ้ม
“ท่านเองก็จงฟังคำเด็กอย่างข้าไว้บ้างเถิด...”
“...”
“อนุ... ก็คืออนุ... ถึงครานี้แม่ของข้าผู้เป็ภริยาเอกจะไร้ค่าเพียงใดแต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็เมียเอกของท่านพ่อที่ถูกตบแต่งเข้ามาอย่างเชิดหน้าชูตาอยู่ดีและจะไม่มีสิ่งใดมาลบล้างศักดิ์ศรีและความจริงข้อนี้ไปได้... และเฉกเช่นเดียวกัน ไม่ว่าท่านจะพยายามยื้อแย่งตำแหน่งผู้ดูแลจวนไปด้วยวิธีสกปรกเพียงใดก็ตาม ท่านก็ไม่มีวันพรากความเป็เมียรองไปจากตัวท่านเองได้”
“เ้า!”
“และข้ามีแม่เพียงคนเดียว สิ่งนี้... ท่านก็ไม่สามารถทำแทนได้อีกเช่นเดียวกัน” หญิงสาวคลี่ยิ้มเยาะเย้ยแม่เลี้ยงตัวร้ายแล้วจึงพากันหอบข้าวของจากไป ปล่อยให้ผู้ที่ถูกปรามาสยืนหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวอยู่ด้านหลัง
หลังจากได้รับยาจากหมอเฒ่าไปได้เพียงวันเดียวก็ดูเหมือนฟางเหนียงจะมีอาการดีขึ้นจนเป็สัญญาณที่ดีให้บุตรสาวมีได้มีกำลังใจ สองแม่ลูกกุมมือกันไว้แน่น
“หากท่านแม่อาการดีขึ้นแล้วข้าสัญญาว่าจะทำทุกวิถีทางให้ท่านได้กลับไปอยู่ที่จวนของเราตามเดิม”
หญิงสูงวัยกว่าทำได้เพียงยิ้มรับบาง ๆอย่างอิดโรย ดวงตาทั้งสองข้างของนางแม้จะแห้งผากแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความหวังและพลังใจอันล้นเหลือ
เห็นได้ชัดว่าเยว่เอ๋อร์ของแม่โตขึ้นมากแล้วจริงๆ
เป็เวลากว่าห้าปีมาแล้วที่ซูฟางเหนียงใช้ชีวิตด้วยการถูกกักบริเวณไว้กับความมัวหมองก็ทำให้ร่างกายที่อ่อนแอเป็ทุนเดิมอยู่แล้วของนางยิ่งทรุดหนักอย่างง่ายดายขึ้นไปอีก
ไหนจะต้องชอกช้ำที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่สามารถจะลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ เพราะนางลู่หลินจอมเ้าเล่ห์เพทุบายจัดฉากเป็เื่เป็ราวให้ถูกเข้าใจผิด หลักฐานมัดแน่นคามือจนดิ้นหนีไปไหนไม่พ้น ทั้งที่ความจริงแล้วนางเพียงออกไปติดต่อคณะงิ้วเพื่อจัดแสดงเื่ราวที่สามีโปรดปรานเตรียมสร้างความประหลาดใจให้กับเขาในวันเกิดเท่านั้น
แต่สถานการ์กลับพลิกผันไม่เป็ดังที่ตั้งใจอันดีไว้ เพราะมีผู้ไม่หวังดีค่อยหาช่องทางสบโอกาสเล่นงานเพื่อแทงข้างหลังอยู่ตลอดเวลา
ได้มาเห็นความตั้งใจของบุตรสาวในวันนี้แล้วก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่เต็มอก ไม่เสียแรงแล้วที่เฝ้าฟูมฟักทะนุถนอมในอ้อมอก
หากแต่ร่างกายของนางนั้นจะสู้ไหวจนไปถึงวันที่รอคอยรึไม่ก็อีกเื่...
เช้าวันนี้อากาศขมุกขมัวอย่างน่าประหลาด มันอึมครึมทำให้รู้สึกห่อเหี่ยวและอดเศร้าสร้อยไม่ได้ ทั้งที่เมื่อคืนเหิงเยว่ฝันดีจนไม่อยากตื่น แถมนางยังมีอาการใจสั่นไหวอยู่ตลอดั้แ่ลุกออกจากเตียงอีกด้วย
“มันเป็อย่างไรกันนะ...” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองขณะก้าวเดินออกมาที่กลางลานว่าง
โดยไม่รู้ว่าบุคคลซึ่งนางไม่้าพบหน้าก็ทำแบบเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายสบสายตากันอย่างน่าอึดอัด
จนกระทั่ง...
“แย่แล้ว ๆ ฮูหยินรอง คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง แย่แล้ว เกิดเื่ใหญ่แล้วขอรับ!”
คนถูกร้องเรียกหันไปมองต้นเสียงที่กำลังวิ่งแตกตื่นเข้าประตูจวนมาเป็ตาเดียว
“มีเื่อะไรรึเสี่ยวไป๋?”
“นะ นายท่าน... นายท่านถูกโจรป่าฆ่าชิงทรัพย์ระหว่างทาง ตะ ตอนนี้...”
“ท่านพี่!”
“ท่านพ่อ...!”
“คุณหนูใหญ่ แย่แล้วเ้าค่ะ!”
ยังไม่ทันที่เหิงเยว่จะได้ตั้งหลักจากข่าวร้ายที่เพิ่งได้รับ เสียงกรีดร้องของสาวใช้คนสนิทก็ดังตามมาราวกับเรียงแถว
“เหตุใดถึงได้โวยวายสิ้นสติ”
“ฮูหยินใหญ่... ฮึก ฮูหยินใหญ่สิ้นใจแล้วเ้าค่ะ!”
“ท่านแม่!”
ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้าง คนที่กำลังจะสิ้นสติคือตัวของนางเอง ราวกับโลกทั้งใบพังครืนเมื่อได้ฟังสิ่งที่เด็กรับใช้ต่างวิ่งกรูกันมารายงาน