“ท่านพ่อยังไม่เคยลงมือกับข้าเลย เ้ากล้าดีอย่างไรมาทำร้ายข้า!”
โดนฉู่จวินหลันเหยียบหน้าอกอย่างแรงรู้สึกราวกับเครื่องในจะทะลักออกมา เขาเจ็บจนร้องโหยหวนเสียงดัง
ฉู่หวาอวิ๋นเป็บุตรชายคนเล็กของฉู่ไฉเหลียงกับอนุซุนอนุซุนรักใคร่ตามใจเขาจนเกินพอดี แม้แต่ตีด้วยไม้วัดก็ยังไม่เคยยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถูกทุบตี
“เ้า...ไอ้ตัวไร้ค่า สตรีต่ำตมไร้มารดาสั่งสอน!”
ฉู่จวินหลันหรี่ตาก่อนจะกดฝ่าเท้าหนักกว่าเดิมจนฉู่หวาอวิ๋นไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้อีก
ฉู่หวาถิงรีบกวาดมือไปทิศที่มาของเสียงจากนั้นเข้ามาคว้าตัวน้องสาวให้ออกมา “หลันหลัน เ้าไม่ได้เป็อะไรใช่หรือไม่อีกอย่าง เขายังเด็กนัก จะไปถือสาเขาทำไม”
“เด็ก? อายุสิบสามปีแล้วยังเรียกว่าเด็กอีกหรือท่านทนให้เขากลั่นแกล้งเช่นนี้มานานเท่าไหร่แล้ว!”
ยามนี้น้องสาวเป็ดั่งดอกไม้ไฟที่ถูกจุดฉู่หวาถิงรู้ว่านางโกรธแทนตนเองก็ทั้งซาบซึ้งทั้งจนใจจึงโอบกอดพลางเอ่ยปลอบเสียงเบา “พอเถิด เ้าอย่าโมโหไปเลยเ้าเพิ่งฟื้นร่างกายยังอ่อนแออยู่หากโกรธมากไปแล้วเสียสุขภาพเพราะเื่เช่นนี้จะทำอย่างไร”
ฉู่หวาอวิ๋นกลิ้งตัวหนีออกจากลานเรือนไปด้วยทั้งน้ำตานองหน้าพลางร้องไปตลอดทาง “ข้าจะไปฟ้องท่านแม่! ข้าจะให้ท่านแม่จัดการเ้า ตายเสียเถอะ!”
ฉู่จวินหลันหัวเราะเสียงเย็นหันไปบอกกับฉู่หวาถิงว่า “เห็นหรือไม่ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งเคยกล่าววาจาชั่วช้าเช่นนี้เป็ครั้งแรกแต่เป็สิ่งที่ได้ยินจนชินแล้วเสียมากกว่า”
ฉู่หวาถิงถึงกับพูดไม่ออก
เป่าเล่อบ่าวรับใช้กลับมาพร้อมห่ออาหาร“คุณชายใหญ่ เมื่อครู่บ่าวเห็นคุณชายหกวิ่งร้องไห้ออกไป เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ”
ฉู่หวาถิงยังไม่ทันตอบฉู่จวินหลันก็ชี้ไปที่ถ้วยชาที่ตกอยู่บนพื้น แล้วเล่าเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟัง“ต่อไปเ้าต้องระวังไว้มากหน่อย พวกเขาฉวยโอกาสที่พี่ชายใหญ่มองไม่เห็นรังแกเขายามที่ข้าไม่อยู่ ข้าไม่อาจเดาได้เลยว่าพวกเขาจะรังแกพี่ชายถึงเพียงไหน”
เป่าเล่อโกรธจนตัวสั่นกล่าวด้วยเสียงเจือสะอื้น “บ่าวจะจำไว้ขอรับคุณหนูสาม!ขอให้พวกชั่วช้าหน้าด้านไม่ตายดี!”
“พวกเขาจะต้องไม่ตายดีแน่”ฉู่จวินหลันล้างมือที่อ่างน้ำ วางผ้าเช็ดมือแล้วเดินออกมาประคองมือฉู่หวาถิงพาเข้าไปในเรือน“พี่ชายใหญ่ ข้าไปซื้อเทียบยามาแล้ว ให้เป่าเล่อต้มให้ท่านดื่มวันละสามครั้ง”จากนั้นหันไปกำชับเป่าเล่อว่า “เวลาต้มต้องคอยดูอย่าให้คลาดสายตาอย่าเปิดโอกาสให้ผู้ใดลอบทำอะไรได้”
“ขอรับ!”เป่าเล่อพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
ฉู่หวาถิงประหลาดใจเล็กน้อย “หลันหลันวิชาแพทย์ของเ้า...”
“ตอนที่ข้ายังหลับใหลอยู่นั้นนอกจากจะได้ยินเสียงคนพูด ข้ายังฝันถึงการเรียนวิชาแพทย์อยู่บ่อยๆคิดไม่ถึงว่าเมื่อตื่นขึ้นมาก็ทำได้เองเสียแล้ว”นางประคองฉู่หวาถิงไปนั่งที่โต๊ะแปดเซียนก่อนจะนั่งลงเคียงข้างแล้ววางนิ้วเรียวบนข้อมือเขา “บางที์คงเมตตา เห็นว่าข้าถูกใส่ร้ายมาทั้งปีจึงมอบสิ่งตอบแทนให้กระมัง”
ฉู่จวินหลันไม่พูดต่อ กะพริบตาขณะตั้งใจตรวจชีพจร
ฉู่หวาถิงแปลกใจอยู่บ้างั้แ่น้องสาวฟื้นขึ้นมาก็นิสัยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงอีกทั้งยังรู้วิชาแพทย์อย่างไร้เหตุผล แต่เมื่อคิดอีกทีถูกกดขี่ข่มเหงปานนั้นแล้วใครยังจะเป็คนเดิมได้อีกเล่า ์เมตตานั่นย่อมเป็เื่น่ายินดี มีวิชาติดตัว มีนิสัยเข้มแข็งขึ้นย่อมดีกว่าอ่อนแอให้คนรังแกเหมือนเมื่อก่อน
“พี่ชายใหญ่ท่านยังจำได้หรือไม่ว่าตาท่านเป็เช่นนี้ได้อย่างไร”
“จำได้สิ”ดวงตาไร้จุดหมายของฉู่หวาถิงหันไปทางหน้าต่าง “ปีก่อน ข้าสอบได้ที่หนึ่งในการสอบชิวเหวย[1] ครอบครัวจึงจัดงานเลี้ยงฉลองวันนั้นข้าดื่มหนักมาก แต่พอตื่นเช้ามาข้าก็มองเห็นไม่ชัด หลังเรียกหมอมาดูหมอก็บอกว่าดื่มสุรามากไปจนทำร้ายดวงตา สองวันต่อมา ตาของข้าก็ค่อยๆเลือนรางจนเหลือเพียงความมืด”
“ท่านเชื่อจริงหรือว่าเป็เพราะท่านดื่มสุรามากไป”
มือเรียวยาวที่วางบนโต๊ะค่อยๆ กำแน่น
“พี่ชายใหญ่ ท่านตาบอดเพราะถูกวางยา ข้าถอนพิษได้เพียงแต่ยังไม่แน่ว่าพิษในครั้งนั้นจะทำให้สูญเสียการมองเห็นไปเลยหรือไม่แต่ข้ามั่นใจแปดส่วนว่าจะรักษาท่านให้กลับมามองเห็นได้” ฉู่จวินหลันกุมมือเขาแน่น“ท่านเชื่อข้าหรือไม่เ้าคะ”
“หากไม่เชื่อเ้า ข้าจะเชื่อใครได้อีกเล่า”
มือใหญ่ของฉู่หวาถิงกุมมือน้อยของน้องสาวไว้แล้วกล่าวว่า“หลันหลัน ตอนที่ท่านแม่เสียเ้าเพิ่งอายุสามขวบ ยามหาท่านแม่ไม่พบก็เอาแต่ร้องไห้ตอนนั้นข้าเองก็ยังเล็กนัก พอเ้าร้องข้าก็ทำได้เพียงร้องตามเ้า”
“หลังจากพวกเราโตขึ้นก็เข้าใจว่าท่านพ่อไม่ได้ใส่ใจพวกเราถึงเพียงนั้น ทั้งยังปล่อยให้อนุหวัง อนุซุนและอนุซูผลัดกันกดขี่เราสองพี่น้อง แต่ข้าก็อดทนมาตลอด คิดเพียงว่าจะต้องสอบผ่านแล้วมีชื่อเสียงขึ้นมาให้ได้ส่วนท่านพ่อที่เกรงใจซูกุ้ยเฟยถึงเพียงนั้นคงไม่กล้ารับภรรยาเอกคนใหม่แน่นอน”
“ตอนนั้นหากเ้าจะหมั้นหมายข้าย่อมเป็หลักให้เ้าได้ ใครจะคิดว่ากลับเกิดเื่กับเ้าเสียก่อน...ส่วนข้าสอบได้เป็บัณฑิตั้แ่อายุสิบหกทุกคนต่างชมว่าเป็เยาวชนอัจฉริยะ อนาคตสดใส ใครจะรู้ว่ากลับตามืดบอดในชั่วข้ามคืนแท้จริงแล้วตอนนั้น...ข้าสิ้นหวังนัก”
“ตอนนี้ข้ารู้สึกเสียใจจริงๆหากข้าไม่หมดสิ้นกำลังใจ เ้าคงไม่ต้องเผชิญอันตรายถึงเพียงนั้นจนบัดนี้ยังต้องให้เ้าที่เป็สตรีคอยปกป้องข้าอีก”
“พี่ชายใหญ่ พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกัน ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไรเ้าคะ”ฉู่จวินหลันหัวเราะพลางเอ่ย “อีกอย่าง ท่านก็แก่กว่าข้าเพียงสองปี จะมาทำเป็โตกว่ามากมายเช่นนี้ไปทำไมกันรอให้ดวงตาท่านหายดีแล้วเข้าร่วมสอบฮุ่ยซื่อ รวมถึงสอบเตี้ยนซื่อ หากมีชื่อในบัญชีทองท่านก็ยังคงเป็หลักให้ข้าได้เหมือนเดิม”
ฉู่หวาถิงถูกถ้อยคำปลอบโยนและความสดใสของนางทำให้หัวเราะออกมา“ใช่ ต้องหายดีแน่ เ้าฟื้นขึ้นมาแล้ว ทุกอย่างย่อมต้องดีขึ้น แต่หลันหลันเ้าก็ต้องดูแลตนเองด้วย ตีหนูได้แต่อย่าให้ขวดหยกแตก[2]เพื่อคนพวกนั้นจนเสียชื่อเสียงไป นั่นไม่คุ้มเลย”
“ท่านเองก็ดุไม่แพ้ใครนี่นา” เมื่อเห็นฉู่หวาถิงทำหน้าขรึมฉู่จวินหลันก็หัวเราะลั่น “เอาละ ข้ารู้แล้ว จะระวังให้ดีเ้าค่ะ”
“จริงสิ วันนี้ที่ไปวัดต้าฉือ...”
ฉู่หวาถิงยังพูดไม่ทันจบ ฉู่จวินหลันก็บีบมือเขาเบาๆ จากนั้นส่งเสียงบอกให้เขาเงียบเบาๆ
ฉู่จวินหลันหูไว เขาได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคนกำลังมาทางนี้อย่างเร่งรีบอีกทั้งยังมีเสียงสะอื้นของอนุซุน
“ฮูหยินผู้เฒ่าช่วยตัดสินใจด้วยเถิด อวิ๋นเกอร์[3]เป็ลูกชายคนเล็กของนายท่านเหตุใดถึงปล่อยให้นางแพศยาน้อยนั่นรังแกได้”
อนุหวังก็กล่าวเสริม “คงเพราะนางไปวัดต้าฉือมาเป็แน่พอกลับมาก็ทำท่าลำพองใจ ไม่เห็นคนในบ้านอยู่ในสายตา ทั้งยังไม่ยอมไปคำนับฮูหยินผู้เฒ่าเห็นชัดว่านางไม่เคารพเลยสักนิด ข้าเห็นแล้วโมโหยิ่งนัก! แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็บุตรสาวภรรยาเอกข้าเองก็ไม่กล้าไปสั่งสอน...”
“บุตรสาวภรรยาเอก? ต่อให้นางเป็บุตรสาวภรรยาเอกแล้วอย่างไรเมื่อพบข้าผู้เป็ย่านางย่อมต้องคุกเข่าทำความเคารพ!”
“พวกนั้นมาแล้ว”ฉู่จวินหลันเลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนท่านั่งหันหลังให้ประตูห้อง
ฉู่หวาถิงที่ยังงุนงงได้ยินเสียงฝีเท้าวุ่นวายดังมาถึงหน้าลานเรือนเขาก็พอเดาออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“พี่ชายใหญ่ ข้ารู้แล้วว่าตัวเองผิด แต่น้องชายหกก็เกินไปนักอาศัยที่ท่านตามืดบอด แอบใส่มูลหนูลงในน้ำชา เช่นนี้เป็สิ่งที่น้องชายร่วมบิดาควรทำหรือ”
ฉู่จวินหลันสะอื้นน้ำตาไหลราวกับเส้นขาดเปื้อนเต็มอกไหล่ สะโพกสั่นเทา แผ่นหลังดูอ่อนแอเหลือเกินเสียงนางทั้งอ่อนหวานทั้งดื้อดึง
“พูดก็พูดเถิด อนุหวังก็ใจดีเกินไปตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ดูแลกิจการในบ้านเต็มกำลังเื่การอบรมบุตรก็เข้าไปก้าวก่ายในเรือนอนุซุนไม่ได้ ทำให้น้องชายหกถูกเลี้ยงเสียคนตอนนี้ยังใส่มูลหนูลงในน้ำชาให้ท่าน หากคนในบ้านยังคิดเพียงว่าเขาเป็เด็กดื้อไม่ว่าอะไรเลย วันหน้าถ้าออกไปงานใหญ่ภายนอก เกิดเขาไม่พอใจใครแล้วใส่มูลหนูลงในชาของคุณชายตระกูลขุนนางเล่า?”
“ครั้งนี้ข้าเพียงอยากสั่งสอนเขาแทนท่านพ่อหากไม่สั่งสอนเสียแต่ตอนนี้ วันหน้าหากเกิดเื่ใหญ่กว่านี้ขึ้นมาไม่แน่ว่าอาจถึงขั้นฆ่าคนเผาบ้าน ข่มเหงชายหญิงเกียรติยศที่เสื่อมเสียก็ยังเป็ของตระกูลฉู่พ่อจะยังมีหน้าวางตนในราชสำนักได้อีกหรือ พวกพี่สาวจะยังมีโอกาสหมั้นหมายหรือไม่?”
คำพูดของฉู่จวินหลันชัดเจน มีเหตุผลจับต้องได้
นางหันหลังให้ประตู ย่อมมองไม่เห็นสีหน้าของท่านย่าอนุหวัง และอนุซุนที่ยืนอยู่ในลาน ใบหน้าเหมือนกลืนขี้เข้าไปเต็มๆ
“เ้าสั่งสอนถูกต้องแล้วหากอนุไม่ยอมสั่งสอน เช่นนั้นข้าจะไปบอกท่านพ่อเอง บ้านไร้ฮูหยินใหญ่ในฐานะพี่ชายสายตรงผู้เป็บุตรคนโตการสั่งสอนน้องร่วมมารดาต่างก็เป็หน้าที่ของข้า” ฉู่หวาถิงฉลาดนักรีบพยักหน้าเออออทันที
อนุหวังบิดผ้าเช็ดมือจนเป็เกลียวเพราะโกรธอนุซุนก้มมองบุตรชายใบหน้าบวมปูด ยิ่งโกรธยิ่งเกลียด
ดวงตาท่านย่าแวบประกายวูบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินออกไปพลางกล่าวเสียงขรึม “ไปบอกทุกคน มารวมกันที่เรือนใหญ่ ข้ามีเื่จะพูด!”
[1] การสอบชิวเหวย หมายถึงการสอบคัดเลือกบัณฑิตระดับมณฑลในระบบสอบบัณฑิตในสมัยโบราณ จัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงผู้สอบผ่านจะได้เป็ ‘จวี่เหริน’ และมีสิทธิ์เข้าสอบในเมืองระดับหลวง หรือ เรียกว่าฮุ่ยซื่อผู้ที่สอบผ่านจะเรียกว่า ‘ก้งซื่อ’ อันดับหนึ่งเรียกว่า ‘ฮุ่ยหยวน’สุดท้ายจึงเป็การสอบในวังหรือการสอบหน้าพระที่นั่งเรียกว่า ‘เตี้ยนซื่อ’ผู้สอบได้เรียกว่า ‘จิ้นซื่อ’ อันดับหนึ่งเรียกว่า ‘จ้วงหยวน’ อันดับสองเรียกว่า‘ปั่งเหยี่ยน’ และอันดับสามเรียกว่า ‘ทั่นฮวา’
[2] ตีหนูได้แต่อย่าให้ขวดหยกแตกหมายถึงเวลาลงมือกำจัดสิ่งชั่วร้าย ต้องระวังอย่าเผลอทำลายสิ่งดีงามไปด้วย
[3] เกอร์ หมายถึง คำใช้เรียกเด็กชาย