บทที่27
สี่ขุนพล
หลังจากที่เซี่ยอันอวี่จัดเตรียมชุดน้ำชาเสร็จเรียบร้อยเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากหน้าประตูเรือนไม้ นางเงยหน้าขึ้นมองทันที ก่อนจะเห็นร่างของแขกผู้มาเยือนก้าวเข้ามาภายในเรือนทีละคน
กลุ่มบุรุษทั้งสี่ก้าวเข้ามาอย่างเป็ระเบียบทันทีที่เข้าถึงกลางห้อง พวกเขาก็ประสานมือคารวะหนานกงจิ่นอวี่อย่างพร้อมเพรียง
“คารวะท่านแม่ทัพ”จากนั้นก็หันมาคารวะเซี่ยอันอวี่ตามลำดับ
“คารวะฮูหยิน” เสียงทุ้มต่ำก้องกังวานสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงไม้เล็กๆ แห่งนี้
เซี่ยอันอวี่มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาสำรวจนางไม่ลืมที่จะพยักหน้าตอบรับอย่างสง่างามตามมารยาทของฮูหยินแม่ทัพทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยความสนใจใคร่รู้
สายตาคู่คมกวาดมองบุรุษทั้งสี่อย่างละเอียดกลุ่มคนตรงหน้าล้วนมีรูปลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งแบบนักรบทุกกระเบียดนิ้วลักษณะร่างกายกำยำ สูงใหญ่และเต็มไปด้วยความดุดันตามแบบฉบับของผู้ที่เคยผ่านศึกมาอย่างโชกโชน
ชายวัยกลางคนสองคนยืนขนาบข้างกันอย่างเด่นชัด
คนแรก โดดเด่นด้วยแผลเป็ยาวพาดผ่านแก้มซ้ายใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้หนวดเครา อีกทั้งยังศีรษะโล้นเลี่ยนสะท้อนแสงราวกับว่าาแนั้นเป็สัญลักษณ์ของประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชนในสนามรบ
คนที่สอง แม้ใบหน้าจะไร้รอยแผลแต่กลับมีหนวดเคราดกครึ้มปกคลุมใบหน้าและคางผมยาวประบ่าสีดำแซมขาวบ่งบอกถึงอายุและความเก๋าประสบการณ์ ดวงตาคมดูลุ่มลึกราวกับผ่านการมองเห็นความเป็ความตายมานับไม่ถ้วน
สายตาของเซี่ยอันอวี่เลื่อนไปยังชายหนุ่มสองคนถัดมา
คนหนึ่ง นางรู้จักดี เขาคือ หยางจื้อหลง ผู้ที่คอยดูแลนางั้แ่วันแรกที่เหยียบย่างเข้าสู่เมืองกู่หลิงซาใบหน้าของหยางจื้อหลงยังคงเคร่งขรึมในแบบฉบับทหารที่ภักดี
ส่วน ชายหนุ่มอีกคน กลับสะดุดตาเซี่ยอันอวี่มากที่สุดบุรุษผู้นี้สูงใหญ่กว่าใครในกลุ่ม ร่างกายกำยำราวกับนักรบผู้ไร้เทียมทานทว่าขัดกับใบหน้าหล่อเหลาคมสันดั่งคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์ผิวพรรณขาวสะอาดไร้ตำหนิ แตกต่างจากนักรบทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้นางต้องจ้องเขม็งอย่างตกตะลึงคือ...ดวงตาคู่นั้น
ดวงตาสองข้างต่างสีข้างหนึ่งเป็สีแดงเข้มราวกับเปลวเพลิง อีกข้างเป็สีฟ้าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งเป็ลักษณะพิเศษที่หาได้ยากยิ่งในผู้คนทั่วไปความขัดแย้งระหว่างสองสีในดวงตาคู่นั้นกลับไม่ทำให้ดูน่ากลัว แต่กลับเพิ่มเสน่ห์ลึกลับน่าเกรงขาม และน่าค้นหาอย่างยิ่ง
เซี่ยอันอวี่ถึงกับต้องข่มใจไม่ให้จ้องนานเกินไปนางกระแอมเบา ๆ พลางเชิญแขกทั้งสี่ให้นั่งลงอย่างสง่างาม
ภายในใจของนางพลันคิดขึ้นมา..."แต่ละคน... ดูไม่ธรรมดาจริง ๆโดยเฉพาะเ้าตาดำน้ำเงินแดงนั่น..."
เซี่ยอันอวี่จ้องมองบุรุษทั้งสี่ที่ยืนทำความเคารพนางอยู่ตรงหน้าใบหน้าของนางยังคงแต้มรอยยิ้มบาง ๆ แม้ภายในใจจะรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยด้วยไม่รู้ว่าควรตอบรับการคารวะเช่นนี้อย่างไรดี เพราะไม่เคยพบเจอพวกเขามาก่อนเลย
บรรยากาศในห้องโถงไม้แคบ ๆเริ่มแผ่ความอึดอัดออกมาอย่างช้า ๆแต่แล้วเสียงทุ้มเย็นของหนานกงจิ่นอวี่ก็ดังขึ้นมาทำลายความเงียบนี้
“พวกเขาคือสี่ขุนพลใต้บัญชาของข้าเอง”น้ำเสียงเรียบเฉยแต่ทรงอำนาจเพียงพอที่จะดึงทุกสายตาให้หันมาสนใจ
เซี่ยอันอวี่ขยับตัวเล็กน้อย พลันหันไปมองหนานกงจิ่นอวี่ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะอย่างรู้สึกขอบคุณในใจที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์
หนานกงจิ่นอวี่เริ่มแนะนำบุรุษทั้งสี่ด้วยท่าทางเรียบง่ายเขายกมือขึ้น ชี้ไปยังชายหนุ่มที่เซี่ยอันอวี่คุ้นหน้าอยู่แล้ว
“นั่น หยางจื้อหลงเ้าคงรู้จักดีอยู่แล้ว” เซี่ยอันอวี่พยักหน้าเล็กน้อยหยางจื้อหลงเองก็ขยับตัวรับคำด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเช่นเคย
ปลายนิ้วเรียวยาวของหนานกงจิ่นอวี่เลื่อนไปยังชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีดวงตาต่างสีที่สะดุดตา
“เหยียนฟาง” เสียงแนะนำดังขึ้นพร้อมกับที่เหยียนฟางขยับตัวเล็กน้อยเขาประสานมือคารวะอีกครั้ง ดวงตาคู่พิสดารคู่นั้นจับจ้องเซี่ยอันอวี่นิ่งงันราวกับกำลังประเมินบางสิ่ง
จากนั้นหนานกงจิ่นอวี่ก็ชี้ไปยังชายวัยกลางคนผู้ไร้เส้นผมและมีรอยแผลเป็พาดผ่านใบหน้า “หวังจาง”
หวังจางเผยรอยยิ้มบาง ๆที่ดูน่าเกรงขามมากกว่าจะเป็มิตร ก่อนจะประสานมือคารวะเช่นเดียวกับคนก่อนหน้า
สุดท้ายนิ้วของหนานกงจิ่นอวี่หยุดที่ชายวัยกลางคนผู้มีหนวดเคราดกครึ้มผมดำแซมขาวดูภูมิฐาน “จางเกา”
จางเกาพยักหน้าให้พร้อมรอยยิ้มใจดีซึ่งดูขัดกับรูปลักษณ์นักรบกำยำของเขาอยู่ไม่น้อย
เซี่ยอันอวี่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเก็บความกระอักกระอ่วนใจนางยิ้มบาง ๆ ก่อนจะประสานมือคารวะตอบกลับอย่างสง่างามท่าทีของนางเต็มไปด้วยความพยายามเลียนแบบมารยาทของชาวยุทธที่เคยเห็นในละครและซีรีส์สมัยก่อน
“ยินดีที่ได้พบผู้กล้าทุกท่าน”น้ำเสียงของนางอ่อนหวานแต่แฝงความมั่นใจ
คำกล่าวของเซี่ยอันอวี่ทำให้บุรุษทั้งสี่ถึงกับหันหน้ามองกันไปมาแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความแปลกใจปนทึ่งพวกเขาไม่คาดคิดว่าฮูหยินของแม่ทัพผู้เ็าจะมีท่าทีเช่นนี้อ่อนโยนแต่ไม่ขลาดกลัว และยังสามารถรักษามารยาทได้อย่างน่าชื่นชม
หนานกงจิ่นอวี่หันไปมองเซี่ยอันอวี่แวบหนึ่งดวงตาคมกริบของเขาไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ก่อนจะกวักมือเรียกพวกขุนพลทั้งสี่ “นั่งลง”
ขุนพลทั้งสี่ก้าวเดินเข้ามาอย่างเป็ระเบียบก่อนจะนั่งลงตรงตำแหน่งว่างรอบโต๊ะไม้เรียบง่ายที่มีชุดน้ำชาจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยบรรยากาศภายในเรือนไม้เงียบสงัด มีเพียงเสียงเบา ๆของถ้วยกระเบื้องกระทบกันเมื่อแต่ละคนยกชาขึ้นจิบ กลิ่นหอมอ่อน ๆของใบชาคุณภาพดีลอยอบอวลไปทั่วห้องเพิ่มความขรึมขลังให้กับการรวมตัวของยอดขุนพลเหล่านี้
เซี่ยอันอวี่ที่ยืนมองภาพตรงหน้าพลันรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป กลิ่นอายของการสนทนาอันจริงจังแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจนนางจึงค่อย ๆ ขยับตัว กะจะหาทางปลีกตัวออกไปเงียบ ๆ อย่างรู้กาลเทศะไม่้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ของพวกบุรุษนักรบเหล่านี้
ทว่า...เสียงเรียบเย็นของหนานกงจิ่นอวี่ก็ดังขึ้นขัดจังหวะการก้าวเท้าของนางเสียก่อน
“เ้าอยู่ด้วย”
คำพูดเพียงสั้น ๆแต่เปี่ยมไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธทำให้ร่างของเซี่ยอันอวี่ถึงกับชะงักกลางคัน
ดวงตาของนางเบิกกว้างเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจก่อนจะหันกลับไปมองหนานกงจิ่นอวี่อย่างไม่แน่ใจทว่ากลับพบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองนางด้วยสายตานิ่งเฉยเช่นเคยราวกับว่าคำสั่งนั้นเป็เื่ธรรมดา
ไม่เพียงแค่เซี่ยอันอวี่เท่านั้นที่รู้สึกตะลึงขุนพลทั้งสี่เองก็เหลือบตามองกันไปมาอย่างแปลกใจแววตาของแต่ละคนสะท้อนถึงความงุนงงอย่างชัดเจนพวกเขาต่างรู้ดีว่าแม่ทัพของพวกตนเป็คนเข้มงวดและเคร่งครัดเพียงใดในอดีตแม้แต่แม่ทัพรองหรือขุนพลคนอื่น ๆ หากไม่เกี่ยวข้องโดยตรงยังไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมฟังการสนทนาเชิงยุทธศาสตร์ด้วยซ้ำแล้วเหตุใดฮูหยินถึงได้รับข้อยกเว้นนี้?
เซี่ยอันอวี่ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างไม่มั่นใจราวกับจะถามย้ำว่า “ข้าอย่างนั้นหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้าเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอื้อนเอ่ยคำสั่งต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นั่ง” พร้อมกับชี้นิ้วไปยังที่ว่างข้างกายตนเองอย่างชัดเจน
เซี่ยอันอวี่ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆอย่างจนหนทาง ปฏิเสธไม่ได้จึงจำต้องหมุนตัวกลับมาอย่างสงบเสงี่ยมนางเดินไปนั่งลงข้างหนานกงจิ่นอวี่ตามคำสั่งก่อนจะหันไปส่งยิ้มสุภาพให้กับขุนพลทั้งสี่แล้วกล่าวออกมาเสียงเบา
“รบกวนทุกท่านแล้ว...รบกวนทุกท่านแล้ว” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเกรงใจปนเคอะเขิน