ส่วนวรเมธยื่นแก้วค็อกเทลให้หญิงสาว พลางลงก้มกระซิบใกล้หู “ถ้ารตีเป็นค็อกเทล ผมคงไม่อยากดื่มอะไรอีกเลย”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ใบหน้าออกชมพูระเรื่อ เสียงของเธอเหมือนลมหายใจลื่นไหลเข้าหูของทั้งสองราวกับเพลง มารตีรับแก้วมาและยกขึ้นจิบเล็กน้อยก่อนจะวางไว้บนโต๊ะกระจกใส แสงเทียนสะท้อนบนพื้นไม้ขัดมันวาวทุกการเคลื่อนไหวมีแสงไฟเป็นลวดลายตกแต่งร่างกาย
“แล้วจะยืนมองแบบนั้น กันอีกนานไหมคะ หรือจะให้รตีเป็นคนรุก?” เธอยิ้มยั่วยวนที่มุมปาก
วรเมธยื่นมือไปก่อนนิ้วเรียวยาวของเขาสอดประสานเข้ากับมือเธออย่างแผ่วเบา ปพนต์ตามมาติดๆวางมือบนสะโพกอวบยั่วกิเลสอย่างเป็นเจ้าของ และเสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงก็เริ่มขึ้น หญิงสาวแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่าเสื้อผ้าบางเบาบนกายของพวกเขาหลุดหายไปตอนไหนภายใต้แสงสลัว เสียงแซ็กโซโฟนพริ้วเบาๆ ช่วยขับบรรยากาศให้เคลื่อนไหวอย่างเย้ายวนร่างกายขาวอมชมพูของมารตีสั่นไหวตามจังหวะ แผ่นหลังบางของเธอแนบชิดกับแผงอกเปลือยของวรเมธ
ด้านหน้ามารตีก็คือปพนต์ มือของเขาทั้งสองข้างโอบรอบเอวเธออย่างมั่นคงขณะพวกเขาทั้งสามเต้นรำอย่างเชื่องช้า แนบชิดกันราวกับจะกลืนหายไปในกันและกัน ริมฝีปากของวรเมธกดลงบนข้างแก้มเธออย่างอ่อนโยนลมหายใจอุ่นๆ เป่าลงบนผิวจนขนลุกเกรียว ส่วนปพนต์ค่อยๆเอียงหน้าเข้ามาจูบริมฝีปากเธอทีละน้อย สัมผัสนั้นแนบแน่นแต่ไม่เร่งรีบ มันเป็นจูบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและการอนุญาต ไม่เพียงแค่จากมารตี แต่จากวรเมธด้วย
เสียงเพลงดำเนินต่อไปอย่างเนิบช้า มือของปพนต์ไล้ผ่านแผ่นหลังเปลือยของมารตีขณะที่วรเมธเลื่อนฝ่ามือลงมาที่ต้นขาเธอสัมผัสปุยขน ที่ปกปิดความสวยงามล้ำเลิศไว้ภายในร่างกายทั้งสามสอดประสานในจังหวะเดียวกัน ไม่มีใครพูด ไม่มีคำอธิบาย มีเพียงเสียงของผิวเนื้อที่กระทบกันเบาๆก่อนที่จะแนบชิด กับหัวใจที่เต้นรัว และสายตาที่ไม่ละไปจากกัน
ที่มุมหนึ่งของบ้าน บานประตูไม้ที่เปิดแง้มเล็กน้อยตลอดเวลา เพื่อร้องขอเมื่อต้องการสิ่งของใครบางคนในกลุ่มคนรับใช้แอบยืนมองอยู่เงียบๆด้วยหัวใจที่ทั้งสั่นระรัวและอิจฉาในเวลาเดียวกัน มันอาจจะดูเป็นฉากเร่าร้อนในสายตาคนนอกแต่สำหรับคนทั้งสาม มันคือความจริงที่พวกเขาเลือกจะอยู่ด้วยกันความงามของการเปิดเผย การยอมรับ และการรักแบบไม่มีเส้นแบ่งใดๆ
“คืนนี้พระจันทร์ เต็มดวง เราไม่ต้องปิดม่าน ด้านสวนหรอกนะ” ปพนต์กระซิบเบาๆข้างหูมารตี
“ใครไม่อยากเห็นก็แค่หันหน้าไปทางอื่น” วรเมธต่อประโยค ก่อนจะจูบเบาๆที่ต้นคอเธอ
สาวสวยหลับตาลงช้าๆ ในอ้อมกอดของชายหนุ่มสองคน เธอไม่รู้ว่าคืนนี้จะยาวนานแค่ไหนแต่รู้แค่ว่าเธอไม่อยากให้มันจบ ใต้แสงเทียนและเสียงดนตรีล่องลอยหัวใจทั้งสามดวงเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน...ในยามค่ำคืนที่ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกต่อไป เสียงฝนหล่นกระทบหลังคากระจกใสของห้องรับแขกชั้นล่างกลายเป็นจังหวะคลอเบาๆ ให้กับค่ำคืนที่ไม่ต้องการคำบรรยาย มารตีนั่งพิงโซฟาหนังตั้งเข่าข้างหนึ่งอย่างอ่อนล้าจากความรักที่เพิ่งผ่านไป
ผิวเนียนเปล่งประกายใต้แสงเทียนที่สะท้อนจากผิวแก้วไวน์และความชื้นบางเบาในอากาศที่แตะร่างเธออย่างทะนุถนอม วรเมธย่อตัวลงตรงหน้าเธอจิบค็อกเทลในแก้วก่อนจะวางไว้ข้างโต๊ะต่ำอย่างไม่รีบเร่งดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาจับจ้องอยู่ที่ โคนขาอวบของเข่าที่ตั้งขึ้น พลางเลียริมฝีปากราวกับคนกำลังหิวกระหาย มารตีเห็นดังนั้นจึงยิ้มเล็กน้อย แล้วเอื้อมมือไปลูบใบหน้าอ่อนโยนของเขาอย่างแผ่วเบา
“จะเริ่ม...รอบใหม่อีกแล้ว เหรอคะ...” หญิงสาวถามเบาๆ ดวงตาเป็นประกาย แต่ใบหน้ามีแววเขินอายน้อยๆ
ปพนต์นั่งอยู่อีกฝั่งข้างภรรยาคนสวย ร่างปลือยของเขาดูสง่างามราวเทพบุตรกรีกรอยหยักของกล้ามท้องเด่นชัดรับกับผิวเข้มเนียน ไหล่กว้างโอบหลังมารตีไว้ทั้งสองแขนแล้วเขาก็โน้มตัวลงจูบริมฝีปากเธอจากมุมที่พอดี เหมือนรู้ว่าจะไม่เบียดวรเมธและจะไม่เบียดความรู้สึกใคร ไม่มีใครพูดคำว่า “หยุด” เพราะไม่มีใครต้องการจะหยุด
วรเมธโน้มตัวเข้ามาอีกด้าน จูบไหล่เปลือยของมารตีอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเลื่อนตัวลงไปนั่งกลางหว่างขาของหญิงสาวที่ขณะนี้ถ่างอ้ารออยู่แล้วพลางใช้มือลูบไล้เนินเนื้อตรงต้นขาเธออย่างช้าๆ ทุกสัมผัสของวรเมธกลายเป็นอะไรที่เร่าร้อนกว่าที่เคยสำหรับมารตี
สาวสวยสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนปล่อยออกมาช้าๆ ราวกับต้องการให้กลิ่นของค่ำคืนนี้แทรกซึมเข้าสู่ภายในลึกที่สุด
ด้านหลังสุดของห้องรับแขก นวพรกับพรลดาหญิงสาวคนใช้สองคนยืนอยู่ตรงมุมเสาเธอถือจานกับแกล้ม เพื่อมาส่งตามคำสั่ง พวกเธอก็หยุดชะงักทันที เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า
“โอ๊ย... คุณพระ...” นวพรพึมพำเสียงต่ำ หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกเธอรู้ดีว่าวรเมธกำลังทำอะไรเพราะนนท์สามีของเธอก็ทำแบบนี้และเธอก็ชอบเป็นชีวิตจิตใจ
ส่วนพรลดาได้แค่ยืนนิ่ง กำผ้าเสื้อตัวเองแน่นพลางก้มหน้างุดหูแดงเหมือนจะเป็นไข้ขึ้น เพราะเธอก็ชอบให้พนมสามีเธอทำแบบนี้ให้เธอเหมือนกัน
แต่พวกเธอจะเคยเห็นภาพแบบนี้ได้ที่ไหน? คุณผู้หญิงที่งดงามราวเทพธิดาอย่างคุณมารตีเปลือยร่างขาวโพลนนั่งอ้าขานิดๆ อีกทั้งคุณผู้ชายสองคนที่ทั้งหล่อ ทั้งกำยำและที่สำคัญที่สุด คือไม่ใส่อะไรเลยทั้งตัว...อีกอย่างของคุณวรเมธ...ทำเอาทั้งสองกลืนน้ำลายฝืดคอ...มัน...ยิ่งกว่าของสามีพวกเธอมากนัก
สาวใช้ทั้งสองคนรีบวางจานในมือแล้วถอยฉากออกไปเงียบๆแทบจะเดินชนประตูกระจกด้วยความรีบร้อน มารตียิ้มน้อยๆเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบนั้น
“ไม่เป็นไรหรอก...” เธอเอ่ยเบาๆ ในอ้อมแขนของสามี “ถ้าพวกเธออยากดู...พวกเราก็ไม่ว่าอะไร”
วรเมธหัวเราะในลำคอ ก่อนจะก้มหน้าลงไปที่ซอกขาของมารตีต่อ เขาซุกใบหน้าไว้ที่ใต้หน้าท้องเปลือยของมารตีริมฝีปากเขาไล้ไปตามแนวผิวอย่างอ่อนโยน ปพนต์ก้มลงจูบภรรยาสาวอีกครั้งแต่ครั้งนี้เขาไม่รีบร้อน ไม่รุนแรง มันคือจูบที่เต็มไปด้วยการยอมรับและการแบ่งปัน
ฝนภายนอกยังคงตกอย่างต่อเนื่อง เสียงหยดน้ำกลายเป็นจังหวะช้าๆ สม่ำเสมอแสงไฟสลัวจากเทียนยังสะท้อนบนผิวที่เปลือยเปล่า ผนังห้องรับแขกดูเหมือนจะอุ่นขึ้นราวกับทุกลมหายใจและสัมผัสได้ละลายความหนาวเหน็บที่เคยแทรกอยู่ในอากาศเมืองใหญ่ ไม่มีเส้นแบ่งไม่มีคำอธิบาย ไม่มีใครต้องเลือกใคร มีเพียงความจริงที่ชัดเจนว่า ในห้วงเวลานั้นหัวใจทั้งสามดวงเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ไม่มีเบื่อหน่าย
เสียงหัวเราะยังค้างอยู่ในอากาศแม้เวลาจะเลยตีสามไปแล้วแสงเทียนมอดลงทีละดวงปล่อยให้ความมืดอบอุ่นภายในห้องรับแขกกลายเป็นอ้อมกอดอีกชั้นหนึ่งที่ห่อหุ้มร่างทั้งสาม
มารตีนอนพิงอกปพนต์ผ้าห่มเนื้อนุ่มคลุมร่างเปลือยของเธอไว้เพียงบางส่วน ขณะที่วรเมธเอนตัวลงข้างเธออีกด้านแขนข้างหนึ่งของเขาวางพาดผ่านเอวเธอแบบสบาย ๆ
คนรับใช้สาวสองคนนั้นยังคงเดินมาเมียงๆ มองๆ เป็นระยะ เพราะแม่ครัวใหญ่ย้ำไว้อย่างหนักแน่นว่าคนที่อยู่เวรรับใช้ต้องเก็บของทำความสะอาดจนเรียบร้อยก่อนจึงจะเข้านอนได้ไม่ว่าจะดึกดื่นอย่างไรก็ตาม
“ทุกคน... ไปนอนกันได้แล้วค่ะ ดึกมากแล้ว วันนี้ไม่ต้องมาคอยเก็บของหรอก”มารตีพูดเสียงอ่อน ดวงตากวาดมองนวพรกับพรลดา ที่เดินมาดูเพื่อจะเก็บของทำความสะอาดนวพรยืนอ้ำอึ้ง พรลดาแสร้งทำเป็นเก็บแก้ว พลางแอบชำเลืองมองไปทางร่างเปลือยทั้งสามที่นั่งนอนอยู่บนโซฟา
เมื่อได้ยินเสียงอนุญาตจากมารตี จึงพากันโค้งศีรษะเบาๆแล้วถอยฉากอย่างรู้จังหวะ เสียงฝีเท้าเบาๆเคลื่อนไปตามพื้นไม้ขัดมันจนกระทั่งเงียบสนิท เหลือเพียงเสียงหายใจและเสียงสายฝนที่ยังคงพรำลงมาเป็นระยะๆ
“ง่วงแล้วหรือยังจ๊ะ” ปพนต์ถาม ขณะที่ลูบผมภรรยาคนสวยเบาๆ
เธอพยักหน้าเล็กน้อย แล้วซุกหน้ากับอกสามี “ยังไม่ง่วงค่ะ... แต่รู้สึกระบมไปทั้งตัวแล้ว...แต่เอ่อ...ถ้าจะ...อีกก็ได้ค่ะ”