“งั้นคุณ้าอะไร” ฉันถาม พลางจ้องนัยย์ตากลับ
“ง่ายๆ หายหัวออกไปจากชีวิตติณณ์ซะ”
เธอพูดเสียงเข้ม ปล่อยคลายเส้นผมฉันเดินไปคว้ากระเป๋าหรู แต่งตัวปกปิดใบหน้าอย่างเช่นตอนมา
“....”
“ถ้าเตือนแล้วไม่ฟัง อนาคตเธอพังแน่” เธอขู่ทิ้งท้ายแล้วก้าวเดินออกจากห้องไปทันที
ฉันทรุดนั่งตัวแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อน คำพูดเธอยังดังก้องประสาท และกรีดลงในใจอย่างทรมาน เพราะฉันรู้ว่ามันคือ ความจริง
ใบหน้าที่ชา ริมฝีปากที่เลอะคราบเืจากการถูกตบ ยังเจ็บไม่เท่าหัวใจฉันตอนนี้เลย ความสุขที่รออยู่ปลายทาง พังทลายลงในทันที เหมือนหลับฝันอันแสนหวานและตื่นขึ้นมาในโลกที่ว่างเปล่า
จนฟ้าลับไปแล้ว มีเพียงความมืดและเสียงสะอื้นในห้อง โทรศัพท์ดังอยู่เกือบชั่วโมง จากสายเข้ารัวๆ ของพี่ติณณ์จนมันแบตหมดดับไปเอง
ก็อกๆๆๆๆ
เสียงเคาะเรียกดังสนั่นจนปวดประสาท ฉันลุกเดินโซซัดโซเซ ไปเปิดประตูรับแขกอีกครั้ง
แกร้ก
“เขม!!! พี่โทรหาเป็ร้อยสายทำไมไม่รับ รู้ไหมว่าพี่เป็หะ….”
เสียงพี่ติณณ์บ่นยาว แสดงความร้อนลุ่มและห่วงใย ฉันก้มใบหน้าหลบซ่อนน้ำเอาไว้ พูดตอบด้วยเสียงติดๆ ขัดๆ
“ขะ ขอโทษ พอดีเขมมีเื่ให้คิดนิดหน่อย”
“คิดอะไร นี่เขมมาขนของ 4 ชั่วโมงแล้ว ไหนว่ามาแป๊บเดียว”
“....ฮึก.”
“เขม..ร้องไห้ทำไม” เสียงดุอ่อนลง จับไหล่ทั้งสองข้างของฉันเอาไว้แน่น
“แม่ของเดียร์น่า...”
“....”
“...มาหาเขม”
“!!!”
ฉันเงยใบหน้าขึ้น เผยน้ำตาและแผลที่มุมปาก พี่ติณณ์ทำสีหน้าใ แววตาสั่นระริก ก่อนจะขมวดคิ้วผูกปม ดึงฉันเข้าไปกอด
“ฮึก เธออยากให้เขมเลิกกับพี่ ฮือออ”
“....”
“ตอนนี้เขมไม่รู้จะทำยังไง เขม ฮึก เขมงงไปหมดแล้ว”
“เขม ใจเย็นๆ ก่อนนะ .. พี่จะเล่าเื่ทั้งหมดให้ฟังเอง”
เื่ราวในอดีตถูกเผยออกอย่างละเอียดจากปากพี่ติณณ์ จากจุดที่ฉันรู้ คือ แม่ของเดียร์น่าเคยเรียนคณะหมอ ที่มหา’ลัยอเมริกา คลาสเดียวกับพี่ติณณ์ เธอเรียนเพราะพ่อแม่บังคับ ใจเธออยากเป็ดารานักแสดง แต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน ในปีสุดท้ายที่จะจบการเรียน เธอมาปรึกษากับพี่ติณณ์ว่าเธอท้องกับผู้กำกับหนังท่านนึงและเขามีลูกเมียแล้ว จึงไม่ยอมรับเด็กในท้อง เธอกลัวและกังวลมากเพราะอนาคตกำลังจะพัง พ่อแม่เธอรับไม่ได้แน่และเขาบอกกับเธอว่าเพื่อแลกกัน ถ้าเธอเอาเด็กออก เขาจะดันเธอให้เป็ดาวตามฝัน
…เพราะใจที่รักในการเป็ดารา เธอจึงเลือกที่จะทำแท้ง
พอพี่ติณณ์รู้อย่างนั้น เลยขอร้องให้เธออุ้มท้องเอาไว้ เขาจะรับเลี้ยงเด็กเอง ตอนแรกเธอปฏิเสธ เพราะแค่มาปรึกษาเฉยๆ ไม่ได้คาดหวังแบบนี้ และกลัวว่าเด็กจะทำให้เธอมีตำหนิด่างพร้อยในอนาคต พี่ติณณ์จึงหว่านล้อม เกลี้ยกล่อมสารพัด สัญญาว่าจะไม่บอกใครเื่ของเธอ จะไม่เอ่ยชื่อเธอ หรือแม้แต่ขอร้องให้เธอช่วยทำหน้าที่แม่แม้แต่นิด
เธอใจอ่อนจากเหตุผลต่างๆ ของพี่ติณณ์ จึงลาออกจากมหา’ลัย เก็บตัวเงียบเพราะอุ้มท้อง จนวันคลอดเธอยังเลือกโรงพยาบาลนอกเมือง เพราะกลัวคนจะเห็น เธอพักฟื้นเพียง 1 วัน และพ่อของเด็กก็ส่งคนมารับเธอไปทันที เธอไม่คิดแม้แต่จะเหลียวหลังมามองเด็กที่อยู่ในตู้อบเลยด้วยซ้ำ
ตลอดห้าปีที่ผ่านมาพี่ติณณ์ทำตามสัญญาว่าจะไม่ติดต่อไปหา ไม่เผยเื่ของเธอ และไม่ยุ่งเกี่ยวไม่ว่าทางใด
แต่วันนี้ที่เธอกล้าแสดงตัว และเอ่ยปากว่าตัวเอง คือ แม่ ออกมานั้น ไม่มีใครรู้ว่าทำไมและเพื่ออะไร
“พี่ขอโทษนะ ที่ไม่บอกเขมออกมาทั้งหมด ั้แ่ก่อนหน้านี้”
“เขมเข้าใจ เพราะพี่สัญญาว่าจะไม่เอ่ยชื่อเธอ ไม่บอกใครว่าเดียร์น่าคือลูกของเธอ”
“.....”
“พี่จะทำยังไงต่อ”
“พี่ยังไม่รู้เลย ไม่เคยคิดว่าเธอจะทำแบบนี้มาก่อน ตอนนี้พี่กังวลไปหมด ทั้งจิตใจของเขม ที่กลัวที่สุดคือจิตใจของเดียร์น่า ถึงเธอจะแค่ 5 ขวบ ไม่เข้าใจความหมายของการเก็บมาเลี้ยง แต่เธอคงรับไม่ได้แน่ถ้ารู้ว่า....”
“....”
“พี่โกหกเื่แม่ของเธอ และตัวเธอ... ไม่ใช่ลูกของพี่”
“พี่ติณณ์...ฮึก”
ฉันกอดร่างโตที่สั่นจากแรงสะอื้น เขาอ่อนไหวกับเื่ของเดียร์น่า นั่นยิ่งทำให้ฉันหนักใจมากขึ้น มันคงไม่ใช่เื่ที่ดี ที่เราจะคิดหาทางกันอยู่สองคน เพราะทุกสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่เพื่อเรา แต่เพื่อ…ชีวิตและอนาคตเดียร์น่า
“พ่อแม่พี่รู้เื่นี้รึเปล่า”
“ไม่ทั้งหมด” เขาตอบโดยที่ก้มใบหน้าหลบต่ำ เช็ดน้ำตาที่คลอเบ้า
“ไปปรึกษาพ่อแม่พี่กันเถอะ พวกท่านอาจจะให้แนวทางและคำตอบที่ดีได้” ฉันแนะนำ
“อื้ม”
เขาพยักหน้ารับช้าๆ ฉันส่งยิ้มเล็กๆ สู้กับปัญหา ทิ้งของที่จะขนเอาไว้ก่อน ตอนนี้เื่ที่สำคัญที่สุดคือเดียร์น่า พี่ติณณ์ขับรถกลับบ้านไปรับเดียร์น่า บอกกับเธอว่าจะไปนอนบ้านปู่ย่า่เสาร์อาทิตย์นี้