อันหรงเหอเป็นเด็กน่ารักทุกครั้งที่มาหาอันซิ่วเอ๋อร์ นอกจากจะมาขอให้อาหญิงสอนหนังสือแล้วเขายังขยันขันแข็งช่วยงานบ้านต่างๆ อีกด้วย ทั้งสองช่วยกันดูแลแปลงผัก กวาดลานบ้านพูดคุยหยอกล้อกันระหว่างทำงาน จึงทำให้ลานบ้านหลังเล็กๆแห่งนี้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม
เมื่อทำงานบ้านเสร็จอันซิ่วเอ๋อร์มักจะนั่งปักผ้าในห้องโถง ส่วนอันหรงเหอก็จะฝึกคัดอักษรอยู่ใกล้ๆเวลาที่อันซิ่วเอ๋อร์เข้าครัวทำอาหาร เขาก็จะคอยช่วยก่อไฟ แม้ปกติจะไม่รู้สึกเหงาแต่การมีเด็กน้อยมาอยู่เป็นเพื่อนข้างกาย ก็ทำให้อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกอบอุ่นใจไม่น้อย
เมื่อสองวันก่อนนางได้เงินจากการปักผ้ามาจำนวนหนึ่ง เมื่อไปตลาดจึงแวะร้านหนังสือตั้งใจจะซื้อตำราให้อันหรงเหอสักเล่ม เพื่อให้เขาได้ศึกษาต่อเนื่องไม่ทิ้งการเรียน พอเจ้าของร้านได้ซักถามถึงอันหรงเหอจึงแนะนำตำราชุดหนึ่งให้แก่นาง เช่น ตำราจงยง [1] ตำราต้าเสวีย[2] และอีกหลายเล่มเจ้าของร้านกล่าวว่าตำราเหล่านี้ล้วนเป็นเนื้อหาที่จะใช้สอบซิ่วไฉในอนาคตเหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมตัวเป็นบัณฑิต
อันซิ่วเอ๋อร์อยากซื้อทั้งหมดแต่พอถามราคาถึงกับใจฝ่อ ตำราแต่ละเล่มราคาหลายสิบเหวินในขณะที่นางมีเงินติดตัวเพียงไม่กี่สิบเหวิน ปกติแล้วเงินที่หามาได้นางจะแบ่งครึ่งหนึ่งไว้ใช้จ่ายซื้อของ อีกครึ่งเก็บออมไว้ตั้งใจว่าจะเก็บไว้สร้างบ้านในวันหน้า หรือสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งนางจึงตัดสินใจเลือกซื้อมาเพียงเล่มเดียว เป็นตำราที่ชื่อไพเราะยิ่งนัก มีชื่อว่า‘ซือจิง’
พออันหรงเหอได้รับตำราเล่มใหม่ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งรีบนำไปเปิดอ่านด้วยความกระตือรือร้น แต่การซื้อตำรานั้นง่ายดายผิดกับการสอนที่กลับกลายเป็นเรื่องหนักอกหนักใจอันหรงเหอเพิ่งเริ่มเรียนหนังสือได้ปีกว่าๆ จึงยังรู้จักอักษรไม่มากนักส่วนอันซิ่วเอ๋อร์ แม้จะเคยร่ำเรียนอักษรมาบ้างในความฝัน แต่ความรู้ก็เลือนรางไม่แม่นยำ ยิ่งห่างหายจากการอ่านไปหลายเดือน ทำให้นางจำได้เพียงอักษรพื้นฐานง่ายๆไม่กี่ตัว
ตำราที่นางจำได้แม่นยำที่สุดคือ‘บัญญัติสตรี’ ซึ่งนางอ่านจนขึ้นใจจำอักษรได้ทุกตัวอย่างชัดเจน ทว่า ‘ซือจิง’ เป็นบทกวีที่ต้องอาศัยความเข้าใจลึกซึ้ง แม้นางจะพอรู้จักอักษรอยู่บ้างแต่เมื่อปรากฏในบริบทของ ‘ซือจิง’ กลับต้องใช้เวลาครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะนึกความหมายออก
แต่เมื่อไม่มีท่านอาจารย์หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจ อันหรงเหอก็ทำได้เพียงมาถามอันซิ่วเอ๋อร์ผู้เป็นอาด้วยเหตุนี้ สองสามวันมานี้ อันซิ่วเอ๋อร์จึงปวดหัวไม่น้อยทุกครั้งที่จรดเข็มลงบนผืนผ้า ยังไม่ทันได้ปักไปกี่ฝีเข็มก็มักจะได้ยินเสียงอันหรงเหอเรียกหา
"ท่านอาอักษรตัวนี้อ่านว่าอย่างไรขอรับ?"
อันซิ่วเอ๋อร์วางเข็มกับด้ายลงหันมาทำสีหน้าอ่อนใจแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองอันหรงเหอพร้อมรอยยิ้มถามเสียงนุ่มนวลว่า "ตัวไหนหรือ?"
"ตัวนี้ขอรับ" อันหรงเหอยื่นตำราให้อาหญิง ชี้ไปยังบทกวีบทหนึ่ง
"เถาจือเยาเยา ฉีเย่..."สองสามตัวแรกนางพออ่านออก แต่สองตัวสุดท้าย แม้จะรู้สึกคุ้นตาแต่กลับนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก อันหรงเหอก็ไม่ได้เร่งรัด เพียงแต่เบิกตากลมโตมองนางดวงตาดำขลับเป็นประกาย ในที่สุดอันซิ่วเอ๋อร์ก็นึกออก กล่าวขึ้นว่า "อ้อ นึกออกแล้ว อ่านว่า ฉีเย่ ชินชิน"
"เถาจือเยาเยา ฉีเย่ ชินชิน"อันหรงเหอถือตำรา ท่องทวนสองวรรคนี้ซ้ำๆอันซิ่วเอ๋อร์ลอบถอนหายใจโล่งอกโชคดีที่สำนักศึกษาสอนให้อ่านท่องจำจนเข้าใจความหมายไปเองมิเช่นนั้นหากหลานชายถามถึงความหมายของวรรคนี้ขึ้นมานางคงไม่รู้จะตอบอย่างไรเป็นแน่
จางเจิ้นอันเดินมาถึงหน้าประตูพอดีได้ยินเสียงอันหรงเหอกำลังอ่านหนังสือเสียงใสกังวานของเด็กน้อยฟังแล้วช่างน่าเพลิดเพลินใจ ราวกับได้ฟังบทเพลงขับขานแต่... ฉีเย่ ชินชิน? มันคืออะไรกัน?
จางเจิ้นอันก้าวเข้าไปในบ้านเดินผ่านข้างกายเด็กชาย อดเอ่ยถามไม่ได้ว่า "หรงเหอกำลังอ่านอะไรอยู่รึ?"
"ท่านอาเขยกลับมาแล้วหรือขอรับ"อันหรงเหอเงยหน้าทักทาย แล้วตอบว่า "ข้ากำลังอ่านบทกวีขอรับ"
"บทกวีอันใดรึ?" จางเจิ้นอันถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
อันหรงเหอยื่นตำราส่งให้ กล่าวว่า"ท่านอาเขยดูสิขอรับ"
เขากำลังจะเอื้อมมือไปรับตำราแต่อันซิ่วเอ๋อร์กลับตีมือเขาเบาๆ พลางกล่าวว่า "มือท่านเปื้อนดิน อย่าทำตำราของหรงเหอเปรอะ"
มือจางเจิ้นอันชะงักค้างกลางอากาศเขาก้มลงมองมือตนเอง ก่อนกลับบ้านเขาก็ล้างมือล้างเท้าสะอาดดีแล้วนี่นามือจะเปื้อนดินได้อย่างไร?
ราวกับอ่านความคิดเขาออกอันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเสริม "ถึงไม่มีดินก็ยังมีกลิ่นคาวปลาติดอยู่"
"ข้า..."
จางเจิ้นอันถึงกับพูดไม่ออกสัมผัสได้ถึงความเย็นชาจางๆ จากอันซิ่วเอ๋อร์ จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่โชคดีที่อันหรงเหอยื่นตำราเข้ามาพอดี กล่าวว่า "ท่านอาเขยดูขอรับบทกวีบทนี้"
"อ้อ บทเถาเยานี่เอง"
มุมปากจางเจิ้นอันยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังนึกถึงเรื่องราวดีๆ บางอย่าง อันหรงเหอเงยหน้ามองรู้สึกว่าท่านอาเขยดูเปลี่ยนไปรอยยิ้มนั้นทำให้ใบหน้าเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากทีเดียว
"มองหน้าข้าทำไม?" จางเจิ้นอันเอื้อมมือไปลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ อันหรงเหอหดคอเล็กน้อยพลางคิดในใจ 'ท่านอาเขยก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนี่นาดูใจดีเหมือนกัน'
"ไหนลองอ่านให้ข้าฟังซิ"เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะ
"ขอรับ!"เมื่อได้รับคำอนุญาตอันหรงเหอก็ราวกับได้กำลังใจ รีบถือตำราอ่านเสียงดังฟังชัด พลางส่ายหัวตามทำนอง
"เถาจือเยาเยา จั๋วจั๋ว ฉีฮวาจือจื่ออวี๋กุย อี๋ฉีเจียซื่อ เถาจือเยาเยา โย่วเป่ยฉีสือ จือจื่ออวี๋กุย..."
"แค่กๆ!"
จางเจิ้นอันได้ยินหลานชายอ่านผิดก็เกือบจะหลุดหัวเราะแต่กลัวเด็กจะเสียกำลังใจ จึงแสร้งทำเป็นไอจนแทบสำลัก อันหรงเหอเห็นท่าทางเช่นนั้นก็รู้ว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติ จึงวางตำราลง ถามว่า "ท่านอาเขย ข้าอ่านผิดตรงไหนหรือขอรับ?"
"ใครสอนเจ้ามาเช่นนี้? สอนผิดๆ ถูกๆ เสียจริง!"
จางเจิ้นอันเผลอตำหนิออกไปในใจนึกขุ่นเคืองอาจารย์ผู้สอนโดยไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของอันซิ่วเอ๋อร์เขาชี้จุดที่ผิดพลาดให้อันหรงเหอดู กล่าวว่า "คำนี้ต้องอ่านว่าโย่วเฝิ่นฉีสือ หมายถึง พืชพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์"
"ท่านอาเขยรอบรู้ยิ่งนักขอรับ!"อันหรงเหอเคยเรียนแค่วิธีอ่าน ไม่เคยมีใครอธิบายความหมายให้ฟังพอได้ฟังจางเจิ้นอันอธิบายเช่นนี้ เขาก็รู้สึกว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง
อันซิ่วเอ๋อร์ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างนึกมาตลอดว่าจางเจิ้นอันไม่รู้หนังสือ พอได้ยินเขาอธิบายเช่นนั้นก็นึกขอบคุณตนเองอยู่ในใจที่เมื่อครู่ไม่ได้พูดอะไรออกไปมิเช่นนั้นคงต้องขายหน้าเป็นอย่างมาก กลายเป็นว่านางต่างหากคือคนที่สอนผิดเสียเองอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า
อันหรงเหออ่านต่อจางเจิ้นอันก็ชี้จุดผิดอีกแห่งหนึ่ง "ตรงนี้ต้องอ่านว่าฉีเย่ เจินเจิน หมายถึง ใบไม้เขียวขจีที่อุดมสมบูรณ์"
"ที่แท้ท่านอาเขยก็รอบรู้ถึงเพียงนี้!"
หลังจากจางเจิ้นอันชี้จุดที่อ่านผิดให้ทั้งหมดแล้วดวงตาของอันหรงเหอก็ทอประกายชื่นชม กล่าวว่า "ท่านอาเขยอ่านนำให้ข้าฟังสักรอบได้หรือไม่ขอรับ?ตอนเรียนที่สำนักศึกษา ท่านอาจารย์จะอ่านนำให้พวกเราฟังก่อนสองรอบ"
"ท่านพี่อ่านนำให้หรงเหอฟังสักสองรอบเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะไปเตรียมอาหารให้"
อันซิ่วเอ๋อร์วางงานในมือเดินเข้ามารินน้ำชาให้เขา แล้วช่วยปลดตะกร้าปลาออกจากเอวจางเจิ้นอันเห็นท่าทีที่เปลี่ยนจากเย็นชาเป็นเอาอกเอาใจของนาง จึงกล่าวหยอกเย้าว่า"คราวนี้ไม่กลัวกลิ่นคาวปลาจากตัวข้าจะเปื้อนตำราแล้วรึ?"
"ไม่แล้วเจ้าค่ะท่านพี่เป็นบุรุษคงไม่ถือสาคนปากพล่อยเช่นข้าต้องขออภัยด้วยที่เมื่อครู่ข้าเสียมารยาทไป"
อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้าส่งยิ้มให้แล้วถือตะกร้าปลาเดินไปยังลานหลังบ้าน จางเจิ้นอันย่อมไม่ถือสานางอยู่แล้วเขาหันกลับมาเห็นอันหรงเหอถือตำรารออยู่ จึงไม่ได้หยิบตำรามาถือเองเพียงใช้นิ้วชี้ไปที่ตำราเบาๆ แล้วเริ่มอ่านออกเสียงอย่างมั่นใจ
"เถาจือเยาเยา จั๋วจั๋ว ฉีฮวา..."
แม้เสียงของเขาจะไม่ใช่โทนอบอุ่นสดใสแต่ก็เป็นเสียงทุ้มนุ่มลึกและเปี่ยมเสน่ห์ การอ่านบทกวีจึงชัดเจนถูกต้องตามอักขรวิธี น้ำเสียงทุ้มนุ่มนั้นเมื่อได้ฟังแล้วให้ความรู้สึกมั่นคงดั่งต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาชวนให้รู้สึกสงบและดึงดูดใจยิ่งนัก
พอจางเจิ้นอันอ่านจบ อันหรงเหอก็ปรบมือทันที"ท่านอาเขยอ่านได้ไพเราะมากขอรับ!สำเนียงภาษาทางการของท่านก็ชัดเจนถูกต้องยิ่งนัก!"
เสียงปรบมือและคำชมเชยอย่างจริงใจจากเด็กน้อยทำให้จางเจิ้นอันถึงกับหน้าแดงเล็กน้อย เขาจึงกระแอมเบาๆ กลบเกลื่อน แล้วถามว่า"หรงเหอ พอจะเข้าใจแล้วหรือไม่?"
"ขอรับ"
อันหรงเหอพยักหน้ารับแล้วลองอ่านทวนพลางส่ายหัวตามทำนอง แม้สำเนียงจะยังติดภาษาถิ่นอยู่บ้างไม่ชัดเจนเท่าที่จางเจิ้นอันอ่าน แต่ก็ถูกต้องและดีขึ้นกว่าเดิมมาก
เมื่ออ่านจบอันหรงเหอก็มองหน้าจางเจิ้นอันด้วยแววตารอคอย จางเจิ้นอันเห็นหลานชายรอฟังคำแนะนำก็ไม่อยากให้ผิดหวัง จึงเอ่ยชมพร้อมให้คำแนะนำเล็กน้อยว่า"อ่านได้ดีขึ้นมากแล้วเพียงแต่สำเนียงภาษาทางการยังไม่ชัดเจนนัก"
"ขอรับ" อันหรงเหอฟังแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นถาม
"ต่อไปข้าขอฝึกพูดภาษาทางการกับท่านอาเขยได้หรือไม่ขอรับ?"
อันที่จริงภาษาถิ่นของหมู่บ้านชิงสุ่ยกับภาษาทางการแทบไม่ต่างกันนักจะต่างกันก็เพียงแค่สำเนียงเท่านั้นสำเนียงภาษาทางการที่คล่องแคล่วของจางเจิ้นอันนั้นแท้จริงแล้วเขาเพิ่งมาฝึกฝนเอาหลังจากมาอยู่ที่หมู่บ้านชิงสุ่ยนี้เองปกติเขาชอบใช้ภาษาท้องถิ่นเพื่อให้กลมกลืนกับชาวบ้านมากกว่าแต่เมื่อหลานชายเอ่ยปากขอ เขาก็พยักหน้ารับคำ
"ย่อมได้อยู่แล้ว"
"ขอบพระคุณท่านอาเขยขอรับ!"
อันหรงเหอยิ้มกว้าง ใบหน้าเล็กๆ ดูสดใสตอนนี้เขารู้สึกชื่นชมท่านอาเขยผู้นี้มากขึ้นไปอีก แม้จะเป็นคนเดิมหน้าตาเหมือนเดิม แต่ในความรู้สึกของเด็กน้อย เขากลับดูยิ่งใหญ่กว่าใครๆยิ่งใหญ่กว่าท่านอาเล็กที่บ้านเสียอีก
"คุยอะไรกันอยู่รึ สองอาหลาน?"
อันซิ่วเอ๋อร์เดินเข้ามานางนึกแปลกใจที่เห็นจางเจิ้นอันซึ่งปกติพูดน้อยสามารถพูดคุยกับอันหรงเหอได้อย่างถูกคอ
"ข้ากำลังบอกท่านอาเขยว่าต่อไปข้าจะขอฝึกพูดภาษาทางการกับท่านขอรับเวลาไปในเมืองจะได้ไม่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ"
อันหรงเหอเล่าอย่างตื่นเต้นในหมู่บ้านชิงสุ่ยแห่งนี้ มีคนพูดภาษาทางการได้คล่องแคล่วไม่มากนัก
"เจ้ามาฝึกพูดภาษาทางการกับอาก็ได้นะ"
อันซิ่วเอ๋อร์เปลี่ยนสำเนียงพูดเป็นภาษาทางการทันทีดวงตาอันหรงเหอเป็นประกาย กล่าวอย่างตื่นเต้น "ท่านอา!ท่านก็พูดภาษาทางการได้หรือขอรับ? เก่งจังเลย!"
"แน่นอนอยู่แล้วอาเขยของเจ้าเก่งกาจปานนี้ อาจะด้อยกว่าได้อย่างไร"
อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจเดิมทีนางคิดว่าภาษาทางการที่เรียนรู้ในความฝันนั้นคงไร้ประโยชน์เสียแล้วไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้นำมาใช้บ้างเหมือนกัน การอวดรู้ต่อหน้าเด็กก็รู้สึกดีไม่หยอกเมื่อเห็นแววตาชื่นชมของอันหรงเหอ นางก็อดรู้สึกภูมิใจเล็กๆ ไม่ได้
แต่ขณะที่นางกำลังพองลมอยู่นั้นเองอันหรงเหอก็ทำลายบรรยากาศทันที เด็กน้อยเดินเข้ามากระตุกแขนเสื้อนาง กล่าวว่า"ท่านอา มานี่ก่อนขอรับ ข้าจะบอกอะไรให้อักษรสองตัวที่ท่านอาเพิ่งสอนข้าเมื่อครู่น่ะ ผิดนะขอรับ ต้องอ่านแบบนี้ต่างหาก"
อันซิ่วเอ๋อร์หน้าแดงก่ำอับอายจนไม่กล้าสบตาจางเจิ้นอัน แต่เมื่อรู้ตัวว่าผิดก็ต้องยอมรับนางไม่อาจแสดงความไม่รู้หรือทำตัวอับอายต่อหน้าเด็กได้ จึงแสร้งทำเป็นใจกว้างกล่าวว่า"เอ่อ...อารู้แล้วเช่นนั้น...ที่อาเคยสอนเจ้าไปทั้งหมดลองถามท่านอาเขยดูอีกทีเถิดเผื่ออาสอนผิดตรงไหน เจ้าจะได้แก้ไขให้ถูก อ้อ! จริงสิ ในครัวยังอุ่นอาหารอยู่อาไปดูไฟก่อนนะ!"
พูดจบนางก็รีบสาวเท้าไวๆ ออกไปจากตรงนั้นราวกับกำลังหลบหนี
เชิงอรรถ
[1] คือคัมภีร์ขงจื๊อที่สอนหลักการดำเนินชีวิตด้วยความพอเหมาะพอดีไม่สุดโต่ง มีความสมดุลภายใน และมีความจริงใจเป็นพื้นฐานเพื่อนำไปสู่ความกลมกลืนกับสังคมและจักรวาล
[2] คือคัมภีร์ขงจื๊อที่วางกรอบแนวคิดเรื่องการพัฒนาตนเองจากภายในสู่ภายนอกเพื่อสร้างคุณธรรม จริยธรรมและความสามารถในการเป็นผู้นำและปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ