แม้ฉินกงกงจะถูกทารุณสารพัดวิธีก็ยืนกรานเพียงว่าตนเองมิเคยรู้ว่านายท่านคือผู้ใดร่างกายของกงกงาุโบอบช้ำจนไม่มีที่จะละเว้นนิ้วทั้งสิบถูกเครื่องบีบจนกระดูกข้อต่อปลายนิ้วแตก ขาซ้ายล่างหักใบหน้าซีกหนึ่งเป็สีม่วงคล้ำและเปลือกตาสองข้างบวมเป่ง เสื้อที่เขียนคำว่านักโทษหราอยู่หน้าอกมีรอยขาดเป็ริ้วแส้ที่ฟาดลงมาเืซึมออกตามขอบรอยขาดเ่าั้เป็สีแดงช้ำ ตลอดสองวันสองคืนของความทรมานเมื่อเห็นว่าไม่อาจรีดเค้นได้มากกว่านั้นราชครูิจึงสั่งให้หยุดทหารคุกหลวงลากฉินกงกงไปนอนที่ห้องขังด้านในสุด
“เฝ้าให้ดีอาจจะมีคนหวังฆ่าปิดปาก” ิเฟยหลงหันไปกำชับจงหลวนชุนให้ส่งคนมาคอยจับตามองฉินกงกง
คนขององครักษ์จงแสร้งวางเวรยามย่อหย่อนไปสองคืนไม่นานนักผู้ต้องสงสัยก็ปรากฎ คนผู้นั้นเอาซองยาพิษมายื่นส่งให้ฉินกงกงหน้ากรงขัง
“เ้าคงจะรู้ว่านี้คือสิ่งใด?หากอยากให้ครอบครัวของเ้ารอด เ้าก็จงสละชีวิตตนเองไปเสียเถิด”
ฉินกงกงยื่นมือมารับห่อยาเล็กๆขนาดเท่านิ้วโป้งที่อีกฝ่ายส่งให้ด้วยอาการสั่นเทา “นายท่านช่างโเี้นักคิดจะล้างตระกูลของข้าเพียงเพื่อเอาชีวิตข้า”ความหวาดกลัวเกาะเข้ากุมหัวใจของขันทีวัยกลางคน ที่ผ่านมาแม้จะละโมบอยากได้เงินที่ผู้อื่นว่าจ้างทำสิ่งต่างๆโดยไม่คำนึงถึงความถูกผิดแต่ก็รักชีวิตยิ่งสิ่งใดด้านหนึ่งเขากลับลืมไปว่าคนที่มียศฐาบรรดาศักดิ์และตำแหน่งสูงส่งในวังแห่งนี้ก็ล้วนเป็เช่นเดียวกับตนพร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อให้มาซึ่งสิ่งที่พวกเขา้าเช่นกัน
“นี่คงเป็ผลพวงจากความโลภของข้าในเมื่อข้าเลือกอยู่ฝั่งอสูรก็ย่อมต้องฝ่าด่านนรกนี้ไป”
ขันทีป๋ายยืนมองดูฉินกงกงเทผงที่อยู่ในซองสีขาวใส่ปากจนล้มลงต่อหน้าจึงค่อยวางใจเขาสวมชุดทหารยามที่ใช้เงินซื้อมาจากทหารชั้นผู้น้อยที่ลาดตระเวนตำหนักรอบนอกเพื่อสวมรอยลอบเข้าในคืนที่สังเกตว่าเวรยามไม่เคร่งครัดนักขณะกำลังจะขึ้นจากคุกใต้ดินพลันถูกมีดสั้นจ่อที่คอหอย
“คุกหลวงเข้ามาแล้วคงออกไม่ง่ายนักดอก”
ฉินกงกงถูกพิษร้ายแรงไม่อาจช่วยชีวิตไว้ได้ทันร่างของเขาจึงถูกนำส่งกลับครอบครัว ส่วนขันทีป๋ายถูกลากไปมัดมือมัดเท้าแยกจากกัน
“เอาผ้าอุดปากมันไว้ อย่าให้มันฆ่าตัวตาย” เมื่อเขาถูกมัดมือไพล่หลังยามนี้ราชครูิมาปรากฏตัวต่อหน้าราวพญามัจจุราชเมื่อให้ทหารถอดเสื้อผ้าคนร้ายออกจนเห็นรอยสักสัญลักษณ์ที่เขาคุ้นตาราชครูหนุ่มจึงหันไปบอกกับองครักษ์จังและองครักษ์จง
“มันเป็คนของสำนักมืออสูร”
“ไอหยา! นั่นเป็สำนักนักฆ่าอันดับหนึ่งในยุทธภพนี่”จังจิ้นเล่อถึงกับตกตะลึง“มิน่า...ครั้งก่อนจึงมีนักฆ่าบุกเข้ามาถึงตัวฮ่องเต้ได้”
“ขันทีผู้นี้รับใช้อยู่ตำหนักพระสนมถูมาตลอดนี่” จงหลวนชุนเอ่ยเขาจำได้ว่าคนผู้นี้มักจะอยู่รั้งท้ายขบวนหรือยืนอยู่ห่างๆ ในยามที่เขาตามเสด็จฮ่องเต้ไปยังตำหนักอิงฟ้า“ร้ายนัก...เ้าซ่อนตัวอยู่ใกล้ฝ่าาจนคาดไม่ถึง”
เมื่อสั่งให้ทหารยามเฝ้าอย่างแ่าแล้วคนทั้งหมดก็เดินออกจากคุกหลวงไป องครักษ์จังกับองครักษ์จงเร่งฝีเท้าตามติดราชครูิเพราะอยากสอบถามความเห็นของคนผู้นี้
“บางทีเสี่ยวถางที่เรากำลังตามล่าก็อาจจะเป็คนของสำนักมืออสูรด้วยเช่นกัน” กุนซือหงที่ยืนอยู่ด้านหลังตั้งข้อสังเกต
“ท่านราชครูว่านายท่านผู้นี้จะใช่ใต้เท้าก่งหรือไม่?” จังจิ้นเล่อเดินเข้าไปใกล้กระซิบถามราชครูิ
“อาจจะใช่หรืออาจจะมิใช่ก็ได้....อย่าเพิ่งด่วนสรุปแต่เราต้องระวังให้มากหากพวกเขาให้คนปะปนมาอยู่ในวังได้หลายคนเช่นนี้ย่อมแสดงว่ากำลังเตรียมการใหญ่”
“เช่นนั้นข้าต้องเร่งมือติดตามหาเสี่ยวถาง”จงหลวนชุนพยักหน้ารับ นึกห่วงความปลอดภัยของฮ่องเต้
“น่าเสียดายที่ชิงฉู่มิได้รู้เื่ของเสี่ยวถางมากนักบางทีเสี่ยวถางผู้นี้อาจจะนำพาเราไปถึงตัวนายท่านได้” กุนซือหงหันไปหาจังจิ้นเล่อ“หากเ้าเป็เสี่ยวถางเ้าคิดจะซ่อนตัวอยู่ที่ใดในวังหลวงก่อนจะที่หนีออกไปได้”
จังจิ้นเล่อนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง“ข้าคงจะไปหาคนที่เป็สายให้นายท่านเพื่อให้ช่วยข้าออกจากวังให้ได้เสียก่อน”
ราชครูิหันมามองจังจิ้นเล่อ“เ้าให้คนไปตรวจสอบภูมิหลังคนในตำหนักลู่เสียน จินซาน และลู่จิ่วโดยด่วนข้าว่าน่าจะพอเห็นความเกี่ยวพันกันบ้าง”
องครักษ์จังรีบยกมือขึ้นประสานกันค้อมศีรษะรับคำในใจก็นึกเกรงขามคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ‘ราชครูผู้นี้ช่างร้ายกาจนักไม่ว่าทำสิ่งใดล้วนแล้วแต่รัดกุมรอบคอบเป็เพราะได้คนผู้นี้ฝ่าาจึงได้ทรงเข้มแข็งขึ้น’
ขณะนั้นพระสนมเฉียงก็ฟื้นคืนสติฮ่องเต้ทรงดีพระทัยยิ่งนัก ทว่าเฉียงเจียวมิ่งกลับถามถึงถูชิงหลินตัวปลอม ทำเอาโจวเฟิงหน้าบึ้ง
“เ้าจะถามถึงนางงูพิษนั่นทำไม?ที่เ้ารอดชีวิตมาได้คงต้องขอบคุณ กุนซือหงให้ดี หากนางไม่พกยามาด้วยก็คงไม่อาจช่วยชีวิตเ้าไว้ได้”
เฉียงเฟยนึกถึงบุรุษรูปงามทั้งสอง“ขอบคุณ์ที่ส่งราชครูิกับ กุนซือหงมาช่วยฝ่าา หม่อมฉันผิดเองที่ประมาทมากเกินไปทำให้ฝ่าาทรง เป็ห่วง” นางพิศใบหน้าอิดโรยของพระสวามีรอยคล้ำใต้พระเนตรทำให้นางปวดใจ ไม่น้อย
“หากไม่มีเ้าข้ายังไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปอย่างไร?มิ่งเอ๋อร์เ้าดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่? อย่าทำให้ข้าต้องเป็ห่วงอีก” ฮ่องเต้กระชับอ้อมพระกรแน่นเข้าใบหน้าของนางเอนซบแนบพระอุระ
“เพคะต่อไปหม่อมฉันจะระวังตัวให้มาก”
พระสนมก่งรีบส่งคนไปแจ้งข่าวนี้ให้บิดาของนางทราบก่งจั๋วหรานได้ยินก็ได้แต่เสียดาย หากถูชิงหลินตัวปลอมลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้หรือแม้แต่พระสนมเฉียงได้สำเร็จแผนการของตนก็คงก้าวหน้าไปอีกขั้นเพราะยามนี้ตนเองได้อัครเสนาบดีฝ่ายขวาหลี่ฉิงหลงและรองแม่ทัพกุ้ยเพียนโจวมาเป็พวกแล้วอย่างน้อยหากคิดจะยึดเมืองหลวงรองแม่ทัพกุ้ยที่ดูแลทัพภาคกลางย่อมเคลื่อนพลได้รวดเร็วกว่าผู้ใด เขาส่งคนแอบแทรกซึมอยู่ในจวนของแม่ทัพต้วนสองสามคนหากเกิดความเปลี่ยนแปลงใดก็คงจะพลิกตัวได้ทัน
“น่าเสียดายนัก...อีกนิดเดียวเท่านั้น”
“ชิงปั๋วเหรินเ้าเอาจดหมายนี่ไปลอบส่งให้พระสนมข้า้าให้นางตามสืบว่านักฆ่าที่หนีไปนั่นหลบอยู่ใดเราต้องหาตัวนางให้ได้ก่อนองครักษ์หลวง”
“ขอรับ”องครักษ์หนุ่มรีบนำจดหมายไปลอบส่งให้ทหารยามหน้าประตูวังที่เป็คนของใต้เท้าก่ง
ก่งเฟยอ่านสาส์นลับแล้วก็เรียกคนทั้งตำหนักเหมยฮวาให้สืบหาเสี่ยวถางนางกำนัลที่หนีออกจากตำหนักอิงฟ้า ‘ศัตรูของศัตรูคือมิตร’บิดาของนางสั่งความมาเช่นนั้น เมื่อนางตามหาเสี่ยวถางพบต้องแอบซ่อนคนผู้นั้นไว้เพื่อจะได้เป็อาวุธในการสังหารศัตรู
“หากมีผู้คิดจะลงมืออยู่แล้วเหตุใดต้องเปลืองแรงตนเอง? ชิงเอ๋อร์ เ้าจงตามหาเสี่ยวถางให้พบโดยเร็ว”
ยามนี้ก่งจั๋วหรานยังเห็นว่ามิใช่จังหวะที่ควรจะลงมือต้องซ่องสุมกำลังผู้คนเอาไว้ก่อน แม้อัครเสนาบดีฝ่ายขวาหลี่จะให้การสนับสนุนเพราะหวังตำแหน่งอัครเสนาบดีเอกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในราชสำนักแต่ขุนนางขั้นสามอีกจำนวนมากที่ยังมิได้เข้าข้างผู้ใดยังต้องใช้เวลาให้อนุจงไปลอบติดต่อคนพวกนั้นมาเป็พวกเพิ่มขึ้นเงินทองที่สะสมมาได้จากการทุจริตหลายสิบปีที่เป็ขุนนางมารวมถึงเส้นสายที่สร้างไว้เพื่อการทุจริตล้วนครอบคลุมพื้นที่ในเมืองหลวงมากกว่าครึ่ง
**************************
