องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 ครูพักลักจำ

            อันหรงเหอเป็นเด็กน่ารักทุกครั้งที่มาหาอันซิ่วเอ๋อร์ นอกจากจะมาขอให้อาหญิงสอนหนังสือแล้วเขายังขยันขันแข็งช่วยงานบ้านต่างๆ อีกด้วย ทั้งสองช่วยกันดูแลแปลงผัก กวาดลานบ้านพูดคุยหยอกล้อกันระหว่างทำงาน จึงทำให้ลานบ้านหลังเล็กๆแห่งนี้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม

            เมื่อทำงานบ้านเสร็จอันซิ่วเอ๋อร์มักจะนั่งปักผ้าในห้องโถง ส่วนอันหรงเหอก็จะฝึกคัดอักษรอยู่ใกล้ๆเวลาที่อันซิ่วเอ๋อร์เข้าครัวทำอาหาร เขาก็จะคอยช่วยก่อไฟ แม้ปกติจะไม่รู้สึกเหงาแต่การมีเด็กน้อยมาอยู่เป็นเพื่อนข้างกาย ก็ทำให้อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกอบอุ่นใจไม่น้อย

            เมื่อสองวันก่อนนางได้เงินจากการปักผ้ามาจำนวนหนึ่ง เมื่อไปตลาดจึงแวะร้านหนังสือตั้งใจจะซื้อตำราให้อันหรงเหอสักเล่ม เพื่อให้เขาได้ศึกษาต่อเนื่องไม่ทิ้งการเรียน พอเจ้าของร้านได้ซักถามถึงอันหรงเหอจึงแนะนำตำราชุดหนึ่งให้แก่นาง เช่น ตำราจงยง [1] ตำราต้าเสวีย[2] และอีกหลายเล่มเจ้าของร้านกล่าวว่าตำราเหล่านี้ล้วนเป็นเนื้อหาที่จะใช้สอบซิ่วไฉในอนาคตเหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมตัวเป็นบัณฑิต

            อันซิ่วเอ๋อร์อยากซื้อทั้งหมดแต่พอถามราคาถึงกับใจฝ่อ ตำราแต่ละเล่มราคาหลายสิบเหวินในขณะที่นางมีเงินติดตัวเพียงไม่กี่สิบเหวิน ปกติแล้วเงินที่หามาได้นางจะแบ่งครึ่งหนึ่งไว้ใช้จ่ายซื้อของ อีกครึ่งเก็บออมไว้ตั้งใจว่าจะเก็บไว้สร้างบ้านในวันหน้า หรือสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

            ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งนางจึงตัดสินใจเลือกซื้อมาเพียงเล่มเดียว เป็นตำราที่ชื่อไพเราะยิ่งนัก มีชื่อว่า‘ซือจิง’

            พออันหรงเหอได้รับตำราเล่มใหม่ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งรีบนำไปเปิดอ่านด้วยความกระตือรือร้น แต่การซื้อตำรานั้นง่ายดายผิดกับการสอนที่กลับกลายเป็นเรื่องหนักอกหนักใจอันหรงเหอเพิ่งเริ่มเรียนหนังสือได้ปีกว่าๆ จึงยังรู้จักอักษรไม่มากนักส่วนอันซิ่วเอ๋อร์ แม้จะเคยร่ำเรียนอักษรมาบ้างในความฝัน แต่ความรู้ก็เลือนรางไม่แม่นยำ ยิ่งห่างหายจากการอ่านไปหลายเดือน ทำให้นางจำได้เพียงอักษรพื้นฐานง่ายๆไม่กี่ตัว

            ตำราที่นางจำได้แม่นยำที่สุดคือ‘บัญญัติสตรี’ ซึ่งนางอ่านจนขึ้นใจจำอักษรได้ทุกตัวอย่างชัดเจน ทว่า ‘ซือจิง’ เป็นบทกวีที่ต้องอาศัยความเข้าใจลึกซึ้ง แม้นางจะพอรู้จักอักษรอยู่บ้างแต่เมื่อปรากฏในบริบทของ ‘ซือจิง’ กลับต้องใช้เวลาครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะนึกความหมายออก

            แต่เมื่อไม่มีท่านอาจารย์หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจ อันหรงเหอก็ทำได้เพียงมาถามอันซิ่วเอ๋อร์ผู้เป็นอาด้วยเหตุนี้ สองสามวันมานี้ อันซิ่วเอ๋อร์จึงปวดหัวไม่น้อยทุกครั้งที่จรดเข็มลงบนผืนผ้า ยังไม่ทันได้ปักไปกี่ฝีเข็มก็มักจะได้ยินเสียงอันหรงเหอเรียกหา

            "ท่านอาอักษรตัวนี้อ่านว่าอย่างไรขอรับ?"

            อันซิ่วเอ๋อร์วางเข็มกับด้ายลงหันมาทำสีหน้าอ่อนใจแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองอันหรงเหอพร้อมรอยยิ้มถามเสียงนุ่มนวลว่า "ตัวไหนหรือ?"

            "ตัวนี้ขอรับ" อันหรงเหอยื่นตำราให้อาหญิง ชี้ไปยังบทกวีบทหนึ่ง

            "เถาจือเยาเยา ฉีเย่..."สองสามตัวแรกนางพออ่านออก แต่สองตัวสุดท้าย แม้จะรู้สึกคุ้นตาแต่กลับนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก อันหรงเหอก็ไม่ได้เร่งรัด เพียงแต่เบิกตากลมโตมองนางดวงตาดำขลับเป็นประกาย ในที่สุดอันซิ่วเอ๋อร์ก็นึกออก กล่าวขึ้นว่า "อ้อ นึกออกแล้ว อ่านว่า ฉีเย่ ชินชิน"

            "เถาจือเยาเยา ฉีเย่ ชินชิน"อันหรงเหอถือตำรา ท่องทวนสองวรรคนี้ซ้ำๆอันซิ่วเอ๋อร์ลอบถอนหายใจโล่งอกโชคดีที่สำนักศึกษาสอนให้อ่านท่องจำจนเข้าใจความหมายไปเองมิเช่นนั้นหากหลานชายถามถึงความหมายของวรรคนี้ขึ้นมานางคงไม่รู้จะตอบอย่างไรเป็นแน่

            จางเจิ้นอันเดินมาถึงหน้าประตูพอดีได้ยินเสียงอันหรงเหอกำลังอ่านหนังสือเสียงใสกังวานของเด็กน้อยฟังแล้วช่างน่าเพลิดเพลินใจ ราวกับได้ฟังบทเพลงขับขานแต่... ฉีเย่ ชินชิน? มันคืออะไรกัน?

            จางเจิ้นอันก้าวเข้าไปในบ้านเดินผ่านข้างกายเด็กชาย อดเอ่ยถามไม่ได้ว่า "หรงเหอกำลังอ่านอะไรอยู่รึ?"

            "ท่านอาเขยกลับมาแล้วหรือขอรับ"อันหรงเหอเงยหน้าทักทาย แล้วตอบว่า "ข้ากำลังอ่านบทกวีขอรับ"

            "บทกวีอันใดรึ?" จางเจิ้นอันถามอย่างไม่ใส่ใจนัก

            อันหรงเหอยื่นตำราส่งให้ กล่าวว่า"ท่านอาเขยดูสิขอรับ"

            เขากำลังจะเอื้อมมือไปรับตำราแต่อันซิ่วเอ๋อร์กลับตีมือเขาเบาๆ พลางกล่าวว่า "มือท่านเปื้อนดิน อย่าทำตำราของหรงเหอเปรอะ"

            มือจางเจิ้นอันชะงักค้างกลางอากาศเขาก้มลงมองมือตนเอง ก่อนกลับบ้านเขาก็ล้างมือล้างเท้าสะอาดดีแล้วนี่นามือจะเปื้อนดินได้อย่างไร?

            ราวกับอ่านความคิดเขาออกอันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเสริม "ถึงไม่มีดินก็ยังมีกลิ่นคาวปลาติดอยู่"

            "ข้า..."

            จางเจิ้นอันถึงกับพูดไม่ออกสัมผัสได้ถึงความเย็นชาจางๆ จากอันซิ่วเอ๋อร์ จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่โชคดีที่อันหรงเหอยื่นตำราเข้ามาพอดี กล่าวว่า "ท่านอาเขยดูขอรับบทกวีบทนี้"

            "อ้อ บทเถาเยานี่เอง"

            มุมปากจางเจิ้นอันยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายกำลังนึกถึงเรื่องราวดีๆ บางอย่าง อันหรงเหอเงยหน้ามองรู้สึกว่าท่านอาเขยดูเปลี่ยนไปรอยยิ้มนั้นทำให้ใบหน้าเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากทีเดียว

            "มองหน้าข้าทำไม?" จางเจิ้นอันเอื้อมมือไปลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ อันหรงเหอหดคอเล็กน้อยพลางคิดในใจ 'ท่านอาเขยก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนี่นาดูใจดีเหมือนกัน'

            "ไหนลองอ่านให้ข้าฟังซิ"เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะ

            "ขอรับ!"เมื่อได้รับคำอนุญาตอันหรงเหอก็ราวกับได้กำลังใจ รีบถือตำราอ่านเสียงดังฟังชัด พลางส่ายหัวตามทำนอง

            "เถาจือเยาเยา จั๋วจั๋ว ฉีฮวาจือจื่ออวี๋กุย อี๋ฉีเจียซื่อ เถาจือเยาเยา โย่วเป่ยฉีสือ จือจื่ออวี๋กุย..."

            "แค่กๆ!"

            จางเจิ้นอันได้ยินหลานชายอ่านผิดก็เกือบจะหลุดหัวเราะแต่กลัวเด็กจะเสียกำลังใจ จึงแสร้งทำเป็นไอจนแทบสำลัก อันหรงเหอเห็นท่าทางเช่นนั้นก็รู้ว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติ จึงวางตำราลง ถามว่า "ท่านอาเขย ข้าอ่านผิดตรงไหนหรือขอรับ?"

            "ใครสอนเจ้ามาเช่นนี้? สอนผิดๆ ถูกๆ เสียจริง!"

            จางเจิ้นอันเผลอตำหนิออกไปในใจนึกขุ่นเคืองอาจารย์ผู้สอนโดยไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของอันซิ่วเอ๋อร์เขาชี้จุดที่ผิดพลาดให้อันหรงเหอดู กล่าวว่า "คำนี้ต้องอ่านว่าโย่วเฝิ่นฉีสือ หมายถึง พืชพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์"

            "ท่านอาเขยรอบรู้ยิ่งนักขอรับ!"อันหรงเหอเคยเรียนแค่วิธีอ่าน ไม่เคยมีใครอธิบายความหมายให้ฟังพอได้ฟังจางเจิ้นอันอธิบายเช่นนี้ เขาก็รู้สึกว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง

            อันซิ่วเอ๋อร์ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างนึกมาตลอดว่าจางเจิ้นอันไม่รู้หนังสือ พอได้ยินเขาอธิบายเช่นนั้นก็นึกขอบคุณตนเองอยู่ในใจที่เมื่อครู่ไม่ได้พูดอะไรออกไปมิเช่นนั้นคงต้องขายหน้าเป็นอย่างมาก กลายเป็นว่านางต่างหากคือคนที่สอนผิดเสียเองอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า

            อันหรงเหออ่านต่อจางเจิ้นอันก็ชี้จุดผิดอีกแห่งหนึ่ง "ตรงนี้ต้องอ่านว่าฉีเย่ เจินเจิน หมายถึง ใบไม้เขียวขจีที่อุดมสมบูรณ์"

            "ที่แท้ท่านอาเขยก็รอบรู้ถึงเพียงนี้!"

            หลังจากจางเจิ้นอันชี้จุดที่อ่านผิดให้ทั้งหมดแล้วดวงตาของอันหรงเหอก็ทอประกายชื่นชม กล่าวว่า "ท่านอาเขยอ่านนำให้ข้าฟังสักรอบได้หรือไม่ขอรับ?ตอนเรียนที่สำนักศึกษา ท่านอาจารย์จะอ่านนำให้พวกเราฟังก่อนสองรอบ"

            "ท่านพี่อ่านนำให้หรงเหอฟังสักสองรอบเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะไปเตรียมอาหารให้"

            อันซิ่วเอ๋อร์วางงานในมือเดินเข้ามารินน้ำชาให้เขา แล้วช่วยปลดตะกร้าปลาออกจากเอวจางเจิ้นอันเห็นท่าทีที่เปลี่ยนจากเย็นชาเป็นเอาอกเอาใจของนาง จึงกล่าวหยอกเย้าว่า"คราวนี้ไม่กลัวกลิ่นคาวปลาจากตัวข้าจะเปื้อนตำราแล้วรึ?"

            "ไม่แล้วเจ้าค่ะท่านพี่เป็นบุรุษคงไม่ถือสาคนปากพล่อยเช่นข้าต้องขออภัยด้วยที่เมื่อครู่ข้าเสียมารยาทไป"

            อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้าส่งยิ้มให้แล้วถือตะกร้าปลาเดินไปยังลานหลังบ้าน จางเจิ้นอันย่อมไม่ถือสานางอยู่แล้วเขาหันกลับมาเห็นอันหรงเหอถือตำรารออยู่ จึงไม่ได้หยิบตำรามาถือเองเพียงใช้นิ้วชี้ไปที่ตำราเบาๆ แล้วเริ่มอ่านออกเสียงอย่างมั่นใจ

            "เถาจือเยาเยา จั๋วจั๋ว ฉีฮวา..."

            แม้เสียงของเขาจะไม่ใช่โทนอบอุ่นสดใสแต่ก็เป็นเสียงทุ้มนุ่มลึกและเปี่ยมเสน่ห์ การอ่านบทกวีจึงชัดเจนถูกต้องตามอักขรวิธี น้ำเสียงทุ้มนุ่มนั้นเมื่อได้ฟังแล้วให้ความรู้สึกมั่นคงดั่งต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาชวนให้รู้สึกสงบและดึงดูดใจยิ่งนัก

            พอจางเจิ้นอันอ่านจบ อันหรงเหอก็ปรบมือทันที"ท่านอาเขยอ่านได้ไพเราะมากขอรับ!สำเนียงภาษาทางการของท่านก็ชัดเจนถูกต้องยิ่งนัก!"

            เสียงปรบมือและคำชมเชยอย่างจริงใจจากเด็กน้อยทำให้จางเจิ้นอันถึงกับหน้าแดงเล็กน้อย เขาจึงกระแอมเบาๆ กลบเกลื่อน แล้วถามว่า"หรงเหอ พอจะเข้าใจแล้วหรือไม่?"

            "ขอรับ"

            อันหรงเหอพยักหน้ารับแล้วลองอ่านทวนพลางส่ายหัวตามทำนอง แม้สำเนียงจะยังติดภาษาถิ่นอยู่บ้างไม่ชัดเจนเท่าที่จางเจิ้นอันอ่าน แต่ก็ถูกต้องและดีขึ้นกว่าเดิมมาก

            เมื่ออ่านจบอันหรงเหอก็มองหน้าจางเจิ้นอันด้วยแววตารอคอย จางเจิ้นอันเห็นหลานชายรอฟังคำแนะนำก็ไม่อยากให้ผิดหวัง จึงเอ่ยชมพร้อมให้คำแนะนำเล็กน้อยว่า"อ่านได้ดีขึ้นมากแล้วเพียงแต่สำเนียงภาษาทางการยังไม่ชัดเจนนัก"

            "ขอรับ" อันหรงเหอฟังแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นถาม

            "ต่อไปข้าขอฝึกพูดภาษาทางการกับท่านอาเขยได้หรือไม่ขอรับ?"

            อันที่จริงภาษาถิ่นของหมู่บ้านชิงสุ่ยกับภาษาทางการแทบไม่ต่างกันนักจะต่างกันก็เพียงแค่สำเนียงเท่านั้นสำเนียงภาษาทางการที่คล่องแคล่วของจางเจิ้นอันนั้นแท้จริงแล้วเขาเพิ่งมาฝึกฝนเอาหลังจากมาอยู่ที่หมู่บ้านชิงสุ่ยนี้เองปกติเขาชอบใช้ภาษาท้องถิ่นเพื่อให้กลมกลืนกับชาวบ้านมากกว่าแต่เมื่อหลานชายเอ่ยปากขอ เขาก็พยักหน้ารับคำ

            "ย่อมได้อยู่แล้ว"

            "ขอบพระคุณท่านอาเขยขอรับ!"

            อันหรงเหอยิ้มกว้าง ใบหน้าเล็กๆ ดูสดใสตอนนี้เขารู้สึกชื่นชมท่านอาเขยผู้นี้มากขึ้นไปอีก แม้จะเป็นคนเดิมหน้าตาเหมือนเดิม แต่ในความรู้สึกของเด็กน้อย เขากลับดูยิ่งใหญ่กว่าใครๆยิ่งใหญ่กว่าท่านอาเล็กที่บ้านเสียอีก

            "คุยอะไรกันอยู่รึ สองอาหลาน?"

            อันซิ่วเอ๋อร์เดินเข้ามานางนึกแปลกใจที่เห็นจางเจิ้นอันซึ่งปกติพูดน้อยสามารถพูดคุยกับอันหรงเหอได้อย่างถูกคอ

            "ข้ากำลังบอกท่านอาเขยว่าต่อไปข้าจะขอฝึกพูดภาษาทางการกับท่านขอรับเวลาไปในเมืองจะได้ไม่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ"

            อันหรงเหอเล่าอย่างตื่นเต้นในหมู่บ้านชิงสุ่ยแห่งนี้ มีคนพูดภาษาทางการได้คล่องแคล่วไม่มากนัก

            "เจ้ามาฝึกพูดภาษาทางการกับอาก็ได้นะ"

            อันซิ่วเอ๋อร์เปลี่ยนสำเนียงพูดเป็นภาษาทางการทันทีดวงตาอันหรงเหอเป็นประกาย กล่าวอย่างตื่นเต้น "ท่านอา!ท่านก็พูดภาษาทางการได้หรือขอรับ? เก่งจังเลย!"

            "แน่นอนอยู่แล้วอาเขยของเจ้าเก่งกาจปานนี้ อาจะด้อยกว่าได้อย่างไร"

            อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจเดิมทีนางคิดว่าภาษาทางการที่เรียนรู้ในความฝันนั้นคงไร้ประโยชน์เสียแล้วไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้นำมาใช้บ้างเหมือนกัน การอวดรู้ต่อหน้าเด็กก็รู้สึกดีไม่หยอกเมื่อเห็นแววตาชื่นชมของอันหรงเหอ นางก็อดรู้สึกภูมิใจเล็กๆ ไม่ได้

            แต่ขณะที่นางกำลังพองลมอยู่นั้นเองอันหรงเหอก็ทำลายบรรยากาศทันที เด็กน้อยเดินเข้ามากระตุกแขนเสื้อนาง กล่าวว่า"ท่านอา มานี่ก่อนขอรับ ข้าจะบอกอะไรให้อักษรสองตัวที่ท่านอาเพิ่งสอนข้าเมื่อครู่น่ะ ผิดนะขอรับ ต้องอ่านแบบนี้ต่างหาก"

            อันซิ่วเอ๋อร์หน้าแดงก่ำอับอายจนไม่กล้าสบตาจางเจิ้นอัน แต่เมื่อรู้ตัวว่าผิดก็ต้องยอมรับนางไม่อาจแสดงความไม่รู้หรือทำตัวอับอายต่อหน้าเด็กได้ จึงแสร้งทำเป็นใจกว้างกล่าวว่า"เอ่อ...อารู้แล้วเช่นนั้น...ที่อาเคยสอนเจ้าไปทั้งหมดลองถามท่านอาเขยดูอีกทีเถิดเผื่ออาสอนผิดตรงไหน เจ้าจะได้แก้ไขให้ถูก อ้อ! จริงสิ ในครัวยังอุ่นอาหารอยู่อาไปดูไฟก่อนนะ!"

            พูดจบนางก็รีบสาวเท้าไวๆ ออกไปจากตรงนั้นราวกับกำลังหลบหนี

            เชิงอรรถ

            [1] คือคัมภีร์ขงจื๊อที่สอนหลักการดำเนินชีวิตด้วยความพอเหมาะพอดีไม่สุดโต่ง มีความสมดุลภายใน และมีความจริงใจเป็นพื้นฐานเพื่อนำไปสู่ความกลมกลืนกับสังคมและจักรวาล

            [2] คือคัมภีร์ขงจื๊อที่วางกรอบแนวคิดเรื่องการพัฒนาตนเองจากภายในสู่ภายนอกเพื่อสร้างคุณธรรม จริยธรรมและความสามารถในการเป็นผู้นำและปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774