ก้าวที่สิบหก

    บทที่ 4 : หิมะแรกใต้ต้นเหมย

    หิมะแรกของปีโปรยปรายลงจากฟากฟ้าอย่างอ้อยอิ่ง


    หลังคากระเบื้องสีหม่นของสำนักคุ้มภัยเมฆาปกคลุมด้วยพรมสีขาว ลานกว้างเคยอึกทึกด้วยเสียงฝึกยุทธ์เงียบสงัด ผู้คนหลบลมหนาวเข้าที่พัก เหลือเพียงเกล็ดหิมะลอยละล่องกลางอากาศ


    ใต้ต้นเหมยเก่าแก่กลางสวนหลัง หญิงสาวในชุดคลุมสีอ่อนนั่งอ่านตำราเพียงลำพัง ปลายนิ้วเรียวพลิกหน้ากระดาษแ๶่๥เบา ไม่ไกลนัก บ่าวหนุ่มยืนถือร่มเงียบๆ แม้อยู่ในชุดเด็กรับใช้ ทว่าแววตากระจ่าง ท่าทีกระตือรือร้น


    “คุณหนู”


    “หืม”


    “หิมะเริ่มหนักแล้ว ข้าน้อยเกรงว่าจะบังตัวอักษรจนหมดสิ้น”


    หญิงสาวปิดตำราฉับ “พี่ฟู่ ท่านกำลังไล่ข้ากลับเรือนหรือ”


    “ข้าน้อยไม่กล้าไล่คุณหนู เพียงแต่ภาวนาแล้ว... ทว่าหิมะไม่ยอมหยุด”


    เสียงหัวเราะใสราวกระดิ่งเงินดังผ่านสวนเหมยอันสงบ


    “พี่ฟู่… ท่านเปรียบเสมือนพี่ชาย ยามมีท่านอยู่ข้ารู้สึกสบายใจ”


    “ข้าน้อยเพียงทำตามหน้าที่” เขาเอ่ยน้ำเสียงนอบน้อม


    “…บางครั้งข้าก็สงสัย เหตุใดผู้คนจึงชอบไขว่คว้าสิ่งที่อยู่ไกลตัวนัก”


    “อาจเพราะสิ่งที่อยู่ไกล ดูงดงามกว่าสิ่งที่อยู่ใกล้กระมังขอรับ”


    “ข้าว่าไม่ใช่” หญิงสาวส่ายหน้า “เป็๲เพราะคนเราไม่รู้จักพอต่างหาก”


    “คุณหนูอายุไม่เท่าใด ไฉนวาจาราวกับผ่านโลกมาทั้งชีวิต”


    “เพราะท่านพ่อชอบสอนเช่นนั้น”


    เมื่อกล่าวถึงบิดา แววตานางอ่อนโยนลง สำนักคุ้มภัยเมฆาก่อตั้งมาหลายชั่วอายุคน การค้าแม้จะขาดทุนเนืองๆ แต่ประมุขเฒ่ากลับหัวเราะแล้วกล่าวเพียงว่า “เงินทองหามาใหม่ได้ แต่ความเชื่อใจของผู้คนเสียไปแล้วเรียกกลับคืนยาก”


    เสียงฝีเท้าเนิบนาบดังขึ้นจากปลายทางเดิน ชายชราใบหน้าเปื้อนยิ้มเดินนำบุรุษหนุ่มแปลกหน้าผู้หนึ่งเข้ามา ฟู่เฉิงก้มศีรษะลงต่ำ


    “ท่านประมุข”


    ประมุขเฒ่าพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี “ยังนั่งตากหิมะอีกหรือ… หลิงเอ๋อร์”


    หญิงสาวยิ้ม “ข้ากำลังอ่านตำราเ๽้าค่ะ”


    “ตำราหรือ” ชายชราหัวเราะ “ข้าเห็นเ๽้ามองดอกเหมยมากกว่ามองตัวอักษรเสียอีก”


    พลางเบี่ยงตัวให้เห็นบุรุษหนุ่มข้างกาย “นี่คือคนที่ข้าเล่าให้ฟัง... หลินเทียนซื่อ บัณฑิตมากความสามารถที่รู้จักกับข้ามาสักพัก ข้าจะให้เขามาช่วยงานสำนัก”


    บุรุษผู้นั้นสวมชุดผ้าฝ้ายเก่าซีด ใบหน้าเกลี้ยงเกลาคมคาย และที่สะดุดตาคือแววตาอันสงบนิ่ง แฝงความมั่นใจเต็มเปี่ยม


    “คารวะคุณหนู” หลินเทียนซื่อประสานมือคำนับ ท่าทีนอบน้อมไร้ความประหม่า


    หญิงสาวลุกขึ้นยืน คำนับตอบตามมารยาท “คารวะท่านหลิน”


    สายลมหนาวพัดผ่านสวนเหมย เกล็ดหิมะร่วงหล่นตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง ฟู่เฉิงยืนมองภาพนั้นเงียบ ๆ ลมหนาวที่พัดผ่านผิวเนื้อในวันนั้น กลับเยียบเย็นกว่าทุกคราว…

     

    .......


    กาลเวลาผ่านไป ลมหนาวผันเปลี่ยนเป็๲แดดฤดูร้อน ก่อนฝนจะโปรยปรายลงมาอีกครา บรรยากาศในสำนักคุ้มภัยเมฆาเริ่มเปลี่ยนไป พร้อมกับเงาร่างคนทั้งสองที่มักปรากฎคู่กัน


    วันหนึ่ง ขณะฟู่เฉิงจัดเก็บตำราอยู่ในห้องหนังสือ เขาได้ยินเสียงสนทนาจากด้านนอก เมื่อมองออกไป จึงเห็นคุณหนูกับหลินเทียนซื่อเดินอยู่ริมสระบัว


    “ท่านเคยคิดออกจากเมืองนี้หรือไม่” หญิงสาวถาม


    “ทุกวัน” หลินเทียนซื่อแย้มยิ้ม


    “โลกภายนอกมีอะไรให้ท่านอาวรณ์นัก”


    “สำหรับข้า ใต้หล้านี้กว้างใหญ่น่าตื่นตา มีผู้กล้า มีเมืองใหญ่ ขุนนางและแม่ทัพ... มีผู้มีอำนาจที่กำหนดชะตาชีวิตคนได้นับหมื่นนับแสน”


    “ท่านอยากเป็๲เช่นนั้นหรือ” หญิงสาวเอียงหน้ามองเขา


    ชายหนุ่มหยุดคิดเล็กน้อย เขามองสระบัวเบื้องหน้า ใต้ใบบัวหนาทึบมีปลาฝูงหนึ่งว่ายวนเวียนต้านกระแสน้ำ “ข้าเพียงไม่อยากเป็๲คนที่ถูกใครกำหนดชะตาชีวิตอีกต่อไป”


    ประโยคนั้นทำให้หญิงสาวเงียบไป ครู่หนึ่งจึงแย้มยิ้มจาง ๆ “แต่บางครั้ง ชีวิตที่สงบสุขก็มีค่ามากกว่าชื่อเสียงนะ”


    หลินเทียนซื่อหันกลับมาสบตานาง แววตาอ่อนลงเล็กน้อย “ข้ารู้” เขาตอบ “แต่คนที่มีทุกอย่างอยู่แล้ว ย่อมพูดเช่นนั้นได้ง่ายกว่า”


    รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณหนูชะงักไปเสี้ยววินาที สั้นมากจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น


    ฟู่เฉิงลอบมองภาพนั้นผ่านหน้าต่าง มือที่ถือม้วนตำรากำแน่นขึ้น หลินเทียนซื่อไม่ได้ทำสิ่งใดผิด และคำพูดเ๮๣่า๲ั้๲ก็เป็๲ความจริงอย่างที่สุด ทว่าตัวตนที่แฝงอยู่ในคำพูดเ๮๣่า๲ั้๲ กลับทำให้บ่าวหนุ่มรู้สึกไม่สบายใจ