แสงแดดจัดจ้าของประเทศอัลซาฮาร์แถบอาหรับสาดส่องลงบนพื้นรันเวย์จนเกิดภาพลวงตาเป็ระลอกคลื่นความร้อนมนัสวีเดินแกมวิ่งออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้าด้วยใบหน้าที่ฉายแววกังวลนิ้วเรียวสวยคอยเช็กนาฬิกาข้อมือสลับกับหน้าจอมือถืออย่างร้อนรน
"บ้าจริง! ไฟล์ทดีเลย์ไปตั้งชั่วโมงกว่ารถโรงแรมจะยังรออยู่ไหมเนี่ย"
หญิงสาวบ่นอุบกับตัวเองพลางกระชับสายกระเป๋าเป้ใบย่อมกล้องถ่ายรูปคล้องอยู่ที่คอสวยเธอสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวพอดีตัวกับกางเกงยีนส์ทรงสลิมที่ขับเน้นเรียวขาเพรียวสวยผมยาวสลวยถูกมัดรวบเป็หางม้าเผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าหวานล้ำที่แม้จะดูเหนื่อยล้าจากการเดินทางแต่ก็ไม่อาจลดทอนความสดใสลงได้เลยเธอลากกระเป๋าใบใหญ่ไปตามทางเดินหินอ่อนสายตากวาดมองหาป้ายชื่อของตัวเอง
แต่ด้วยความที่มัวถ่ายรูปสนามบินที่แสนอรังการอยู่นั้นทำให้เธอไม่ทันสังเกตเห็นขบวนคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินสวนมาทางหัวมุมอาคารผู้โดยสารวีไอพีมนัสวีเลี้ยวหักศอกกะทันหันก่อนจะปะทะเข้ากับกำแพงเนื้อขนาดมหึมาอย่างจัง!
ตุบ!
"ว๊าย! แหกไหมเนี้ย" เธออุทานภาษาไทยออกมาด้วยความเคยชิน
แรงกระแทกส่งผลให้ร่างบางเสียหลักหงายหลัง ทว่าก่อนที่ก้นจะถึงพื้นมือหนาที่แข็งแรงราวกับคีมเหล็กก็ตวัดคว้าเอวบางของเธอไว้ได้ทันท่วงทีแรงดึงมหาศาลนั้นฉุดรั้งให้ร่างของเธอกระเด็นเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อภายใต้ชุดสูทเนื้อดี
มันใกล้ จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันเวลารอบตัวเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ประหนึ่งกาลเวลาถูกหยุดชะงักลง
มนัสวีเงยหน้าขึ้นด้วยความตระหนกสายตาของเธอประสานเข้ากับั์ตาคมกริบสีนิลกาฬที่แฝงไปด้วยอำนาจและความเยือกเย็นใบหน้าของบุรุษตรงหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักของเทพเ้าจมูกโด่งเป็สันรับกับริมฝีปากหยักลึกและรอยไรหนวดเคราที่ตัดแต่งอย่างประณีตส่งให้เขาดูดุดันและมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ
“หล่ออะไรขนาดนี้วะ ” เสียงในใจเธอหลุดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว
ในขณะเดียวกันชีคอัมรันก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความตะลึงกลิ่นกายหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้เมืองหนาวจากหญิงสาวในอ้อมกอดโชยเข้าจมูกดวงตากลมโตสุกใสดั่งกวางน้อยและผิวพรรณที่ขาวผุดผ่องนั้นสะกดให้หัวใจที่เคยด้านชาของท่านชีคหนุ่มกระตุกไหวอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
ทว่าศักดิ์ศรีและมาดของผู้นำประเทศทำให้เขาต้องรีบสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปชีคอัมรันปล่อยมือออกจากเอวบางทันทีพลางจัดฉลองพระองค์ให้เข้าที่ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูเ็า
"เดินไม่รู้จักดูทางบ้างเลยหรือไง? สนามบินไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะคุณ"
มนัสวีที่กำลังจะอ้าปากกล่าวขอบคุณถึงกับชะงักกึกความซาบซึ้งเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความรู้สึกเดือดปุดๆเธอเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมจัดของเขาอย่างไม่ยอมแพ้
"นี่คุณ! ฉันก็รีบของฉัน และมุมนี้มันก็มุมอับคุณเองนั่นแหละที่เดินไวอย่างกับพายุ แทนที่จะระวังคนอื่นบ้างกลับมาโทษฉันฝ่ายเดียวแบบนี้มันไม่แฟร์นะคะ"
"ฉันเป็เ้าของที่นี่และฉันไม่จำเป็ต้องระวังใคร มีแต่คนอื่นที่ต้องระวังฉัน"
อัมรันเลิกคิ้วมองหญิงสาวตรงหน้า เธอตัวเล็กกว่าเขาเกือบสอง่ไหล่แต่กลับกล้าต่อปากต่อคำกับเขาอย่างไม่เกรงอาญา
"อ๋อ... เป็เ้าของสนามบินเหรอคะ? นึกว่าเป็เ้าของโลกซะอีก" มนัสวีแค่นยิ้มประชดประชันอย่างเหลืออด
"งั้นก็เชิญท่านเ้าของสนามบินเดินตามสบายเลยนะคะฉันไม่กวนเวลาอันมีค่าของคุณแล้ว... ลาขาดค่ะ!"
เธอทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มหวานหยดที่ชวนให้คนมองรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจก่อนจะสะบัดหน้าใส่ ลากกระเป๋าเดินทางเดินลิ่วตรงไปยังประตูทางออกอย่างรวดเร็ว
ลมร้อนระอุของประเทศทะเลทรายพัดเข้ากระทบผิวทันทีที่ประตูอัตโนมัติเปิดกว้างออกมนัสวียกมือขึ้นป้องหน้าผากดวงตาเรียวหรี่ลงจากแสงแดดที่จ้าจนเกือบจะกลายเป็สีขาวโพลน
เธอทิ้งให้ชีคหนุ่มยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมขององครักษ์อัมรันมองตามแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกไปทุกทีด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกมุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มขึ้นมาเพียงนิด...เป็รอยยิ้มที่แม้แต่คนใกล้ชิดก็ยังยากจะคาดเดาความหมาย
"ท่านชีคครับ... ให้จัดการผู้หญิงคนนั้นไหมครับ?"ซาอีด องครักษ์คนสนิทก้าวเข้ามากระซิบถามด้วยความฉงนเพราะไม่เคยเห็นใครกล้าขัดใจนายเหนือหัวขนาดนี้มาก่อน
"จัดการน่ะจัดการแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้"อัมรันเอ่ยเสียงเรียบพลางมองรถลีมูซีนของโรงแรมภายในเคลือของเขาที่เคลื่อนตัวออกไป
"ตามสืบมาให้ได้ว่าเธอชื่ออะไรและมาทำอะไรที่ประเทศของเรา"
"ครับ?" ซาอีดเลิกคิ้ว
"ข้าชอบคนที่ไม่กลัวข้า นานๆจะเจอแม่เสือดาวหลงมาในทะเลทรายสักตัวข้าอยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะเก่งได้สักกี่น้ำ"
ชีคหนุ่มหมุนตัวเดินกลับไปยังขบวนรถส่วนตัวด้วยท่วงท่าที่สง่างามในใจกลับยังคงติดตาภาพดวงตากลมโตที่จ้องมองเขาอย่างท้าทายดูท่าว่าการมาเยือนของหญิงสาวคนนี้จะทำให้ทะเลทรายที่แสนน่าเบื่อของเขามีสีสันขึ้นมาเสียแล้ว
***********************************
หลังจากเช็กอินและพักผ่อนเพียงเล็กน้อยมนัสวีก็อดใจไม่ไหวที่จะออกไปััเสน่ห์ของเมืองหลวงในแดนอาหรับเธอเลือกสวมชุดเดรสยาวผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนดูสบายตาแต่ก็ปกปิดมิดชิดพอประมาณทับด้วยผ้าคลุมไหล่สีน้ำตาลทรายที่เธอซื้อมาจากร้านค้าในสนามบินก่อนออกจากประเทศ
ตลาดหรือซุก แห่งนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวากลิ่นเครื่องเทศหอมฟุ้งลอยละล่องมาตามอากาศ ผสมปนเปกับกลิ่นน้ำหอมกำยานและชามินต์มนัสวีเดินชมร้านขายพรมทอมือโคมไฟทองเหลืองสลักลายอย่างเพลิดเพลินเธอไม่รู้เลยว่าความงามที่ดูแปลกแยกและโดดเด่นของเธอกำลังตกเป็เป้าสายตาของใครบางคน
ในมุมมืดของซอกตึกชายร่างผอมเกร็งสองสามคนที่มีรอยแผลเป็และแววตาหิวกระหายกำลังซุ่มดูเธออยู่พวกมันคือลูกสมุนของจาร์กัลที่แฝงตัวเข้ามาหาเหยื่อในเมือง
"ดูนั่นสิ ของเกรดเอจริงๆผิวพรรณนั่นดูน่าจะนุ่มลื่นน่าดู" หนึ่งในพวกมันพึมพำ
"ใจเย็นไว้นายสั่งไว้ว่าอาทิตย์หน้าจะมีงานประมูลใหญ่ ยัยนี่ถ้าเอาไปประมูลได้ ราคาคงสูงลิ่วแต่ตอนนี้มันกลางเมืองหลวง มีทหารเดินอยู่เต็มไปหมด เราต้องรอโอกาส"
มนัสวีรู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก เธอหันไปมองรอบๆแต่ก็พบเพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวเมืองที่เดินกันพลุกพล่านหญิงสาวตัดสินใจเดินกลับไปยังโรงแรมเมื่อแดดเริ่มอ่อนแสงลงโดยไม่รู้เลยว่าพวกมันได้จดจำใบหน้าและเส้นทางของเธอไว้หมดแล้ว
***********************************
โรงแรมลักชูรีระดับหกดาวที่มนัสวีพักอยู่นั้นตกแต่งหรูหราอลังการประหนึ่งพระราชวังในตำนานพันหนึ่งราตรี่ค่ำขณะที่เธอกำลังนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ระเบียงอาหารริมสระน้ำอันเงียบสงบเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นทว่านุ่มนวลก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมน้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูจนน่าใ
"อาหารที่นี่รสชาติถูกปากคนต่างถิ่นอย่างคุณหรือเปล่า?"
มนัสวีสำลักชามินต์ร้อนๆ เล็กน้อยเธอรีบใช้ผ้าเช็ดปากซับอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปมองและต้องเบิกตาโตเมื่อพบกับบุรุษร่างสูงสง่าที่เพิ่งมีเื่ปะทะคารมกันที่สนามบินบัดนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดสูทสากล แต่สวมชุดประจำชาติสีขาวบริสุทธิ์ขับเน้นบุคลิกให้ดูสง่างามและทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
"คุณ! มาได้ยังไงเนี่ย? ตามฉันมาเหรอ?"เธอถามเสียงหลง พลางขยับตัวออกห่างตามสัญชาตญาณ
"โรงแรมนี้เป็ของเพื่อนฉันและฉันก็แค่แวะมาดูความเรียบร้อย" อัมรันโกหกหน้าตายทั้งที่จริงเขาจงใจมาที่นี่ทันทีหลังจากได้รับรายงานตำแหน่งของเธอจากซาอีด
"ขอนั่งด้วยคนสิ ห้องอาหารเต็มพอดี"
"เต็มเหรอคะ? ฉันเห็นโต๊ะว่างตั้งเยอะแยะ"มนัสวีกวาดตามองไปรอบๆที่มีโต๊ะว่างเรียงรายอยู่เพียบภายใต้แสงจันทร์
"โต๊ะพวกนั้นโดนจองหมดแล้ว" ชีคหนุ่มเอ่ยตัดบทเสียงเรียบก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยไม่รอคำอนุญาต
"สั่งอะไรมากินน่ะ ดูน่าสนใจดีนะ"
"ก็อาหารอาหรับธรรมดานั่นแหละค่ะท่านเ้าสนามบิน"เธอเหน็บแนมพลางตักอาหารเข้าปาก
"แล้วนี่ไม่มีลูกน้องเดินตามเป็ขบวนแล้วเหรอคะ?หรือว่าตกกระป๋องไปหมดแล้ว"
"ฉันอยากมีความเป็ส่วนตัวบ้างโดยเฉพาะเวลาที่อยากคุยกับคนแปลกหน้าที่ปากกล้าเป็พิเศษ" อัมรันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอแววตาคมกริบคู่นั้นทำเอาคนถูกมองเริ่มวางตัวไม่ถูก
"คุณเดินทางมาที่นี่คนเดียวเหรอ มนัสวี?"หญิงสาวชะงัก ช้อนในมือแทบหล่วง
"คุณรู้ชื่อฉันได้ยังไง?"
"ในประเทศแห่งนี้ไม่มีอะไรที่ฉันอยากรู้แล้วไม่ได้รู้" เขาตอบยิ้มๆอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
"บอกมาสิ มาทำอะไรที่นี่?"
"มาเที่ยวสิคะ ฉันลาพักร้อนมาเปิดหูเปิดตาฉันอยากเห็นดาวที่โอเอซิสที่เขาว่าสวยนักสวยหนา"
ทันทีที่ได้ยินคำว่าโอเอซิสซึ่งหมายถึงการต้องเดินทางเข้าไปในเขตทะเลทรายลึกดวงตาของอัมรันก็ฉายแววจริงจังขึ้นมาทันที
"ทะเลทรายไม่ใช่ที่สำหรับผู้หญิงตัวคนเดียวโดยเฉพาะใน่ที่มีข่าวเื่กองโจรชุกชุม" เขาเตือนเสียงเข้ม
"โอเอซิสที่คุณว่ามันใกล้กับเขตอิทธิพลของพวกจาร์กัล"
"ฉันไปกับทัวร์นะคะ มีไกด์ มีคนดูแลคุณอย่ามาขู่ให้ฉันกลัวหน่อยเลย อยากจะเก็บความสวยงามไว้ดูคนเดียวหรือไง"เธอย้อนกลับอย่างไม่ยอมแพ้
"ฉันไม่ได้ขู่" อัมรันโน้มตัวเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆจากตัวเธอ
"ทะเลทรายสวยงามแต่ก็โหดร้าย ถ้าคุณดื้อรั้นจะไปก็ระวังตัวไว้ให้ดี อย่าให้แม่เสือดาวต้องกลายเป็ลูกแมวในกรงขังก็แล้วกัน"
"ขอบคุณที่เตือนค่ะ ผู้หวังดี" มนัสวียิ้มกวนๆ ส่งให้
"แต่ฉันดูแลตัวเองได้ คุณห่วงตัวเองเถอะเดินไปไหนมาไหนระวังชนคนอื่นอีกล่ะ ครั้งหน้าอาจจะไม่เจอคนใจดีแบบฉันก็ได้นะคะ"
ทั้งคู่จ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใครบทสนทนาที่เต็มไปด้วยการเน็บแนมแฝงความรู้สึกบางอย่างจบลงด้วยเสียงหัวเราะในลำคอของอัมรันเขาเผลอยกยิ้มที่มุมปากอย่างนึกสนุกยิ่งเธอพยายามจะทำตัวเป็แม่เสือดาวที่ดูแลตัวเองได้เท่าไหร่เขาก็ยิ่งอยากจะปราบพยศเธอมากขึ้นเท่านั้น
"ดูแลตัวเองได้งั้นเหรอ?" เขาเลิกคิ้วสูง
"ในดินแดนที่แม้แต่ลมหายใจของความร้อนยังฆ่าคนได้เนี่ยนะมนัสวี คุณประเมินทะเลทรายต่ำไป หรือไม่ก็ประเมินความสามารถตัวเองสูงไปหน่อย"
"คุณก็ประเมินฉันต่ำไปเหมือนกันค่ะ" เธอย้อนทันควัน
"ฉันผ่านอะไรมาเยอะกว่าที่คุณคิด"
"งั้นเรามาแลกเปลี่ยนกันหน่อยเป็ไง" รามโน้มตัวลงมาจนระยะห่างลดน้อยลงจนน่าใจหาย
"ในเมื่อคุณจะไปในที่ที่อันตรายภายใต้การดูแลของคนอื่นที่ผมไม่ไว้ใจอย่างน้อยที่สุด คุณควรจะรู้จักชื่อของผมไว้...เพราะผมสามารถดูแลคุณได้ดีกว่าทัวร์ที่คุณจะไปเสียอีก"
"ฉันไม่ได้อยากรู้สักหน่อย" มนัสวีเชิดหน้าหนี แต่สายตาที่ไหวระริกนั้นปิดไม่มิด
"แต่ผมอยากให้คุณเรียก" น้ำเสียงเขาทุ้มต่ำและทรงอำนาจขึ้น
"คนทั่วไปเรียกผมว่า ชีคอัมรัน แต่สำหรับคุณ...ในฐานะคนพิเศษ เรียกผมว่า ราม"
มนัสวีชะงักไปครู่หนึ่งหัวใจเต้นผิดจังหวะกับชื่อที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั่น
"ชื่อคุณเหรอ? ใครจะกล้าเรียก"
"คุณไง" เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีก
"ถ้าคุณยอมเรียกชื่อผมผมอาจจะพิจารณาให้คุณไปเที่ยวทะเลทรายลึกนั่นอย่างปลอดภัยก็ได้"
"นี่คุณบังคับฉันเหรอคะ?"
"ผมเรียกว่าข้อเสนอที่คุณปฏิเสธไม่ได้ต่างหาก"รามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมสวย
"เอาล่ะ... ลองเรียกสิ มนัสวี"
หญิงสาวเม้มริมฝีปากก่อนจะอ้อมแอ้มตอบ
"ก็ได้ค่ะ คุณราม"
"แค่ ราม " เขาแก้ให้ด้วยสายตาเ้าเล่ห์
"และในเมื่อผมให้ชื่อเล่นของผมกับคุณแล้วผมก็ควรจะมีชื่อเรียกคุณที่พิเศษกว่าคนอื่นเหมือนกัน"
เขากวาดสายตามองเธอั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ทำให้เธอหน้าร้อนผ่าว
"เพื่อนคุณเรียกคุณว่าอะไร วี ใช่ไหม? แต่สำหรับผม... ท่าทางขู่ฟ่อ แต่ตัวนิดเดียวแบบนี้ คุณเหมือนแมว มากกว่า"
"แมวเหรอคะ?" มนัสวีทวนคำอย่างอึ้งๆนี่เขามีซิกส์เซนส์หรือยังไง ถึงได้เรียกชื่อเล่นจริงๆ ของเธอถูก!
"ใช่ แมวที่แปลว่า Cat นั่นแหละ"รามหัวเราะเบาๆ
"แต่ภาษาของคุณมันออกเสียงยากไปนิดสำหรับผม...งั้นผมขอเรียกคุณว่าแคลก็แล้วกัน ดัดแปลงมาจาก Cat ที่แปลว่าแมวนั่นแหละฟังดูนุ่มนวลแต่ก็ซ่อนเล็บคมเอาไว้เหมือนคุณไม่มีผิด"
"ฉันมีชื่อเล่นนะคะ ทำไมต้องมาตั้งใหม่ให้ด้วย"
"เพราะผมจะเป็คนเดียวที่เรียกคุณแบบนี้"รามประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเผด็จการ
"จำไว้ แคล ชื่อนี้มีไว้สำหรับผมคนเดียวเท่านั้นถ้าผมได้ยินใครคนอื่นเรียกคุณแบบนี้ ผมไม่รับประกันความปลอดภัยของมัน"
มนัสวีหน้าร้อนผ่าวรู้สึกเหมือนโดนตีตราจองด้วยชื่อที่เขาสถาปนาขึ้นมาเอง
"นี่คุณ! มันจะมากไปแล้วนะคะ"
"ในอาณาจักรของผม ไม่มีคำว่ามากไป" เขาหัวเราะอย่างผู้ชนะ
"ว่าไง แคล? จะเรียกชื่อผมดีๆหรือจะให้ผมสั่งปิดบริษัททัวร์นั่นเดี๋ยวนี้เพื่อให้คุณมีเวลา ฝึกเรียกชื่อผมทั้งคืน"
มนัสวีถอนใจอย่างจำนนต่อความเอาแต่ใจระดับเ้าโลกของเขา
"โอเคค่ะ ราม พอใจหรือยัง?"
"พอใจมาก แคล" รามพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางผ่อนคลายแต่แววตายังคงจับจ้องเธอไม่วางตา
"จำไว้ให้ดีล่ะรามคนนี้แหละที่จะเป็คนตัดสินว่าแม่แมวอย่างคุณ จะได้เห็นดวงดาวที่โอเอซิสนั่นหรือจะได้เห็นแค่กรงทองของผม"
หลังจากมื้ออาหารที่เต็มไปด้วยการปะทะคารมจบลงรามมองส่งร่างบางที่เดินกระฟัดกระเฟียดกลับเข้าห้องพักไปเขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางยกหูโทรศัพท์สื่อสารส่วนตัวขึ้นมาสายตาที่เคยดูนึกสนุกเมื่อครู่กลับกลายเป็ราบเรียบและดุดันตามสัญชาตญาณผู้ปกครอง
"ซาอีด" เขาเรียกคนสนิท
"ครับท่าน" เสียงปลายสายตอบรับทันที
"มะรืนนี้เธอจะเดินทางไปโอเอซิสกับบริษัททัวร์"รามเว้นจังหวะ
"จัดการเปลี่ยนไกด์และทีมคุ้มกันทั้งหมดให้เป็คนของเราและส่งรถนำขบวนที่ดูธรรมดาที่สุดไปดูแล อย่าให้ใครรู้ตัวว่าเป็ของเราทั้งหมดไม่ใช่ของทัวร์"
"ท่านกังวลเื่พวกจาร์กัลหรือครับ?"ซาอีดถามด้วยน้ำเสียงกังวล
"ฉันไม่ได้กังวลว่าพวกมันจะทำอะไรฉันได้แต่ฉันกังวลว่าแม่แมวตัวนี้จะซนจนพาตัวเองไปติดกับดักของพวกมัน"
รามมองออกไปที่ขอบฟ้าทะเลทรายที่มืดมิดกลิ่นอายของาเย็นระหว่างขั้วอำนาจในประเทศกำลังคุกรุ่นแผนผังของสภาในหัวของเขาเต็มไปด้วยจุดสีดำที่ระบุถึงเหล่าคนทรยศ
"แต่ท่านครับ งานที่สภา การประชุม่นี้สำคัญมากหากท่านไม่ปรากฏตัวอามานจะใช้โอกาสนี้ปลุกปั่นให้สมาชิกคนอื่นเห็นว่าท่านละเลยหน้าที่" รามเตือนถึงหัวหน้าใหญ่ของสภาผู้มีอิทธิพลซึ่งเขารู้ดีว่าเื้ัคือผู้อยู่เื้ักลุ่มจาร์กัลที่คอยกัดเซาะความมั่นคงของประเทศ
"ปล่อยให้อามานร่ายรำไปบนเวทีน้ำลายของมันเถอะ"ชีคหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบแต่ทรงพลัง
"เลื่อนการประชุมออกไปก่อนแล้วปล่อยข่าวลือว่าฉันเดินทางไปเยี่ยมเลย์ลา ที่อังกฤษ ทำให้มันดูแเีที่สุดจนพวกมันคิดว่าทางสะดวก"
เขาใช้ชื่อน้องสาวเป็เกราะบังหน้าเพื่อลอบเข้าไปจัดการถอนรากถอนโคนพวกจาร์กัลในพื้นที่ และเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อไปเป็องครักษ์ส่วนตัวให้กับแม่แมวปากเก่งโดยที่เธอไม่รู้ตัว
"ถ้าพวกจาร์กัลรู้ว่าฉันเข้าใกล้พื้นที่เขตแดนใต้แผนการที่ฉันจะล่อพวกมันออกมาติดกับก็จะล้มเหลว และที่สำคัญความปลอดภัยของแคลจะตกอยู่ในอันตรายทันที"
มุมปากของชีคหนุ่มยกยิ้มอย่างมีเลศนัยเป็รอยยิ้มที่ผสมผสานระหว่างนักล่าและผู้ปกป้องแผนการจับแมวใส่กรงทองที่ซ้อนทับอยู่บนแผนการกวาดล้างฏกำลังจะเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุด้วยเพลิงการเมืองแต่กลับมีหัวใจที่เริ่มสั่นไหวเป็เดิมพัน