ตอนที่ 3
อัปลักษณ์น้อยแซ่หยาง
หยางอี้แม้เกิดมาผิดปกติที่รูปกายภายนอกแต่สติปัญญากลับเฉลียวฉลาดเกินเด็กวัยเดียวกัน เมื่อเห็นสีหน้าของมารดาตนเองแปรเปลี่ยนเป็หมองเศร้าหยางอี้ค่อยสำนึกได้ว่าตนเองแสดงทีท่าผิดไป เมื่อนั้นค่อยเปลี่ยนเป็แลบลิ้นออกมาพลางใช้มือลูบท้องตนเอง คิ้วโค้งเรียวดุจขุนเขาค่อยเลิกขึ้น ดวงตาสุกใสแวววาวเบิกอ้าสอดรับกับน้ำเสียงไร้เดียงสาออดอ้อน “ท่านแม่ข้าฝันร้าย วิ่งวนเวียนเหน็ดเหนื่อยทั้งคืนยามนี้ตื่นขึ้นมาใบหน้าจึงดูซีดเซียวหม่นหมองไปบ้าง ท่านมิต้องกังวลไปแท้จริงยามนี้ในใจล้วนตื่นเต้นยินดีที่ท่านพ่อตระเตรียมของขวัญวิเศษเอาไว้”หยางอี้เอ่ยพลาง กอดรัดไปที่เอวอ้อนแอ้นของมารดา “เพียงแต่ตอนนี้ข้าหิวแล้ว”
เมื่อได้ยินคำ...ท้องหิวของบุตรชายผู้เป็มารดาจึงค่อยลืมเลือนความกังวลก่อนหน้า ตอบกลับด้วยความเคยชิน“ถ้าเช่นนั้นเราก็ไปที่โรงครัวกันก่อนดีหรือไม่”
“ดีเลยขอรับท่านแม่”เด็กน้อยรับคำ พลางผละอออกจากข้างกายของผู้เป็มารดาตั้งหน้าตั้งตาวิ่งนำไปยังโรงครัว
ยามเหม่า*...เสียงไก่ขันผ่านพ้นนางหลิวซีอิ๋งค่อยนำหยางอี้ที่ท้องอิ่มแปล้เดินทางไปพบกับบิดาของมันที่ห้องหนังสือ
(*ยามเหม่า5.00 น.-6.59 น.)
หยางเฉิงนั่งตรวจเอกสารการค้าสมุนไพรและวัตถุดิบทางทะเลของตระกูลหยางั้แ่เช้ามืดเป็ปกติทุกวันไม่ค่อยปรากฏผู้รบกวน วันนี้เมื่อปรากฏเสียงผู้คนเดินใกล้ จึงรู้ในทันทีว่าภรรยารักของตนกำลังนำบุตรชายเดินทางมาพบตนเองเมื่อนั้นจึงหยุดมือเก็บเอกสารการค้าใส่ลงในลิ้นชักข้างใต้ก่อนจะเดินตรงไปยังตู้ไม้แกะสลัก เปิดเอาหีบไม้ทรงสี่เหลี่ยมใบเท่ากำปั้นออกมายืนรอคอย
“ท่านพี่ข้าพาลูกอี้มา...” หลิวซีอิ๋งรู้ดีว่าเวลานี้ของวันสามีมักจะนั่งทำงานอยู่ในห้องหนังสือ จึงเอ่ยคำขึ้นก่อนป้องกันว่าหากสามีกำลังทำงานสำคัญจะได้ไม่รบกวน รอคอยอยู่ที่ด้านนอกจนกว่าจะได้ฟังคำอนุญาต
“เข้ามาเถอะ”หยางเฉิงไม่รอให้ภรรยาเอ่ยจบความ ก็แทรกคำขึ้นทันที
เมื่อได้ยินคำอนุญาตสองแม่ลูกจึงค่อยเปิดประตูเข้าไป ยามนั้นหยางเฉิงที่ยืนถือของขวัญรอคอยอยู่ก่อนเมื่อเห็นหยางอี้ก็รีบตรงรี่เข้าไปลูบศีรษะบุตรชายตัวน้อย ก่อนจะใช้แขนขวาอันทรงพลังของผู้ฝึกตนโอบอุ้มลูกชายขึ้นมาแนบเสมออก“ดูสิ วันนี้ลูกชายข้าอายุหกขวบ โตเป็หนุ่มแล้ว”
หยางเฉิงยิ้มแย้มเบิกบานหยางอี้ก็ส่งยิ้มหวานตอบกลับ ก่อนจะเอ่ยคำเจรจาเจื้อยแจ้วตามประสาเด็ก“ท่านแม่บอกข้าว่า วันนี้ท่านพ่อเตรียมของขวัญวิเศษให้กับข้า” หยางอี้เอ่ยพลางเหลือบหันไปมองยังมารดาของตน“ท่านพ่อรีบมอบมาให้ข้าเถอะ ข้าอยากรู้นักว่าของขวัญวิเศษที่ท่านแม่บอกมันคือสิ่งใดกัน”
“ฮ่าฮ่า ฮ่า ยังดีที่มารดาของเ้าเหลือความลับไว้ให้บิดาบ้าง มิได้เฉลยไปเสียทั้งหมด ว่าสิ่งของที่ข้าเตรียมให้เ้านั้นคือสิ่งใด”หยางเฉิงพูดพลางเลื่อนมือซ้ายที่ซ่อนแอบก่อนหน้า มาหยุดตรงหน้าของหยางอี้“สิ่งนี้ยังไงละของขวัญที่บิดาจะมอบให้เ้าในวันเกิดปีนี้”
“กล่องเล็กนิดเดียวเอง”ปากเอ่ยคำตัดพ้อ แต่ท่าทางกลับตรงข้าม เมื่อรับสิ่งของมาไว้ในมือหยางอี้ก็ไม่คิดรั้งอยู่บนท่อนแขนของบิดาอีก ยืดตัวะโลง ทันทีที่สองเท้าแตะบนพื้นก็รีบตรงนำกล่องไม้ใบเล็กไปวางบนโต๊ะทำงานของบิดาก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเก้าอี้ของบิดา จึงเริ่มลงมือใช้กุญแจที่ห้อยติดมากับหีบไม้ไขปลดสลัก
แก๊ก...เสียงสลักของหีบไม้ถูกไขออกไอหอมของเม็ดยาสีกระดำกระด้างด้านใน พลันฟุ้งกระจายแตะจมูกของหยางอี้ บิดามารดาของเด็กน้อยสบตาอมยิ้มร่วมกันมองดูภาพของเด็กน้อยตื่นเต้นดีใจอย่างอิ่มเอม
โอสถวิเศษ!!! โอสถวิเศษ !!!ท่านพ่อมอบโอสถวิเศษให้ข้า !!!
เด็กน้อยตื่นเต้นยินดี ร่ำร้องเสียงหลง...หยางอี้แม้เป็คุณชายน้อยตระกูลร่ำรวยแต่ความร่ำรวยนั้นใช้เปรียบกับปุถุชนทั่วไปมิอาจเปรียบกับความร่ำรวยของผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางฝึกตนโอสถวิเศษสำหรับผู้ฝึกตนจึงมิแตกต่างจากสมบัติวิเศษล้ำค่าหากเทียบมูลค่ากับของเล่นทั้งหมดที่หยางอี้ได้รับมาั้แ่เกิดรวมกันทบเพิ่มไปอีกนับสิบเท่า ก็ยังมีค่าไม่เท่ากับเม็ดยาเม็ดในกล่องนี้
“เ้าชอบมันหรือไม่”
“ชอบชอบมากเลยขอรับท่านพ่อ” หยางอี้ไร้เพื่อนเล่นในวัยเดียวกัน เวลาส่วนใหญ่จึงมักจมจ่อมอยู่กับหนังสือตำราทำให้เด็กน้อยรู้ดีว่าโอสถเม็ดนี้มีคุณค่าเพียงใด แต่ตามบันทึกของตระกูลใหญ่ทั่วไปการได้รับมันในวันเกิดนั้นมันยังมีความหมายอื่นซ่อนแฝง“ท่านพ่อท่านแม่มอบสิ่งนี้ให้ข้า แสดงว่าข้าได้รับอนุญาตให้เข้าสู่เส้นทางฝึกตนได้ใช่มั้ยขอรับ”
แม้การมอบโอสถกำเนิดปราณชั้นต้นให้แก่ทายาทในตระกูลจะมีความหมายเช่นนั้นจริงในหลายๆ ตระกูลใหญ่ และมักจะมีบันทึกเอาไว้ในหนังสือหรือประวัติเื่เล่าแต่เื่ราวเหล่านี้ เด็กในวัยหกขวบทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่ที่มักจะเที่ยวเล่นสนุกสนานกับเด็กในวัยเดียวกันมักจะไม่รับรู้แต่หยางอี้กลับรับรู้และตีความของขวัญที่บิดามารดามอบให้ผิดเพี้ยนไป เพียงแต่เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของผู้บุตรสองสามีภรรยาก็ได้แต่มองหน้ากันไปมาอย่างเลิกลั่กก่อนที่ผู้เป็มารดาจะเอ่ยคำขึ้นก่อน “ทำไมจะไม่ละลูกของแม่อยากเป็สิ่งใดก็จงเป็สิ่งนั้น เส้นทางการฝึกตนเองก็มิใช่สิ่งของต้องห้ามหากเ้า้า เ้าก็ต้องอดทนฝึกฝน เข้าใจไหม”
หยางอี้ยังคงจมจ่อมอยู่กับอารมณ์เริงร่ารีบพยักหน้ารับคำมารดาด้วยความเบิกบานใจ “ข้าจะจดจำคำของท่านแม่ข้าจะไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น” เด็กน้อยทวนคำอย่างเชื่อฟัง
หยางเฉิงเห็นบุตรชายรับคำแข็งขันได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่แต่เมื่อคิดได้ว่าบุตรชายน้อยครั้งจะแสดงความรู้สึกดีใจเช่นนี้ต่อหน้าตนจึงตัดสินใจย่อตัวลงต่ำจนใบหน้าอยู่ในระนาบเดียวกับบุตรชาย จึงค่อยเอ่ยคำ “ลูกอี้ในเมื่อเ้าอยากจะเดินบนเส้นทางฝึกตนจริง ๆ ต่อให้ยากลำบากแค่ไหนบิดาของเ้าก็จะสนับสนุนเ้าอย่างเต็มกำลัง” รอยยิ้มอันจริงแท้ของบุตรชายและบิดาสบประสานยิ่งมาหยางอี้ยิ่งรู้สึกฮึกเหิม “เอาละในเมื่อข้าตัดสินใจเช่นนี้แล้วมอบเพียงโอสถเม็ดเดียวเช่นนี้ เห็นทีคงจะไม่ได้” หยางเฉิงยืดตัวคืนกลับก่อนจะบ่ายหน้าตรงไปยังชั้นหนังสือที่ด้านข้าง เปิดช่องลับที่ข้างใต้ ก่อนจะหยิบตำราลมปราณพื้นฐานเล่มเก่าที่มันเคยใช้งานเมื่อหลายสิบปีก่อนขึ้นมาปัดฝุ่น ก่อนจะส่งมอบมันต่อให้บุตรชาย
หยางอี้รับตำราฝึกฝนมาถือไว้ด้วยมืออันสั่นเทาเด็กน้อยไม่เคยรู้สึกว่าตนเองสุขสมใจเท่านี้มาก่อนในชีวิต ตลอดเวลาที่จมจ่อมอยู่กับกองหนังสือหยางอี้ได้อ่านเื่ราวของผู้ฝึกตนมามากล้น และข้อที่เขาชื่นชอบที่สุดก็คงมิพ้น...ผู้ฝึกตนยกย่องเพียงความสามารถของผู้คนเป็หลักหาใช่รูปลักษณ์ภายนอก
ทันทีที่เด็กน้อยเอ่ย...ขอบคุณจบคำก็วิ่งลิ่วจากไปด้วยความเบิกบานปล่อยให้สองสามีภรรยาที่ปั้นหน้าเบิกบานกลายเป็เคร่งเครียดแทนที่
“ปล่อยไปเช่นนี้ดีแล้วใช่มั้ยคะท่านพี่”หลิวซีอิ๋งเอ่ยพลางโผเข้าไปในอ้อมกอดของหยางเฉิง
“เฮ้อ...!” หยางเฉิงถอนหายใจยาวหลับตาพลางโอบรัดร่างของหลิวซีอิ๋งแน่นเข้า“ชะตากรรมของหยางอี้ บุตรของเราสองช่างน่าเวทนานักแม้แรกเห็นเ้าตัวน้อยข้าจะเ็ปกับปานแดงขนาดใหญ่นั้น แต่นั่นก็แค่รูปกายจึงมิได้รู้สึกท้อแท้นัก แต่ทันทีที่ท่านหมอเว่ย พาข้าออกไปกล่าววาจาส่วนตัว ...เส้นชีพจรชีวิตของเด็กน้อยล้วนผิดปกติปานแดงนั้นมิใช่รอยปานทั่วไป แต่เกิดขึ้นเพราะเส้นชีพจรเสื่อมสภาพั้แ่เกิดชั่วชีวิตนี้อย่าหวังจะก้าวหน้าบนเส้นทางฝึกตน คำนั้นต่างหากที่แทบจะทำให้ข้าหน้ามืดจนเกือบจะเป็ลมล้มพับลงเสียตรงนั้นให้ได้...”บัดนี้หยาดน้ำใสพร้อมใจกันซึมเอ่ออยู่ที่หางตาทั้งสองข้างของหลิวซีอิ๋งหยางเฉิงเห็นดังนั้นไม่รอช้า ใช้สันมือเช็ดปาดหยดน้ำตาออกสิ้นก่อนจะแย้มยิ้มด้วยความมาดมั่น “เ้าอย่าได้วิตกไป แม้คำพูดของหมอเว่ยจะเป็จริงแต่ตราบใดที่ข้าหยางเฉิงยังมีลมหายใจข้าจะช่วยเหลือหยางอี้ให้ก้าวเดินบนเส้นทางฝึกตนให้ถึงที่สุด”
หลิวซีอิ๋งยามนี้ไม่มีน้ำตาเออคลออีกหิงสาวมองดูสีหน้ามาดมั่นของสามีตนเอง ก่อนจะเชิดหน้ามองไกลออกไปที่เบื้องนอกหน้าต่างก่อนจะเอ่ยคำ “ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข ข้าจะขอช่วยท่านพี่กับลูกอี้อย่างสุดกำลังไม่ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะสมหวังหรือผิดหวังล้วนให้ฟ้าดินเป็ผู้กำหนดเถิด”