บทที่163ภาพแห่งความทรงจำ
ไป๋เหิ่นซินเองเมื่อได้ประจันหน้าโดยตรงกับสตรีกลางคนความคิดที่เคยจะเอาคืนหากนางรอดไปได้ก็คล้ายมีบางสิ่งถูกกลบลบ นางไม่เข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ทั้งที่ไม่เคยรู้จักสตรีกลางคนผู้นี้มาก่อน นี่นับเป็นการเห็นใบหน้าของฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจนคราแรกเท่านั้น
ไป๋เหิ่นซินไม่เข้าใจตนเอง ส่วนสตรีวัยกลางคนก็กำลังนิ่งค้างราวกับมีเรื่องราวใดผุดขึ้นในจิตใจเสียงของบุรุษชราสองผู้จึงกล่าวกระตุ้นเตือนสตินาง
“ฮูหยินตระกูลหลงอย่าได้ใจอ่อนต่อศัตรูมันบุกมาถึงเขาวงกรตได้ หากมันหลุดออกไปมีหวังหุบเขาเร้นลับได้ถูกเปิดเผย”
ถึงแม้สติคืนกลับ แต่ภาพใบหน้าของไป๋เหิ่นซินนั้นยังคงสะกดนางอยู่ตะเกียงไฟจึงมิได้เปล่งพลัง บุรุษชราสองผู้จึงต่างจ้องมองตากัน พวกมันตัดสินใจที่จะจัดการฮุ่ยจวินก่อนจึงจะมีทางลงมือเข้าใส่สตรีแห่งนิกายเทวะวจนะ ทว่าชั่ววินาทีนี้กลับเป็นโอกาสที่เปิดออกสำหรับฮุ่ยจวินโอกาสที่ดีที่สุดให้เหล่าผู้ฝึกญาณลงมือได้ผ่านพ้นแล้ว ในเมื่อสตรีกลางคนเกิดใจอ่อนแลลังเลชั่วขณะนั่นย่อมไม่มีโอกาสครั้งต่อไปสำหรับพวกมัน
ฮุ่ยจวินผนึกลมปราณเจ็ดดาราได้อีกหน แม้ร่างกายเจ็บปวดทั้งสาหัสอย่างรุนแรงแต่มันก็ยังคงฝืนเบิกดาราดวงที่สี่ พร้อมกับปลดปล่อยพลังแฝงจากดาราดวงที่สี่นี้ ดาราแบ่งแยกปรากฏขึ้นอีกหนเกราะป้องกันที่ราวกับภูษาสวรรค์แบ่งแยกตัดขาดจากกฎเกณฑ์อื่นทันที พลังเหนี่ยวรั้งจากพายุไม่มีผลยิ่งพลังโจมตีของบุรุษชราก็มิอาจส่งถึง เป็นฮุ่ยจวินที่พลิกแพลงชิงจังหวะ สะท้อนเกราะป้องกันผลักดันสองบุรุษชราออกหมุนตัวผลักตะเกียงในมือของสตรีกลางคนให้ลอยละลิ่วตกไปไกล สตรีกลางคนเมื่อไร้ตะเกียงก็มินับเป็นสิ่งใดหากฮุ่ยจวินคิดสังหารนาง เพียงฝ่ามือเดียวก็กระทำได้ แต่มันมิได้หวังฆ่าคน มันเพียงต้องการช่วยคนอีกทั้งมันก็ไม่มั่นใจว่าบนตัวของสตรีกลางคนจะมีของวิเศษเหนือธรรมชาติอยู่อีกหรือไม่มันอาศัยจังหวะที่ผู้อื่นเสียท่านี้ แบกไป๋เหิ่นซินพุ่งทะยานด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาร่างหายลับไปจากบริเวณราวภูติพราย
ไม่มีใครหยุดยั้งฮุ่ยจวินได้อีก เพราะตะเกียงวิเศษได้ตกไปไกลสองบุรุษชราก็เสียท่าด้วยวิชาแฝงดาราแบ่งแยก กว่าจะตั้งตัวก็ไม่เห็นเงาร่างคนทั้งสองแล้วด้านสตรีกลางคนยังคงยืนนิ่งงันด้วยแววตาที่สับสน นางแน่ใจว่าตนมิได้ตาฝาด ทั้งมิได้คิดถึงบุตรีเกินไปจนมองผู้อื่นเหมือนนางแต่ในโลกนี้ยังจะมีคนที่คล้ายคลึงกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ สตรีกลางคนยังยืนนิ่งมองไปตามทิศทางที่ฮุ่ยจวินและไป๋เหิ่นซินหายตัวนางไม่ทำอะไรอีก มีเพียงสองบุรุษชราเท่านั้นที่มิอาจปล่อยให้คนจากนิกายเทวะวจนะหลบพ้นไปได้
“ตาม"
สองบุรุษชราใช้ออกด้วยความเร็วที่ไม่ออมรั้งแม้บาดเจ็บพวกมันก็ไม่สน เพราะความน่ากลัวที่จะตามมาหากคนของนิกายเทวะวจนะรอดไปได้ย่อมยากจะพรรณามิแน่แม้แต่อาการบาดเจ็บของพวกมันก็มิอาจเทียบเท่า
แต่พวกมันพุ่งทะยานได้ไม่กี่สิบก้าว ที่เบื้องหน้ากลับปรากฏเงาร่างสามสายพุ่งขัดขวางกรงเล็บอันคมกริบตัดขวางธรรมชาติส่งให้พวกมันมิอาจไม่หยุดยั้ง เมื่อเห็นผู้ขัดขวางสองบุรุษชราถึงกับต้องขมวดคิ้ว
เหตุใดพยัคฆ์ภูเขาจึงได้ปรากฏตัว?
เสมอมาสามพยัคฆ์ภูเขาจะปกป้องเขาวงกรต พวกมันไม่ข้องเกี่ยวกับผู้ฝึกญาณผู้ฝึกญาณก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกมัน ไม่เข้าไปก่อกวนมันในเขตเขาวงกรต พวกมันเองก็ไม่เคยออกจากเขาวงกรตแต่ครานี้พวกมันกลับออกจากเขาวงกรต พวกมันทั้งสามกลับขัดขวางพวกตนโดยไม่สนชีวิต ทำราวกับว่าพวกมันกำลังปกป้องคนทั้งสองที่หลบหนีอยู่ก็ปาน
“เหตุใดพยัคฆ์ภูเขาจึงช่วยพวกมัน"
“สัตว์ดุร้ายที่ไม่เห็นคนอยู่ในสายตาเหล่านี้กลับกำลังช่วยคนอย่างนั้นหรือ"
พยัคฆ์ภูเขาสามแม่ลูกคำรามก้องพร้อมแยกเขี้ยวขู่มิให้สองบุรุษชราย่างกรายผ่านสองบุรุษชราจึงชี้นิ้วออก
“เราเจ้าล้วนไม่เคยเกี่ยวข้องและบาดหมางต่อกันจงหลีกทางไป ข้าไม่อยากทำร้ายพวกเจ้า"
“มีชีวิตอย่างสุขสงบในที่ของตัวเองยังไม่เพียงพอหรืออย่างไร”
สรรพสัตว์ล้วนรักชีวิต สรรพสิ่งใดก็ล้วนอยากมีชีวิตที่สงบสุขแต่สำหรับพยัคฆ์ภูเขาทั้งสาม ชีวิตที่มีสุขเกิดจากการหยิบยื่นของบุรุษผู้นั้น หากไม่มีบุรุษหนุ่มพวกมันก็จะไม่มีชีวิตที่ดีอย่างที่เป็นอยู่นี้ เช่นนั้นเมื่อผู้มีพระคุณมีภัย พวกมันจะเห็นแก่ความสุขแล้วไม่ช่วยได้อย่างไรแม้พวกมันเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นสัตว์ที่มนุษย์มองว่าไร้ความคิดไร้จิตใจ ทว่าจริงๆแล้ว พวกมันก็มีหัวใจ
สองบุรุษชราเพื่อมิให้ชักช้าเสียการณ์ พวกมันจำเป็นต้องลงมือขั้นรุนแรงกับสามพยัคฆ์ภูเขาสตรีกลางคนที่ถูกเรียกว่าฮูหยินตระกูลหลงเอ่ยปากห้าม แต่เสียงห้ามก็ช้ากว่าพายุที่หลุดออกจากฝ่ามือของสองบุรุษชราแล้ว
พลังญาณระดับเบิกนภา แม้พลังธรรมชาติในโลกยุคนี้จะไม่หนุนเสริมแต่ความหมายของคำว่าเบิกนภาก็ยังสูงกว่าปฐพีต่ำกว่าฟ้า แน่นอนว่าสามพยัคฆ์ภูเขามิอาจต้านแต่รู้ทั้งรู้ว่ามิสามารถต้านทาน รู้ทั้งรู้ว่าหากประจันหน้าอาจต้องดับสูญ สามพยัคฆ์ภูเขาก็ยังคงทุ่มสุดชีวิตเพื่อประจันกับมันขอเพียงเพิ่มระยะเวลาอีกเสี้ยววินาทีให้กับผู้มีพระคุณได้หลบหนี นี่ก็นับว่าประเสริฐมากพอแล้ว
พายุที่ราวหลุดมาจากฟากฟ้าแผ่พุ่งเข้าหาสามพยัคฆ์ภูเขาอย่างรวดเร็วพยัคฆ์ภูเขาทั้งสามคำรามก้อง ปลดปล่อยพลังธรรมชาติเท่าที่จะกระทำได้ แต่เพียงพลังจากการคำรามนั้นกระทบถูกพายุหมุนมันก็แตกดับสูญสลายในทันตา ไม่มีสิ่งใดหยุดพายุระดับเบิกนภาตรงหน้า ร่างของพยัคฆ์ภูเขาทั้งสามเองก็เช่นกัน
แม่พยัคฆ์จ้องมองลูกทั้งสองด้วยแววความอาวรณ์นัยน์ตาคู่นั้นคล้ายตำหนิตัวเองที่มิอาจปกป้องลูก แต่เมื่อเห็นแววความภาคภูมิที่ฉายชัดบนนัยน์ตาของลูกๆตน มันค่อยได้คิดว่าการทดแทนคุณนี่สมควรจะภาคภูมิมากกว่าอาลัยอาวรณ์
พายุบรรลุถึงแล้ว พยัคฆ์ภูเขาทั้งสามเพียงทำได้แต่ยืนขัดขวางแลรอรับความตาย!
แต่แล้วสายลมหอบหนึ่งก็พัดหวน พัดพาเอาความสบายแลนิ่งสงบมาเยือนสายลมนี้แผ่วเบายิ่ง พัดอ้อยอิ่งดั่งสายน้ำ ทว่าความแผ่วเบากลับสามารถหยุดยั้งความแกร่งกร้าวเพียงสายลมกระทบต้องพายุคลั่ง พายุสองลูกนั้นก็แข็งค้างราวกับถูกผนึกทันใด
ท่ามกลางธรรมชาติที่ว่างเปล่า สายตาของคนธรรมดามิอาจมองเห็นแต่สองบุรุษชราคือยอดคนด่านเบิกนภา พวกมันจึงมองเห็น
ภายใต้สายลมที่อ้อยอิ่ง บังเกิดภาพมหัศจรรย์ไท่จี๋อันเหนือธรรมชาติครอบอาณาบริเวณผนึกทุกสรรพสิ่งมิให้เคลื่อนไหว!
“มาแล้วสินะ"
บุรุษชราสองผู้พึมพำออกมา ก่อนที่ธาตุอากาศอันเวิ้งว้างว่างเปล่าเบื้องหน้าจะปรากฏร่มสีชาคันหนึ่งหมุนวนสตรีสะคราญโฉมในอาภรณ์สีแดงโลหิตถือร่มเหินลงมาจากกลางอากาศอย่างเชื่องช้า ตามหลังมาด้วยนักพรตที่คล้ายอยู่ในช่วงวัยกลางคนผู้หนึ่ง
อวิ๋นเซี่ยวซุนและศิษย์ของมันมาถึง
สตรีสะคราญโฉมในอาภรณ์แดงโลหิตเมื่อเห็นสตรีกลางคนผู้นั้นนางก็รีบเข้าไปประคองแขนของสตรีกลางคนทันที
“ท่านแม่ เกิดสิ่งใดขึ้น"
สตรีกลางคนหรือฮูหยินตระกูลหลงผู้นี้ละสายตาที่สับสนมาจ้องมองบุตรีของตน
“ผิงเอ๋อ?”
ที่จริงคำว่าผิงเอ๋อที่นางหลุดเรียกไป๋เหิ่นซินก็เป็นนามของสตรีในชุดคลุมแดงโลหิตสตรีในชุดคลุมแดงโลหิตนางนี้มีนามว่า หลงผิง เหล่าผู้ฝึกญาณแห่งหุบเขาเร้นลับทุกผู้ล้วนรู้จักนางในฐานะสายเลือดสุดท้ายแห่งตระกูลในตำนานนั่นก็คือตระกูลหลง!
หากสตรีในอาภรณ์ขาวนางนั้นมิใช่หลงผิง แล้วนางเป็นใครเหตุใดจึงมีหน้าตาที่คล้ายคลึงกัน?
นึกถึงความคล้ายคลึง จิตใจของฮูหยินตระกูลหลงก็เต้นถี่เร็วและมีใบหน้าที่ร้อนผ่าวขึ้นในสมองเต็มไปด้วยคำว่าเป็นไปไม่ได้ เด็กคนนั้นถูกพิษและตกหน้าผาตายไปตั้งแต่สิบห้าสิบหกปีที่แล้วจะเป็นนางได้อย่างไร ประการสำคัญจะเกี่ยวข้องกับนิกายเทวะวจนะได้อย่างไร
ยิ่งคิดถึงเรื่องราวในอดีต นางยิ่งพบว่าล้วนมีแต่ความเป็นไปไม่ได้ถูกพิษตั้งแต่ทารก ตกหน้าผาสูงชันไม่เห็นก้น ต่อให้เป็นระดับเซียนในยุคนี้ก็ยากจะมีชีวิตแล้วบุตรีของนางเล่าจะมีโอกาสรอดหรือ
ในความคิดแม้จะยกเหตุผลใดมาอ้างถึงก็ล้วนแล้วแต่มีความเป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้นแต่ในใจของนางกลับภาวนาขอให้ปาฏิหาริย์อันน้อยนิดเกิดขึ้นจริงๆ
ฮูหยินตระกูลหลงบังเกิดความรู้สึกอยากที่จะพบกับสตรีในอาภรณ์ขาวแห่งนิกายเทวะวจนะผู้นั้นอีกครั้งบางทีนางอาจจะมีคำตอบต่อข้อสงสัยมากมายที่ผุดขึ้นในหัวของตนได้
“ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรหรือไม่"
เห็นใบหน้าที่นิ่งค้างซีดเผือดของมารดาหลงผิงก็บังเกิดความร้อนใจ ฮูหยินตระกูลหลงผู้นี้จึงได้สติ และหันใบหน้ามาลูบศีรษะนางอย่างทนุถนอมแล้วกล่าวว่า
“เด็กดี มารดามิได้เป็นอะไร วันนี้ได้ยินข่าวว่าเจ้าจะกลับถึงได้ออกมารอเจ้า"
“ข้างนอกอันตรายนัก ท่านมิน่าลำบากเช่นนี้"
กล่าววาจาไปพลาง นางก็มองตะเกียงวิเศษที่อาจารย์ของนางมอบให้ท่านแม่ไปพลางเห็นว่ามันตกกระเด็นไปไกล บริเวณโดยรอบก็เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ ทั้งยังมีสามพยัคฆ์ภูเขาขัดขวางอยู่นางจึงเอ่ยถามกับมารดาด้วยความเป็นห่วงอีกครั้ง
“ท่านแม่ เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่"
สองผู้อาวุโสรีบประสานมือให้แก่อวิ๋นเซี่ยวซุนพร้อมรายงานเรื่องราวทั้งหมด อวิ๋นเซี่ยวซุนพริ้มตาลงอยู่ชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นและเอ่ยว่า
“เป็นท่าเท้าที่รวดเร็วเร็วแลพิสดารนักติดตามตอนนี้ก็มิอาจทันแล้ว”
หลงผิงเดินลงไปตรวจดูตะเกียงที่ตกอยู่ มองเห็นร่องรอยฝ่ามือที่ทำให้ตะเกียงบังเกิดริ้วรอย
“คนผู้นี้พลังลมปราณสูงล้ำ ทั้งที่ไร้ซึ่งพลังญาณกลับสามารถจัดการกับตะเกียงของท่านอาจารย์ได้”
หยุดเล็กน้อยก่อนที่นางจะจ้องมองไปที่พยัคฆ์ภูเขาสามแม่ลูกอีกครั้งค่อยกล่าวต่อ
“ทั้งมันยังนับว่ามีคุณธรรม หากมันอยากสังหารคนจริงมีหวังสิ่งที่กระเด็นกระดอนจะมิใช่ตะเกียง แต่เป็นมารดาข้าแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถทำให้พยัคฆ์ภูเขาที่ดุร้ายยอมสละชีวิตให้ได้คนผู้นี้ช่างมีจิตใจที่บริสุทธิ์จริงๆ"
อวิ๋นเซี่ยวซุนผงกศีรษะ
“เป็นอย่างที่ศิษย์ข้าว่า เช่นนั้นพวกท่านจึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าคนที่มากด้วยคุณธรรมผู้นี้จะนำพาความเดือดร้อนมาสู่ที่นี่"
บุรุษชราสองผู้มีสีหน้าคิดวิตก ก่อนกล่าวว่า
“บุรุษหนุ่มผู้นี้พวกเราเองก็เลื่อมใสในคุณธรรมแลจิตใจของมันทว่าสิ่งที่พวกเรากังวลมิใช่มัน แต่เป็นสตรีแห่งนิกายเทวะวจนะผู้นั้นต่างหาก"
กล่าวถึงสตรีแห่งนิกายเทวะวจนะนางนั้น ฮูหยินตระกูลหลงก็นิ่งเงียบไปอีกหนหลงผิงเห็นความผิดปกติของมารดา เข้าใจว่ามารดาอาจได้รับอาการบาดเจ็บ ซึ่งอาการบาดเจ็บนี้อาจเกี่ยวข้องกับสตรีแห่งนิกายเทวะวจนะผู้นั้นจึงเอ่ยอย่างโกรธเคืองว่า
“หรือสตรีนางนั้นทำให้ท่านต้องบาดเจ็บท่านแม่ ข้าสัญญา ผู้ใดก็ตามที่กล้าทำร้ายท่าน ข้าจะไม่ให้อภัยมัน"
ฮูหยินตระกูลหลงกำลังจะกล่าวปฏิเสธ บุรุษชรากลับกล่าวสอดแทรก
“เรื่องเลวร้ายล้วนเกิดจากสตรีนางนั้นการมาของนางไม่เพียงแต่ทำให้แม่เจ้าบาดเจ็บ อนาคตนางอาจเป็นคนที่จะนำพากองทัพแห่งเทวะวจนะมาทำลายที่นี่"
ฮูหยินตระกูลหลงจะอธิบายสิ่งใดก็สายไปแแล้วนางจะเอ่ยวาจา หลงผิงที่เห็นสีหน้าของมารดามิสู้ดีก็ยิ่งเป็นห่วงจึงกล่าวขึ้นก่อนว่า
“ท่านแม่มิต้องเอ่ยสิ่งใดแล้ว วันนี้ดูท่านอาการมิสู้ดีให้ข้าพาท่านไปพักผ่อน"
สองอาวุโสกล่าวกับอวิ๋นเซี่ยวซุน
“แล้วเรื่องสตรีนางนั้นพวกเราจะทำอย่างไรดี”
ขณะที่อวิ๋นเซี่ยวซุนจะเปิดปากกล่าววาจาเสียงสตรีนางหนึ่งก็ดังสะท้อนก้องไปมาทั่วป่าหน้าเขาวงกรตแห่งนี้
“อวิ๋นเซี่ยวซุน คนของท่านช่างไม่เอาไหนเลยจริงๆเห็นแก่ที่ท่านเคยช่วยชีวิตข้า และเพื่อให้ท่านสนใจในตัวข้าบ้าง ข้าผู้นี้จะเป็นคนติดตามไปเอาชีวิตนังเพศยาน้อยแสงสังหารแห่งเทวะวจนะผู้นั้นเอง"
ได้ฟังประโยคที่สะท้อนมาและอธิบายถึงตัวตนของสตรีนางนั้นสองผู้อาวุโส โดยเฉพาะฮูหยินตระกูลหลงถึงกับตะลึงงันในทันที สตรีนางนั้น นางมิเพียงเป็นคนของนิกายเทวะวจนะธรรมดาแต่นางกลับเป็นถึงแสงสังหารแห่งวจนะที่โด่งดังและเป็นอนาคตของนิกายเทวะวจนะในตอนนี้!
สองบุรุษชรากล่าวเสียงสั่น
“แสงสังหารแห่งวจนะ!”
“นี่เจ้าไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่"
เสียงสะท้อนของสตรีนางนั้นยังดังมา
“พวกเจ้ามีดีก็เพียงที่หลบซ่อนจริงๆ แม้กระทั่งแสงสังหารแห่งวจนะเหยียบอยู่ที่ปลายจมูกก็ยังไม่รู้ตัวอีกทั้งนางบาดเจ็บเจียนตายขนาดนั้นยังทำอะไรนางมิได้"
กล่าวถึงตอนนี้ สองอาวุโสก็ไม่รอฟังคำกล่าวของอวิ๋นเซี่ยวซุนโดยไม่รู้ว่าจะติดตามทันหรือไม่ แต่บุรุษชราทั้งสองก็ได้พุ่งทะยานออกไปแล้ว ต่อให้จะประสบกับอันตรายพวกมันก็จะต้องติดตามแสงสังหารแห่งวจนะผู้นั้น
ส่วนสตรีเจ้าของเสียง นางก็คืออาจารย์ของฉินซูหนี่ว์และมู่ผิงเยว่นางได้ยินถึงการต่อสู้อันดุเดือดนางจึงได้มา แรกเห็นว่านังเพศยาน้อยยังไม่ตาย ซ้ำยังได้รับการช่วยเหลือจากพยัคฆ์ภูเขาผู้ฝึกญาณจากหุบเขาเร้นลับก็ทำอะไรพวกมันไม่ได้ นางทั้งงุนงง โมโห และมีโทสะมิน้อยขณะจะลงมือก็เผอิญว่ามีพลังมหัศจรรย์ไท่จี๋ขวางขึ้นก่อน แต่สำหรับนาง พลังนี้มิอาจรั้งตัวนางได้แต่ที่นางยังรั้งอยู่ก็เพราะบังเอิญว่าอวิ๋นเซี่ยวซุนปรากฏกายขึ้นพอดี เพราะนางอยากเห็นหน้ามันนางจึงรั้งอยู่
และเพราะนางอยากทำให้มันสนใจ นางจึงออกติดตามฮุ่ยจวินและไป๋เหิ่นซินไปอีกครั้ง!