“อีกประเดี๋ยวเจ้าก็รู้เองตอนนี้อย่าส่งเสียงรบกวนข้า”
หมิงเป่าจูกดเข็มเงินลงบนผิวเนื้ออย่างแผ่วเบาปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง
สตรีผู้นั้นอึ้งผงะรู้สึกได้ว่านอกจากหมิงเป่าจูแล้วยังมีสายตาเย็นชาอีกคู่หนึ่งจ้องมองมา แต่นางไม่กล้าเอี้ยวศีรษะไปดูริมฝีปากเม้มแน่น ไม่พูดอะไรอีกเลย
ปลายเข็มเงินเล็กบางถูกแทงลงไปยังตำแหน่งฝังเข็มหมุนบิดเล็กน้อย เปลือกตาของบุรุษผู้นั้นก็ขยับเปิดปิด
จากนั้นนางหยิบเข็มอีกเล่มแทงลงไปยังจุดฝังเข็มอีกจุดหัวคิ้วของเขาก็เริ่มขมวดเกร็ง
เข็มถูกฝังลงไปเล่มแล้วเล่มเล่าสีหน้าของบุรุษยิ่งทรมานมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเล่มที่ห้า หมิงเป่าจูจึงรู้สึกว่าเพียงพอแล้ว
“เอากระโถนมารอง”นางหันไปพูดกับสตรีผู้นั้น
“เอ่อ มะ...มารองอันใดหรือ”สตรีผู้นั้นยังไม่ทันตั้งสติ จึงถามออกไปโดยไม่ทันคิด
“เร็วเข้า!”หมิงเป่าจูตวาดเสียงเข้ม
บัดนี้บุรุษผู้นั้นไม่มึนงงอยู่ในภวังค์อีกต่อไปดวงตาเบิกโพลง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่ขึ้น แก้มสองข้างก็พองยุบสลับกันไปมา
ในที่สุดสตรีผู้นั้นก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการให้ตนเองเอากระโถนไปให้สามีของตนเองดูเหมือนว่าเขาจะอาเจียนออกมาแล้ว!
ขณะกำลังจะกระโถนขึ้นมาก็ถูกแย่งไปเสียก่อน บุรุษผู้นั้นใช้สองมือประคองกระโถน อ้าปากอาเจียนก้อนเลือดสีดำออกมาคำโต
เมื่อพินิจอย่างละเอียดอ๊ะ ไม่ถูกต้อง!
เลือดดำก้อนนั้นขยับได้!
หลี่อวิ๋นเกิดความอยากรู้อยากเห็นจึงเดินเข้ามาดูใกล้ๆก็เห็นก้อนเลือดสีดำปี๋ในกระโถนกำลังดิ้นไปมาอย่างเริงร่า
พลันรู้สึกคลื่นไส้ในท้องรีบปิดปากเดินถอยไปด้านข้าง เกือบจะอาเจียนออกมา นั่นมันตัวอะไรกัน!
แม้แต่หมิงเป่าอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆก็เบิกตากว้าง มองแวบเดียวก็รีบเบือนหน้าหนี ไม่กล้าดูอีก
“กรี๊ด!”
สตรีผู้นั้นร้องตกใจก่อนรีบเอามือปิดปากของตนเอง
น้ำตาเอ่อคลอมองสามีที่ยังคงอาเจียนก้อนเลือดสีดำออกมาด้วยความปวดใจยิ่ง แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ได้แต่มองตาปริบๆ
อู๋ซิ่วไฉมองดูอยู่สองสามครั้งก็เริ่มไม่สบายคอ เหมือนมีบางอย่างมาจุกอยู่ รู้สึกขยะแขยงจนทนไม่ไหวอีกต่อไป
ส่วนหลี่ต้าเหนียงอายุมากแล้วยิ่งทนเห็นของเช่นนั้นไม่ไหว เป็นลมล้มพับไปในทันที
“ท่านแม่!”อู๋ซิ่วไฉร้องเสียงหลง
“รีบพยุงป้าหลี่เข้าไปพักผ่อนข้างในก่อน”
หมิงเป่าจูฝังเข็มพลางสั่งให้อู๋ซิ่วไฉพยุงร่างของมารดาเข้าไปพักในห้อง
โชคดีที่แค่เป็นลมไม่จำเป็นต้องรักษา แค่พักผ่อนสักครู่ก็หายแล้ว
บนหน้าผากของบุรุษผู้นั้นมีเหงื่อเม็ดละเอียดผุดพรายไหลรวมมาที่พวงแก้มก่อนที่จะหยดลงมาเป็นเม็ดใหญ่ๆ ท่าทางทรมานมาก
ชาวบ้านที่มาชมความครึกครื้นต่างพากันสะท้านเยือกมองภาพอันน่าสยดสยองเบื้องหน้าโดยไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคนชายผู้นั้นก็ยังคงอาเจียนก้อนเลือดสีดำออกมาไม่หยุด เป็นที่น่าตกใจและน่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง
มีตัวหนึ่งกระเด็นลงบนพื้นโดยมิได้ตั้งใจทำเอาสตรีผู้นั้นตกใจกระโดดหนี แม้แต่คนที่ยืนอยู่ห่างๆ ก็ยังถอยหลังโดยไม่รู้ตัว เพราะกลัวว่าเจ้าตัวประหลาดนั่นจะกระเด็นมาโดนตัว
“หนอนดูดเลือด!นี่มันหนอนดูดเลือด!”
มีคนผู้หนึ่งเหมือนจะจำได้ว่ามันคือตัวอะไรก็ร้องขึ้นมาท่ามกลางฝูงชนบรรดาสตรีและเด็กๆ ที่ขวัญอ่อนต่างพากันกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
แม้แต่บุรุษร่างกำยำแข็งแรงยังหน้าเผือดสี หายใจหอบถี่เล็กน้อย พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกสะอิดสะเอียนที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในช่องอกอย่างเต็มที่
ในร่างกายของชายผู้นั้นมีหนอนดูดเลือดอยู่มากมายขนาดนี้เชียวหรือ!
ถูกต้อง สิ่งที่อยู่ในร่างกายของบุรุษผู้นั้นคือหนอนดูดเลือดมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Hirudineaหรือที่รู้จักทั่วไปว่าปลิง
มันมักอาศัยและแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำจืดใครที่ทำนาจะต้องรู้จักมันเป็นอย่างดี พวกมันมักอาศัยอยู่ในนาข้าวและบริเวณน้ำตื้นคอยดูดเลือดคน สัตว์เลี้ยง และกบเป็นอาหาร
มิน่าเล่า ร่างกายของเขาถึงได้ผ่ายผอมซีดเซียวไร้ซึ่งเลือดฝาด ที่แท้ก็ถูกปลิงดูดเลือดไปจนแห้ง!
เวลานี้สตรีผู้นั้นรู้สึกวิงเวียนตาลายสีหน้าซีดเผือด แต่เพื่อสามีที่รัก จึงพยายามรวบรวมสติ ยืนอยู่เคียงข้างเขาไม่ห่าง
ยิ่งเมื่อเห็นว่าหมิงเป่าจูเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อยนอกนั้นสีหน้าก็ยังคงเรียบเฉย ค่อยๆ ฝังเข็มต่อไป นางยิ่งรู้สึกนับถือปนละอายใจ
ไม่ใช่ว่าหมิงเป่าจูไม่กลัวหรือไม่รู้สึกรังเกียจ แต่เป็นเพราะนางไม่กล้ามองต่างหาก
หมออย่างนางผ่านอะไรมามากมายแต่ก็ไม่เคยเห็นปลิงมากมายเช่นนี้มาก่อน แค่คิดก็ขนลุกแล้ว
แต่เพื่อมิให้เป็นการรบกวนการรักษานางไม่มองจะดีกว่า เพียงจ้องไปที่แขนของชายที่กำลังฝังเข็มก็พอ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรปลิงและเลือดก็เกือบเต็มกระโถน คนผู้นั้นจึงหยุดอาเจียน
ทว่าเพียงแค่เห็นปลิงที่ยังคงดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ในกระโถนเขาก็เกือบจะอาเจียนออกมาอีกรอบ ขนลุกขนพองไปทั้งตัว
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าปลิงแต่ละตัวซึ่งมีขนาดเกือบเท่าไข่ไก่พวกนี้จะออกมาจากท้องของตนเอง
แต่ละตัวอวบอ้วนขนาดนี้มิน่าเล่าเขาถึงหมดเรี่ยวหมดแรง ท่านหมอแต่ละคนที่ตรวจอาการก็บอกว่าเสียเลือดมาก แต่กลับหาสาเหตุแท้จริงไม่พบ
ไม่ทันที่เขาจะคิดอะไรต่อก็มึนหัว ตาลาย เหมือนใกล้จะเป็นลม
“เป่าอวี้น้ำตาลแดงอยู่ไหน รีบเอามาให้เขาดื่มเร็วเข้า!”
โชคดีที่หมิงเป่าจูสังเกตเห็นทันจึงรีบฝังเข็มอีกเล่มเพื่อประคองลมหายใจของเขาไว้ หากเขาเป็นลมไปจริงๆ เกรงว่าจะปลุกขึ้นมาได้ยาก
“อยู่นี่ อยู่นี่”
หมิงเป่าอวี้รีบยกน้ำตาลแดงที่ต้มเตรียมไว้แล้วไปให้สตรีผู้นั้นไม่รอให้หมิงเป่าจูลงมือ รับน้ำตาลแดงมา ประคองร่างของสามีแล้วป้อนให้เขาดื่ม
“อย่ากังวลไปเขาเพียงเสียเลือดมาก ร่างกายอ่อนเพลีย หลังจากดื่มน้ำตาลแดงและพักผ่อนสักครู่ก็จะดีขึ้นอาการวิงเวียนศีรษะจะหายไปเอง”
หมิงเป่าจูเอ่ยปลอบใจบุรุษผู้นี้อาการหนักเพราะเสียเลือดมาก เกรงว่าระดับน้ำตาลในเลือดคงต่ำเกินไปจนเกิดอาการช็อกแต่เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอธิบาย เพราะนางคงไม่เข้าใจ
“ท่านหมอหมิงเช่นนี้คือสามีของข้าหายดีแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” สตรีผู้นั้นถามอย่างระมัดระวัง
“ยังหรอก”
หมิงเป่าจูดึงเข็มเงินออกจากร่างของบุรุษผู้นั้นทีละเล่มเก็บใส่ในกล่องเก็บเข็ม ก็เห็นสตรีผู้นั้นที่ยกถ้วยน้ำตาลแดงอยู่ซวนเซ เกือบจะหกล้ม
ยังไม่หายอีกหรือสตรีผู้นั้นสิ้นหวัง ไม่มีใครรักษาสามีของนางได้จริงๆ หรือ
“เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อนไปความหมายของข้าคือตอนนี้ปลิงถูกขับออกมาหมดแล้ว แต่เพื่อป้องกันสิ่งไม่คาดคิด กลับไปยังต้องให้เขากินยาตามเทียบยาให้ตรงเวลา”
ถึงแม้ว่าจะสำรอกตัวเต็มวัยออกมาได้หมดแล้วแต่ความสามารถในการเอาชีวิตรอดของปลิงนั้นแข็งแกร่งมาก หมิงเป่าจูกังวลว่าในท้องของเขาจะยังคงมีไข่ของพวกมันหลงเหลืออยู่
หากไม่กำจัดให้สิ้นซากเมื่อฟักออกมาเป็นตัวอ่อน ก็จะเข้าไปทำร้ายร่างกายของเขาซ้ำอีกครั้ง ซึ่งครั้งหน้าคงจะสายเกินไป
เมื่อได้ยินดังกล่าวสตรีผู้นั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก หัวใจที่ลอยคว้างอยู่กลับมาเข้าที่ คุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง
“ขอบพระคุณท่านหมอหมิงขอบพระคุณท่านหมอหมิง ชาติภพนี้ข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่าน ตอบแทนที่ท่านช่วยชีวิตสามีข้าเอาไว้!”น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้งตื้นตัน
ตอนนี้ชายผู้นั้นก็รู้สึกตัวแล้วเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ก็ฝืนร่างกายที่ยังอ่อนแรง ไถลตัวลงจากเก้าอี้ คุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะคำนับเงียบๆ โดยไม่เปล่งเสียงออกมาสักคำ
“ท่านหมอหมิงสามีข้าเขาเป็นใบ้ พูดไม่ได้ จึงไม่สามารถเอ่ยคำขอบคุณได้ แต่เขาซาบซึ้งในบุญคุณของท่านมากเจ้าค่ะ!”สตรีผู้นั้นเห็นหมิงเป่าจูมองมายังสามีของตน จึงรีบอธิบาย
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เองถึงได้ไม่ส่งเสียงออกมาเลยแม้แต่น้อยตั้งแต่ที่ภรรยาโวยวาย ตอนแรกหมิงเป่าจูนึกว่าเขาป่วยหนักจนเกินไปถึงขั้นไม่สามารถพูดจาได้แล้ว
“พวกข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่าน!”
สตรีผู้นั้นพยุงสามีขึ้นก่อนจะโขกศีรษะคำนับหมิงเป่าจูอีกครั้ง แต่ถูกนางยับยั้งไว้
“ข้าไม่ต้องการให้พวกท่านเป็นวัวเป็นม้าลุกขึ้นมาเถิด”
หมิงเป่าจูยื่นมือที่อ่อนแรงออกไปยั้งการโขกศีรษะคำนับของพวกเขาสองคน