ตอนที่23 : คนที่รอเธอเกิด
สมุดของหลินจิ้นกั๋วไม่ได้เขียนทุกวัน
บางหน้าห่างกันหลายสัปดาห์บาง่เว้นไปเป็เดือน
แต่ั้แ่หน้าแรกที่เขียนว่า
“วันนี้ชิงหลันบอกว่าเรากำลังจะมีลูก”
สิ่งที่ตามมาล้วนเป็เื่ของคนสองคนซึ่งกำลังรอเด็กคนหนึ่งเกิดมา
หลินซูเหยาเลื่อนตะเกียงเข้ามาใกล้อีกนิด
หน้าถัดไปมีตัวหนังสือไม่กี่บรรทัด
“ชิงหลันกินของมันๆ ไม่ได้”
อีกหน้า
“วันนี้ซื้อไข่ได้หกฟองเก็บไว้ให้ชิงหลันสี่ฟอง”
ริมกระดาษมีประโยคเขียนแทรกเหมือนเ้าของสมุดนึกขึ้นได้ทีหลัง
“เธอบอกว่าไม่ได้ป่วยแค่ท้อง ทำเหมือนฉันไม่รู้”
หลินซูเหยาหลุดยิ้ม
ถ้าอ่านเพียงประโยคเดียวหลินจิ้นกั๋วอาจดูเป็คนพูดน้อย
แต่พอรวมหลายหน้าเข้าด้วยกันกลับเห็นชัดว่าชายคนนี้คอยมองภรรยาแทบทุกเื่
วันไหนกินได้น้อย
วันไหนนอนไม่เต็มคืน
วันไหนบ่นปวดหลัง
แม้กระทั่งวันหนึ่งที่เสิ่นชิงหลันเถียงว่าไม่ต้องเก็บไข่ไว้ให้ตนเขายังเขียนไว้ว่า
“พูดเก่งแต่สุดท้ายก็กินหมด”
หลินซูเหยาอ่านจบแล้วหัวเราะเบาๆ
เสียงหัวเราะดังอยู่คนเดียวในบ้าน
แต่คืนนี้ความเงียบไม่ได้ทำให้รู้สึกว่างเปล่าเหมือนเมื่อก่อน
เธอพลิกต่อ
หน้าหนึ่งเป็รายการของยาวกว่าหน้าอื่น
ผ้า
ฟืน
ธัญพืช
น้ำตาลแดง
เสื้อเด็ก
ผ้าห่อตัว
จำนวนหลายอย่างถูกขีดแก้สองสามครั้ง
ตรงคำว่า“ฟืน” มีตัวเลขเพิ่มขึ้นอีกกอง
ตรง“ผ้าห่อตัว” ถูกเติมคำว่า “อีกผืนเผื่อเปียก”
หลินซูเหยามองรายการอยู่นาน
ในชีวิตก่อนเธอเคยดูบัญชีโครงการมูลค่าหลายล้านเคยคุมงบที่ตัวเลขผิดเพียงหลักเดียวก็ทำให้คนทั้งทีมต้องนั่งประชุมใหม่
แต่รายการตรงหน้าไม่มีมูลค่ามากมาย
มีเพียงของธรรมดาที่ผู้ชายคนหนึ่งกลัวว่าจะเตรียมไม่พอให้ภรรยาและลูก
หน้าหนึ่งมีเพียงสองบรรทัด
“ถ้าเป็ลูกสาวก็จะให้เรียนหนังสือ”
“ถ้าเป็ลูกชายก็เหมือนกัน”
ไม่มีคำอธิบายต่อ
เหมือนคนเขียนเห็นว่านี่เป็เื่ธรรมดาจนไม่ต้องอธิบายเหตุผล
หลินซูเหยาแตะขอบกระดาษเบาๆ ก่อนพลิกหน้า
วันที่ลูกเกิดลายมือเอียงกว่าหน้าอื่นเล็กน้อย
“ตัวเล็กกว่าที่คิดแต่ร้องดังมาก”
บรรทัดถัดมา
“ชิงหลันบอกว่าคิ้วเหมือนฉันฉันว่าเหมือนแม่มากกว่า”
อีกบรรทัดเขียนชิดขอบจนแทบตกจากหน้า
“คืนนี้ไม่ได้นอนแต่ไม่ง่วง”
หลินซูเหยาหยุดอ่าน
ไม่รู้เพราะอะไรประโยคสุดท้ายกลับทำให้หัวใจหนักกว่าสองบรรทัดแรก
คนที่เขียนคงไม่ได้คิดว่ามันสำคัญ
เพียงบันทึกคืนหนึ่งตามความจริง
แต่สำหรับคนที่โตมาโดยไม่มีใครรออยู่บ้านคำว่า “คืนนี้ไม่ได้นอน แต่ไม่ง่วง” กลับทำให้เห็นภาพชัดเกินไป
มีคนหนึ่งเคยนั่งเฝ้าเด็กทารกทั้งคืน
และเด็กคนนั้นคือเ้าของร่างนี้
หลินซูเหยาก้มอ่านต่อ
บันทึกไม่ได้เขียนทุกวันเหมือนเดิม
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเื่ของเด็กหญิงตัวเล็กกลับปรากฏบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
สองขวบทำชามแตก
สามขวบวิ่งตามไก่จนล้ม
สี่ขวบเอาถ่านเขียนผนังแล้วปฏิเสธหน้าตาย
ห้าขวบจำตัวเลขได้เร็วกว่าตัวหนังสือ
พ่อเขียนข้างล่างว่า
“เด็กคนนี้ถ้าสนใจอะไรจะจำเร็วมาก”
อีกหน้าเขียนว่า
“วันนี้ชิงหลันตีลูกหนึ่งทีเพราะหายไปหลังบ้านเกือบครึ่งวัน พอหาเจอก็กอดเสียแน่นก่อนค่อยตี”
หลินซูเหยานึกถึงเื่ที่หญิงชราในลานงานเล่าเมื่อวาน
เด็กหญิงหายไปนอนหลังฟืน
เสิ่นชิงหลันตามหาจนคนทั้งหมู่บ้านวุ่น
เื่เดียวกันถูกจดไว้จากมือของพ่อ
ไม่ยาว
ไม่มีถ้อยคำใหญ่โต
แต่พออ่านแล้วคนในความทรงจำกลับค่อย ๆ มีรูปร่างขึ้น
แม่ไม่ใช่เพียงหญิงป่วยบนเตียง
พ่อไม่ใช่เพียงชื่อของคนตาย
สองคนนั้นเคยหงุดหงิด
เคยหัวเราะ
เคยทะเลาะเื่ไข่สี่ฟอง
เคยตามหาลูกที่หลับอยู่หลังฟืน
หลินซูเหยาปิดสมุดลงครึ่งหนึ่ง
สายตาเลื่อนไปยังโต๊ะไม้เก่าตรงหน้า
ในชีวิตก่อนเธอมีแฟ้มประวัติการทำงานหนาหลายเล่ม
ผลประเมิน
ยอดขาย
โครงการ
ตำแหน่ง
รางวัล
ทุกอย่างบอกว่าเธอเคยทำอะไรสำเร็จ
แต่ไม่มีใครเคยจำว่าเธอทำชามแตกตอนกี่ขวบ
ไม่มีใครจดว่าเธอวิ่งตามอะไรแล้วล้ม
เพราะไม่มีคนคนนั้นอยู่ให้จำั้แ่แรก
ความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาจุกตรงลำคอ
หลินซูเหยาจึงลุกจากโต๊ะ
เธอไปดูไฟใต้คั่งเติมฟืนเพิ่ม แล้วเข้าไปในห้าง
คืนนี้ไม่ได้หยิบอาหารหนัก
เพียงอุ่นนมครึ่งแก้วแล้วนั่งพักจนความร้อนในถ้วยลดลงพอดี
่แรกกระเพาะของร่างนี้รับอะไรได้ไม่มาก
ตอนนี้ดีขึ้นทีละน้อย
เธอกินได้มากขึ้น
หน้ามืดน้อยลง
แรงในมือกลับมาทีละนิด
ทุกอย่างช้าแต่เดินไปข้างหน้า
หลินซูเหยาดื่มนมจนหมดแล้วกลับออกมานั่งที่โต๊ะอีกครั้ง
สมุดยังวางอยู่ตรงเดิม
เมื่อพลิกต่ออีกหลายหน้าเวลาก็เดินไปข้างหน้าตามชีวิตของเด็กคนหนึ่ง
หกขวบ
เจ็ดขวบ
แปดขวบ
เื่ส่วนใหญ่ยังเป็งานบ้าน และคนในครอบครัว
บางครั้งพ่อเขียนเื่ผลผลิต
บางครั้งเื่ซ่อมหลังคา
บางครั้งเพียงบอกว่าลูกเป็ไข้หรือแม่ทำรองเท้าคู่ใหม่ให้
จนถึงหน้าหนึ่งซึ่งเขียนไว้ในวันที่ซูเหยาในวัยเด็กถามคำถามธรรมดา
“วันนี้ซูเหยาถามว่าปักกิ่งอยู่ไกลแค่ไหน”
มือของหลินซูเหยาชะงัก
เธออ่านบรรทัดต่อไป
“ฉันบอกว่าไกลมากเด็กถามต่อว่าทำไมพ่อถึงมาอยู่หนานซาน”
ใต้ประโยคนั้นมีช่องว่างยาวกว่าปกติ
เหมือนคนเขียนหยุดไปพักหนึ่งก่อนตัดสินใจเขียนต่อ
“ไม่รู้ว่าควรบอกลูกแค่ไหน”
หลินซูเหยาเลื่อนตะเกียงเข้ามาใกล้
นี่เป็ครั้งแรกั้แ่หน้าแรกของสมุดที่หลินจิ้นกั๋วเขียนถึงอดีตก่อนมีครอบครัวอย่างจริงจัง
ไม่ใช่เพราะสมุดย้อนเวลากลับไป
แต่เพราะคำถามของลูกในวันนั้นทำให้เขานึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นก่อนสมุดเล่มนี้จะเริ่ม
บรรทัดถัดมาเขียนว่า
“ก่อนมาอยู่ที่นี่ฉันอยู่ปักกิ่ง”
“ถูกกล่าวหาว่าทำเื่ที่ไม่ได้ทำ”
“คนในบ้านเดิมเชื่อหลักฐานที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าคำของฉัน”
“สุดท้ายฉันถูกขับออกมาและถูกส่งกลับหนานซาน”
หลินซูเหยาอ่านซ้ำช้าๆ
พ่อไม่ได้เขียนว่าข้อกล่าวหาคืออะไร
ไม่ได้เขียนว่าใครเป็คนทำ
ไม่ได้บอกว่าคนในบ้านเดิมมีใครบ้าง
มีเพียงข้อเท็จจริงสั้นๆ ว่าเขาถูกกล่าวหาและถูกขับออกมา
ถัดลงไปอีกสองบรรทัด
“ถ้าถามว่าฉันผิดหรือไม่คำตอบยังเหมือนเดิม”
“ฉันไม่ได้ทำ”
หลินซูเหยานิ่งอยู่นาน
นี่เป็ครั้งแรกที่เธอเห็นคำยืนยันจากพ่อโดยตรง
ไม่ใช่ข่าวลือของคนในหมู่บ้าน
ไม่ใช่สิ่งที่เ้าของร่างเดิมจำมาไม่ครบ
เขาเขียนด้วยมือของตัวเองว่าไม่ได้ทำ
แต่หลินซูเหยาไม่ได้รีบเชื่อทุกอย่างเพียงเพราะคนเขียนคือพ่อ
ชีวิตก่อนเธอทำงานกับสัญญาตัวเลข และคนมามากเกินกว่าจะคิดว่าคำยืนยันของฝ่ายหนึ่งเท่ากับข้อพิสูจน์
คำว่า“ฉันไม่ได้ทำ” ทำให้เธออยากรู้
แต่ยังไม่ทำให้เธอตัดสินว่าใครผิดหรือใครถูก
เธออ่านต่อ
หลังข้อความเื่ปักกิ่งหลินจิ้นกั๋วเขียนยาวกว่าปกติอีกเล็กน้อย
“ตอนเดินทางกลับหนานซานฉันเคยคิดว่าชีวิตจากนี้คงเหลือเพียงการเริ่มใหม่ให้พออยู่ได้”
“ระหว่างทางฉันพบผู้หญิงคนหนึ่งาเ็อยู่ใกล้ลำธาร”
หลินซูเหยาหยุดหายใจชั่วครู่
บรรทัดต่อมา
“จำอะไรไม่ได้มากจำได้เพียงชื่อ เสิ่นชิงหลัน”
อีกบรรทัด
“ตอนนั้นไม่รู้ว่าวันหนึ่งเธอจะกลายเป็คนที่นั่งบ่นว่าฉันเก็บไข่ไว้ให้มากเกินไป”
หลินซูเหยาหลุดหัวเราะทั้งที่ดวงตาร้อนขึ้นเล็กน้อย
นี่ไม่ใช่บันทึกรายวันจากวันที่พ่อพบแม่
เป็เพียงคนคนหนึ่งกำลังนั่งเขียนในหลายปีต่อมาหลังลูกถามว่าเหตุใดพ่อถึงมาอยู่หนานซาน
เขาจึงเล่าต้นทางของบ้านหลังนี้ให้ตัวเองฟังบนหน้ากระดาษ
เล่าเพียงเท่าที่้า
ไม่กล่าวชื่อคนในครอบครัวที่ปักกิ่ง
ไม่เล่ารายละเอียดข้อกล่าวหา
ไม่บอกว่าใครได้ประโยชน์จากการที่เขาถูกขับออกมาหรือคนที่กล่าวหาเขา
เขียนเพียงว่าหลังออกจากเมืองนั้น เขาพบผู้หญิงความจำเสื่อมคนหนึ่งระหว่างทาง
ช่วยรักษา
พากลับหนานซาน
ใช้ชีวิตอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน
แล้ววันหนึ่งสมุดเล่มนี้ก็เริ่มต้นด้วยประโยค
“วันนี้ชิงหลันบอกว่าเรากำลังจะมีลูก”
หลินซูเหยามองหน้ากระดาษอยู่นาน
ถ้าหลินจิ้นกั๋วอยากให้ลูกตามกลับไปจัดการเื่เดิมเขาคงเขียนชื่อคน เขียนข้อกล่าวหา หรืออย่างน้อยทิ้งทางให้ตาม
แต่ไม่มี
ตรงกันข้ามประโยคท้ายของบันทึกวันนั้นเขียนไว้ชัด
“เื่ของฉันไม่ควรกลายเป็ภาระของลูก”
หลินซูเหยาลูบขอบกระดาษด้วยนิ้วโป้ง
เธอเข้าใจได้เพียงเท่านี้
พ่อมีอดีตที่ปักกิ่ง
พ่อเชื่อว่าตัวเองถูกกล่าวหาในสิ่งที่ไม่ได้ทำ
และพ่อไม่อยากดึงลูกเข้าไปแบกเื่นั้น
มากกว่านี้สมุดยังไม่ได้บอก
เพราะฉะนั้นเธอก็ยังไม่มีสิทธิ์รู้มากกว่านี้
เสียงลมกระทบหน้าต่างเบาๆ
หลินซูเหยาลุกไปตรวจกลอนตามความเคยชิน
ทุกอย่างปกติ
เมื่อกลับมานั่งเธอไม่ได้คิดว่าจะต้องเดินทางไปปักกิ่ง
ไม่ได้คิดว่าจะไปหาคนที่ไม่รู้จัก
ตอนนี้ชีวิตมีเื่อยู่ตรงหน้ามากพอแล้ว
ร่างกายยังต้องฟื้น
บ้านเพิ่งได้คืน
คะแนนแรงงานเพิ่งกลับมา
และเงินที่เป็ของตัวเองจริงๆ ยังมีไม่มาก
แต่คำว่า
“ฉันไม่ได้ทำ”
ยังคงอยู่บนหน้ากระดาษ
ถ้าวันหนึ่งเธอได้เจอข้อมูลมากกว่านี้เธอคงไม่ทำเป็มองไม่เห็น
ไม่ใช่เพราะสมุดสั่งให้ทำ
แต่เพราะเธออยากรู้ว่าคนที่รอเด็กคนหนึ่งเกิดด้วยไข่หกฟอง ฟืนหลายกอง และผ้าห่อตัวอีกหนึ่งผืนเคยถูกกล่าวหาเื่อะไรกันแน่
หลินซูเหยาพลิกหน้าต่อ
เวลาบนสมุดขยับไปอีกหลายปี
ลายมือของพ่อเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ประโยคแรกทำให้มือของเธอหยุด
“ชิงหลันบอกว่าครั้งนี้อาการเหมือนตอนมีซูเหยา”
บรรทัดถัดมา
“บ้านเราน่าจะมีสมาชิกเพิ่มอีกคน”
หลินซูเหยานิ่ง
สายตาเลื่อนไปยังหีบที่เก็บอยู่ในห้าง
เสื้อเด็กตัวเล็ก
ของชิ้นที่สาม
คราวนี้เธอรู้แล้วว่ามันถูกเตรียมไว้ให้ใคร