หิมะแรกของปีโปรยปรายลงจากฟากฟ้าอย่างอ้อยอิ่ง
หลังคากระเบื้องสีหม่นของสำนักคุ้มภัยเมฆาปกคลุมด้วยพรมสีขาว ลานกว้างเคยอึกทึกด้วยเสียงฝึกยุทธ์เงียบสงัด ผู้คนหลบลมหนาวเข้าที่พัก เหลือเพียงเกล็ดหิมะลอยละล่องกลางอากาศ
ใต้ต้นเหมยเก่าแก่กลางสวนหลัง หญิงสาวในชุดคลุมสีอ่อนนั่งอ่านตำราเพียงลำพัง ปลายนิ้วเรียวพลิกหน้ากระดาษแ่เบา ไม่ไกลนัก บ่าวหนุ่มยืนถือร่มเงียบๆ แม้อยู่ในชุดเด็กรับใช้ ทว่าแววตากระจ่าง ท่าทีกระตือรือร้น
“คุณหนู”
“หืม”
“หิมะเริ่มหนักแล้ว ข้าน้อยเกรงว่าจะบังตัวอักษรจนหมดสิ้น”
หญิงสาวปิดตำราฉับ “พี่ฟู่ ท่านกำลังไล่ข้ากลับเรือนหรือ”
“ข้าน้อยไม่กล้าไล่คุณหนู เพียงแต่ภาวนาแล้ว... ทว่าหิมะไม่ยอมหยุด”
เสียงหัวเราะใสราวกระดิ่งเงินดังผ่านสวนเหมยอันสงบ
“พี่ฟู่… ท่านเปรียบเสมือนพี่ชาย ยามมีท่านอยู่ข้ารู้สึกสบายใจ”
“ข้าน้อยเพียงทำตามหน้าที่” เขาเอ่ยน้ำเสียงนอบน้อม
“…บางครั้งข้าก็สงสัย เหตุใดผู้คนจึงชอบไขว่คว้าสิ่งที่อยู่ไกลตัวนัก”
“อาจเพราะสิ่งที่อยู่ไกล ดูงดงามกว่าสิ่งที่อยู่ใกล้กระมังขอรับ”
“ข้าว่าไม่ใช่” หญิงสาวส่ายหน้า “เป็เพราะคนเราไม่รู้จักพอต่างหาก”
“คุณหนูอายุไม่เท่าใด ไฉนวาจาราวกับผ่านโลกมาทั้งชีวิต”
“เพราะท่านพ่อชอบสอนเช่นนั้น”
เมื่อกล่าวถึงบิดา แววตานางอ่อนโยนลง สำนักคุ้มภัยเมฆาก่อตั้งมาหลายชั่วอายุคน การค้าแม้จะขาดทุนเนืองๆ แต่ประมุขเฒ่ากลับหัวเราะแล้วกล่าวเพียงว่า “เงินทองหามาใหม่ได้ แต่ความเชื่อใจของผู้คนเสียไปแล้วเรียกกลับคืนยาก”
เสียงฝีเท้าเนิบนาบดังขึ้นจากปลายทางเดิน ชายชราใบหน้าเปื้อนยิ้มเดินนำบุรุษหนุ่มแปลกหน้าผู้หนึ่งเข้ามา ฟู่เฉิงก้มศีรษะลงต่ำ
“ท่านประมุข”
ประมุขเฒ่าพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี “ยังนั่งตากหิมะอีกหรือ… หลิงเอ๋อร์”
หญิงสาวยิ้ม “ข้ากำลังอ่านตำราเ้าค่ะ”
“ตำราหรือ” ชายชราหัวเราะ “ข้าเห็นเ้ามองดอกเหมยมากกว่ามองตัวอักษรเสียอีก”
พลางเบี่ยงตัวให้เห็นบุรุษหนุ่มข้างกาย “นี่คือคนที่ข้าเล่าให้ฟัง... หลินเทียนซื่อ บัณฑิตมากความสามารถที่รู้จักกับข้ามาสักพัก ข้าจะให้เขามาช่วยงานสำนัก”
บุรุษผู้นั้นสวมชุดผ้าฝ้ายเก่าซีด ใบหน้าเกลี้ยงเกลาคมคาย และที่สะดุดตาคือแววตาอันสงบนิ่ง แฝงความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“คารวะคุณหนู” หลินเทียนซื่อประสานมือคำนับ ท่าทีนอบน้อมไร้ความประหม่า
หญิงสาวลุกขึ้นยืน คำนับตอบตามมารยาท “คารวะท่านหลิน”
สายลมหนาวพัดผ่านสวนเหมย เกล็ดหิมะร่วงหล่นตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง ฟู่เฉิงยืนมองภาพนั้นเงียบ ๆ ลมหนาวที่พัดผ่านผิวเนื้อในวันนั้น กลับเยียบเย็นกว่าทุกคราว…
.......
กาลเวลาผ่านไป ลมหนาวผันเปลี่ยนเป็แดดฤดูร้อน ก่อนฝนจะโปรยปรายลงมาอีกครา บรรยากาศในสำนักคุ้มภัยเมฆาเริ่มเปลี่ยนไป พร้อมกับเงาร่างคนทั้งสองที่มักปรากฎคู่กัน
วันหนึ่ง ขณะฟู่เฉิงจัดเก็บตำราอยู่ในห้องหนังสือ เขาได้ยินเสียงสนทนาจากด้านนอก เมื่อมองออกไป จึงเห็นคุณหนูกับหลินเทียนซื่อเดินอยู่ริมสระบัว
“ท่านเคยคิดออกจากเมืองนี้หรือไม่” หญิงสาวถาม
“ทุกวัน” หลินเทียนซื่อแย้มยิ้ม
“โลกภายนอกมีอะไรให้ท่านอาวรณ์นัก”
“สำหรับข้า ใต้หล้านี้กว้างใหญ่น่าตื่นตา มีผู้กล้า มีเมืองใหญ่ ขุนนางและแม่ทัพ... มีผู้มีอำนาจที่กำหนดชะตาชีวิตคนได้นับหมื่นนับแสน”
“ท่านอยากเป็เช่นนั้นหรือ” หญิงสาวเอียงหน้ามองเขา
ชายหนุ่มหยุดคิดเล็กน้อย เขามองสระบัวเบื้องหน้า ใต้ใบบัวหนาทึบมีปลาฝูงหนึ่งว่ายวนเวียนต้านกระแสน้ำ “ข้าเพียงไม่อยากเป็คนที่ถูกใครกำหนดชะตาชีวิตอีกต่อไป”
ประโยคนั้นทำให้หญิงสาวเงียบไป ครู่หนึ่งจึงแย้มยิ้มจาง ๆ “แต่บางครั้ง ชีวิตที่สงบสุขก็มีค่ามากกว่าชื่อเสียงนะ”
หลินเทียนซื่อหันกลับมาสบตานาง แววตาอ่อนลงเล็กน้อย “ข้ารู้” เขาตอบ “แต่คนที่มีทุกอย่างอยู่แล้ว ย่อมพูดเช่นนั้นได้ง่ายกว่า”
รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณหนูชะงักไปเสี้ยววินาที สั้นมากจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น
ฟู่เฉิงลอบมองภาพนั้นผ่านหน้าต่าง มือที่ถือม้วนตำรากำแน่นขึ้น หลินเทียนซื่อไม่ได้ทำสิ่งใดผิด และคำพูดเ่าั้ก็เป็ความจริงอย่างที่สุด ทว่าตัวตนที่แฝงอยู่ในคำพูดเ่าั้ กลับทำให้บ่าวหนุ่มรู้สึกไม่สบายใจ