หิมะเริ่มโปรยปรายแล้ว
เจียงหลงกำลังฝึกดำเนินปราณเช่นทุกวัน สองมือกางออก ขับเืลมไหลเวียนทั่วร่างอย่างสดชื่นในยามสาย ร่างกายของดรุณน้อยวัยสิบปี ค่อยทวีความแกร่งกร้าวจากภายใน สามารถทนทานอากาศที่หนาวเหน็บขึ้นได้ดุจธงทิวปลิวไสวยามต้องลม สะบัดโบกไปตามสรีระ มิได้สั่นเทิ้มคดงอแต่อย่างใด
ผู้เฒ่ากู่ฉิงหรูนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่อย่างสงบ ลมหายใจระอุอุ่นเข้าออกเชื่องช้ามั่นคงเช่นทุกครา รอจนกว่าการฝึกฝนประจำวันของเจียงหลงจะเสร็จสิ้น ด้วยปลาเฉาในหม้อต้มนี้ สุกแล้ว
“ฮ่า!!!” เจียงหลงสะบัดกลับมายืนนิ่ง ใบหน้าเปล่งปลั่งแจ่มใสยิ่ง “ศิษย์หิวแล้ว”
“ฝึกเรียบร้อยแล้วหรือ” ผู้เฒ่าในชุดน้ำเงินกล่าวขึ้นโดยไม่เปิดตา
“ขอรับ” ดรุณน้อยขานรับกระฉับกระเฉง ค้อมกายก้มมองดูหม้อต้มพลางกล่าว “อาจารย์ปลาสุกดีแล้ว เรากินกันเถิด”
“ยังไม่ได้” กู่ฉิงหรูยังคงหลับตา ทว่ากล่าวหนักแน่นยิ่งขึ้น สร้างความสับสนให้เจียงหลงอยู่หลายส่วน จึงกล่าวตอบ
“แต่...ปลาต้มสุกแล้วอาจารย์”
“เป็เช่นนั้น” ผู้เฒ่ากล่าวแข็งขัน
เจียงหลงเหลียวกลับมองปลาในหม้อต้ม น้ำในหม้อกำลังเดือด เห็นฟองอากาศเล็ก ๆ ผุดขึ้นและแตกออกดันเนื้อปลาที่ผิวน้ำให้ไหวระริกตามเสียงปุด ๆ นั้น ดูไปแล้วชวนเพลิดเพลินยิ่ง อย่างไรก็ยังชวนกินเสียกว่าชวนมอง จึงเอ่ยถามอีกครา “ไยไม่สมควรกิน”
“ก้างยังไม่นิ่ม” คำกล่าวของอาจารย์ให้เจียงหลงงุนงงขึ้นอีกหลายส่วน ยังไม่ทันได้ถามกลับ เป็ผู้เฒ่ากู่ฉิงหรูเปิดตาขึ้นช้ากล่าวต่อไป “เ้าไปหาฝืนมาเตรียมไว้ ยังต้องต้มอีกนาน”
ได้ฟังดังนี้ดรุณน้อยไม่อาจเก็บงำความสงสัยได้อีก สวนขึ้น “แต่อาจารย์ เราต้มเพื่อปลากินเนื้อไยต้องให้ก้างนิ่ม ทุกคราไม่ใช่ต้มมันแค่พอเนื้อสุกหรือ”
“บางครากระทำเช่นนั้น” ผู้เป็อาจารย์กล่าวเรียบเฉย
“ไยครานี้ต้องให้ก้างนิ่ม”
“ครานี้กระทำเช่นนั้น หากเ้าสงสัยนักไยไม่ครุ่นคิดระหว่างหาฟืนเล่า”
“แต่ข้าหิวแล้ว อาจารย์”
ผู้เฒ่าไม่ใคร่้าได้ยินศิษย์ต่อเถียงวุ่นวาย กล่าวตัดตอน “หากหิวเ้าหาสิ่งอื่นกินระหว่างรอย่อมกระทำได้ หรือหากเ้าไม่ออกไปหาฟืนย่อมได้เช่นเดียวกัน เช่นนั้นอาจารย์จะออกไปเอง”
“เป็ข้าไป” เช่นนี้เจียงหลงจึงไม่อาจต่อเถียงต่อได้ กล่าวพลางลุกขึ้นฉวยกระบุงแบกหลัง เดินคอตกมือครากุมท้องของตน เหลียวมองอาจารย์ ครั้นเห็นว่าหลับตาลงเช่นเดิม จึงแสร้งเดินพลางโอดโอยพลาง หวังแต่ว่าอาจารย์จะเห็นใจ “โอย… หิวเหลือเกิน ข้าแสบท้องไปหมดแล้ว… ข้าต้องตายเป็แน่ หากข้าหิวตายอยู่กลางทาง สงสัยว่าอาจารย์จะเก็บร่างข้าหรือไม่น้า… หรือรอให้กระดูกข้านิ่มเสียก่อน”
“มัวร่ำไร รีบไปเสีย” ผู้เฒ่ากล่าวโดยปิดตานิ่งไว้เช่นนั้น จนกระทั่งเจียงหลงวิ่งแน่บออกไปพ้นบริเวณกระท่อม จึงเปิดตาขึ้น หัวเราะหึกึ่งยิ้มกึ่งนิ่งขรึม “เ้าศิษย์คนนี้…”
ดรุณน้อยหัวกระเซิง ยึดกุมโค่นไม้ไหล่เขาลาดชัน ไต่ขึ้นมาหาฟืน มือฉวยกิ่งไม้แห้งปากบ่นอุบตลอดทางไม่ว่างเว้น “เนื้อสุกไม่กิน รอกินก้างนิ่ม นี่ไม่นับว่า สุราดีไม่ชิม รินดื่มสุราพิษ เช่นนี้ อาจารย์จะไม่ขุดภูผาทำคูคลอง เสียเวลายิ่ง ไร้ประโยชน์ยิ่ง… หรือก้างใช้เป็ยาเช่นนั้น เวลานี้หิวยังหาสิ่งใดกินได้กัน”
ที่โพ้นเนินดินขวางสายโสตประสาทััเสียงแตกของกิ่งไม้ได้โครมใหญ่ไม่ไกลนัก เจียงหลงจึงหยุดปากไว้เท่านั้น ด้วยเกรงว่าจะเป็เสือูเาหรืออาจเป็ฝูงสุนัขป่า นิ่งงันจดจ้อง เพ่งฟังเสียงให้ละเอียดถี่ถ้วน ผิว่ามันใกล้เข้ามา ขณะที่ชั่งใจอยู่ระหว่างปีนขึ้นต้นไม้หรือวิ่งหนี ได้ยินเสียงแทรกขึ้นมาจากอีกฟากของเนินดิน
“โอย… ฮือ… ข้าเจ็บ…”
มิคาดเป็เสียงดรุณีผู้หนึ่ง ผมดำประกาย ใบหน้าน่ารักงดงามอาบน้ำตาด้วยความเ็ป มือน้อยยึดกุมข้อเท้า ร่ำไห้อยู่ข้างถังไม้ล้มนอนอยู่ใบหนึ่ง พื้นที่เปียกชุ่มทำให้คาดเดาได้ว่า คนผู้นี้สะดุดล้มจนน้ำที่ถือมานั้นหกหมด เจียงหลงจึงเร่งรุดเข้าไปหากล่าว “เ้าเป็ไรมากหรือไม่”
“เราล้ม… เราเจ็บข้อเท้า” ดรุณีน้อยผมดำเงยตอบยังคงคร่ำครวญ น้ำใสไหลพรั่งพรูจากตาและจมูกเป็สายเปียกปอนเลอะเสื้อ น่าสงสารน่าเอ็นดูยิ่ง
เจียงหลงย่อลงใกล้นาง “ให้ข้าดูเสียหน่อย” กล่าวแล้วค่อย ๆ ถอดรองเท้าสานออกช้า ๆ ปลดผ้าพันเท้าออกดูเห็นเป็รอยช้ำเล็กน้อย ขณะที่เจียงหลงพยายามตรวจจับดูอาการ นางพลันสะดุ้งร้องขึ้นทันที เจียงหลงผละมือออกก่อนบรรจงจับช้า ๆ อีกคราอย่างเบามือ พลางกล่าว “เ้าข้อเท้าพลิก ควรประคบเย็น มีธารน้ำไม่ไกลนัก ไปกัน”
“เราเดินไม่ไหวหรอก”
ชั่วเวลานางเงยหน้าขึ้นตอบ ดวงตาสบประสานตรงมา จึงได้เห็นว่าดรุณีน้อยเบื้องหน้านี้เยาว์วัยกว่าไม่ห่างปีนัก ในใจลอบยินดียิ่ง หากจะมีเพื่อนเล่นละแวกนี้บ้าง
“แน่ล่ะ” เจียงหลงเอื้อมหยิบถังน้ำไม้ใส่กระบุง แล้วสอดแขนประคองหลังสอดอีกแขนยกสองขาอุ้มนางขึ้นเดินลงตามทางลาด ช้า ๆ อย่างระวัง กล่าวพูดคุยกับนางในวงแขน “เ้าอยู่แถวนี้หรือ”
ใบหน้าบิดเบี้ยว ค่อยคลี่คลายลงบ้าง สองแขนเสื้อเช็ดคราบน้ำตารื้นพร้อมเอ่ยขึ้น “เราพึ่งมาอยู่ได้ไม่นานนัก ตัวท่านเล่า”
“ข้าก็อยู่ไม่นานเช่นกัน กล่าวแล้วดียิ่งข้าจะได้มีเพื่อนคุย เ้า… มีนามใด”
“เหม่ยหลิน” นางว่า
“เหม่ยหลิน... ไม่มีแซ่หรือ”
“ท่านล่ะ มีนามใดหรือไม่”
“ข้าแซ่เจียง”
“ฮ้า! เราถามนามท่าน” ดรุณีน้อยหัวเราะขึ้น ทุบที่อกเจียงหลงเบา ๆ “แต่ท่านกลับตอบแซ่ ชัดเจนว่าจงใจแกล้งเรา”
“ก็เ้าแกล้งข้าก่อน ถึงแล้ว เ้านั่งรอที่นี่” เจียงหลงประคองเหม่ยหลินลงนั่งที่หินริมธาร แล้วฉีกชายเสื้อบางส่วนของตน แบ่งเป็สองผืน ผืนหนึ่งจุ่มลงที่ธารน้ำเย็นเฉียบบิดน้ำออกเหลือไว้แต่ผ้าหมาดเย็น ๆ พับหลวม ๆ เป็ก้อนห่อด้วยผ้าอีกผืนที่ฉีกไว้ก่อนหน้า ประคองขาของเหม่ยหลิน ยกขึ้นให้เืไหลลงจากข้อเท้าก่อนประคบคลายอาการบวม
ครั้นเจียงหลงเห็นเท้านางคลายสั่นลงกล่าวขึ้น “ดีขึ้นหรือไม่”
“เราเย็นเท้า” นางตอบสีหน้ายังไม่สู้ดีนัก
“อดทนอีกครู่ จะค่อย ๆ ดีขึ้น”
“ท่านเป็หมอยาหรือ ผู้แซ่เจียง”
“เ้าเรียก… ฮ่ะ ฮ่ะ เอาเถิด ผู้แซ่เจียงก็ผู้แซ่เจียง แต่ข้าไม่ใช่หมอยาหรอก บิดาข้า…” เจียงหลงชะงักครู่ ถอนใจเบากล่าวต่อ “ท่านพ่อข้าเป็หมอยา”
ดรุณนี้น้องมองดูข้อเท้าตน เอ่ยถาม “นี่ต้องให้บิดาท่านรักษาหรือไม่”
“ไม่ต้องหรอก เพียงประคบก็จะทุเลาไปเอง อีกประการ…” เจียงหลงหยุดปากไว้ ไม่ได้กล่าวต่อ
“อีกประการ...” นางย้ำคำ
เจียงหลงขยับลูกประคบเบา ๆ ยิ้มแล้วกล่าว “อีกประการท่านพ่อข้าตายไปแล้ว”
“ท่านแม่เราก็พึ่งตาย ท่านพ่อโศกเศร้าจนทำร้ายตนเอง หากได้หมอยาที่รักษาได้ดีเช่นบิดาท่าน ท่านแม่คงไม่ตาย…” เหม่ยหลินน้ำตารื้นขึ้นคลอด้วยความคิดถึงผู้เป็มารดา
เจียงหลงแม้คั่งแค้นขึ้นมาชั่วขณะก่อนนี้ แต่เห็นสตรี… เห็นดรุณีน้อยร่ำไห้ต่อหน้าแม้จะเยาว์วัยไม่แตกต่างกันมาก ตระหนักว่าสมควรปลอบโยนนางก่อน ทางหนึ่งเพื่อสะกดเก็บความแค้นไว้ ทั้งไม่เห็นว่าจำเป็ต้องกล่าวเื่ล้างแค้นฆ่าฟันกับสหายใหม่
ยื่นมือหนึ่งปกลูบศีรษะดรุณีน้อย นางโถมอิงพิงไหล่ ราวกับในชีวิตนี้มีไม่เหลือผู้คนใดให้สามารถร่ำไห้ด้วยได้ นางเข้าใจไปว่าทั้งบิดาและพี่ชายของนางล้วนเ็ปเกินกว่าจะเห็นน้ำตาหยดใดหยาดลงพื้นอีก เหม่ยหลินคิดเช่นนั้น
เวลาเลยผ่านลมพัดพากระแสสุขสงบสายหนึ่งละโลมใบหน้า บัดนี้นางใจชื้นขึ้นแล้ว สองมือปาดน้ำตาเผยยิ้มขึ้นได้อีกครา
“ดีขึ้นหรือไม่” เจียงหลงกล่าว มือหนึ่งยังประคองขาประคบไว้ อีกมือกรีดนิ้วทัด ปอยผมดำเงาประกายที่ปกบังใบหน้าให้นาง แล้วใช้แขนเสื้อซับน้ำตาบนแก้มให้แห้ง
“เบาเจ็บแล้ว” ไม่ทันสิ้นคำนาง ท้องเจียงหลงดังขึ้นโครก นางเอนตัวออกพลางหัวเราะขึ้น “ท่านยังไม่ได้กินอะไรหรือ”
“จริงสิ อาจารย์สั่งให้ข้ามาเก็บฟืน” เจียงหลงหวนนึกธุระก่อนหน้า นึกยินดีได้แนะนำสหายใหม่ให้อาจารย์รู้จัก จะเป็การดียิ่งหากนางจะได้เป็ศิษย์น้องฝึกฝนวิชาไปพร้อมกัน กล่าวต่อ “ไปกินปลาต้มกัน”
เหม่ยหลินได้ฟังก็หลุบตานึก คล้ายวิตกบางประการ ถดตัวลงมาจากหินก่อนจะยิ้มเล็กน้อยก่อนฉวยเอาถังไม้ของนางจากในกระบุง เดินไปตักน้ำกล่าว
“เราต้องกลับแล้ว ผู้แซ่เจียง ท่านไปเถิด”
เจียงหลงผงกศีรษะรับสั้น ๆ ตายังคงมองดูนางเดินจากไป มองดูอยู่เช่นนั้นกระทั่งนางหายลับเนินดินจึงแบกกระบุงกลับกระท่อมนึกเสียดาย แต่ไม่อาจกล่าวคำใดได้ สองขาก้าวอาด ๆ ผ่านเข้ารั้วไม้บริเวณกระท่อม ไม่ทันวางกระบุงหรือทรุดลงนั่ง เอ่ยขึ้น “อาจารย์ก้างปลานิ่มแล้วหรือไม่”
ผู้เฒ่าบัดนี้ลุกจากสมาธิขึ้นมา ชมมองหม้อต้ม เป่าพลางชิมพลางน้ำแกงปลาอยู่
เอ่ยตอบชัดถ้อย “ต้องพรุ่งนี้”
ลมหายใจถอนยาว สายเชือกถูกปลดกระบุงสานร่วงสู่พื้นฟืนไม้ข้างในกระจายกลาดเกลื่อน เจียงหลงโถมกายหงายนั่งลง “อาจารย์จะให้ข้างดข้าวไม่กล่าวกับข้าแต่ต้น...”
กู่ฉิงหรูหัวเราะเหอะ กล่าว “เหลวไหล… ในหม้อมีผักมากมายให้เ้ากิน มีผักคงชิน ยังมีผักฉิน ผักเซียง”
“อาจารย์ให้ข้ากินแต่ผักกับหน่อไม้ ทั้งที่วันนี้อาจารย์จับปลามาได้”
“ข้าจะกินมันเมื่อใด ย่อมไม่ใช่ธุระของผู้ใด”
ได้ยินดังนั้นผุดลุกขึ้น เดินพลางเดินพลาง แสยะยิ้มทะเล้น โผมายังหน้าหม้อต้มก้มลงมอง “เช่นนั้น ยามนี้ข้ากินปลา ย่อมไม่ใช่ธุระของผู้ใด”
กล่าวแล้วยื่นมาจะหยิบกระบวยไม้ โดยไม่ทันมองเห็น กู่ฉิงหรูสะบัดแขนเสื้อวูบบังเกิดเสียงฉาด มือเจียงหลงพลันหงิกงอประหนึ่งกีบเท้าหมู มาตรว่าไม่ได้เ็ปแต่กลับเกร็งแข็งขยับปรับเปลี่ยนไม่ได้ ด้วยความใเสียขวัญจึงร้องด้วยเสียงดัง
“อ้า! อาจารย์! มือข้าหักแล้ว”
กู่ฉิงหรูกล่าวเฉื่อยชาก่อนซดน้ำแกงปลาในกระบวยไม้ “เ้าดื้อด้านเช่นนี้ หรือว่ามิสมควรโดนเสียบ้าง”
“ศิษย์สำนึกผิดแล้ว” เจียงหลงทรุดลงนั่งคุกเข่ายึดกุมข้อมือขอตนไว้ ไม่กล้าแตะต้องมือขวาที่หงิกงอนั้นกล่าวต่อไป “เช่นนี้ข้าจะจับกระบี่ได้เช่นไร”
“หากเ้าวู่วามเช่นนี้ หากเป็กระบี่มือไม่ขาดไปแล้วหรือ” ผู้เฒ่ากู่ฉิงหรูกล่าวโดยไม่มองมา สายตาจดจ้องที่หม้อต้มตักผักใส่ถ้วยดินเผาขนาดเหมาะมือ พลางกล่าวต่อไป “นี่แต่เพียงหงิกงอไปบ้าง ใช่ว่าเ็ป เทียบกับมือขาดไม่นับว่าดีหรือ”
“ประเสริฐแท้... อาจารย์” เจียงหลงอดสู่ยิ่ง จะร้องก็ร้องไม่ออก จะโศกเศร้าก็สมเพชทุเรศทุรังตนเอง ยื่นมือซ้ายรับถ้วยซดดื่มจนหมด
กู่ฉิงหรูแสร้งไม่แยแสมาแต่เมื่อครู่ครั้นเห็นศิษย์ดื่มกินเสร็จสิ้น เหลือบมองแว่บหนึ่งจึงกล่าว “หากอิ่มแล้วเ้าก็ขึ้นไปยืนบนรั้วเสีย… ปลดผ้าเกล้าผมด้วย”