เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 116 ครอบครัวเดิม (2)

            ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าภายใต้ท่าทีเรียบเฉยนั้น ฉินหยวนเฟิงกำลังอารมณ์ไม่ดี ปากบอกว่าไม่เป็นไร แต่ในใจคงอัดอั้นตันใจน่าดู

            พอถึงทางแยก ทิงเสวี่ยจึงหันไปกำชับหวังกัง “ดูแลฉินหยวนเฟิงดีๆ นะ อยู่เป็นเพื่อนเขาให้มากหน่อย”

            เมื่อเพื่อนทั้งสองเดินจากไปไกลจนลับสายตา หลินฉางจื้อก็เปรยขึ้นอย่างเห็นอกเห็นใจ “ฉินหยวนเฟิงน่าสงสารจริงๆ ผู้หญิงคนนั้น... คนที่มากับพ่อเขา ดูแล้วไม่ใช่คนดีเลย หน้าตาร้ายกาจชะมัด”

            ทิงเสวี่ยถอนหายใจ “เรามองว่าไม่ใช่คนดีแล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ในเมื่อพ่อของเขาชอบแบบนั้น... ฉันเคยเห็นรูปแม่เขาที่บ้านยาย สวยมากจริงๆ โครงหน้าของฉินหยวนเฟิงก็ได้ส่วนดีของแม่มาเกือบหมด เหลือแค่รูปหน้ากับรูปร่างที่เหมือนพ่อ ถ้าเทียบกันแล้ว แม่ของฉินหยวนเฟิงสวยสง่ากว่าผู้หญิงคนนั้นตั้งเยอะ”

            “ในเมื่อแม่ของฉินหยวนเฟิงสวยขนาดนั้น แล้วทำไมพ่อเขาถึงยังไปมีชู้ล่ะ?” หลินฉางจื้อถามด้วยความสงสัยตามประสาเด็ก

            ทิงเสวี่ยแค่นเสียงเฮอะในลำคอ ตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “สงสัยจะหน้ามืดตามัวจนโง่!”

            หลินฉางจื้อ “...”

            ......

            ฉินหยวนเฟิงไม่ได้ตั้งใจจะเล่าเรื่องที่เจอพ่อใจร้ายกับเมียน้อยให้ตาหวังยายหวังฟัง เพราะกลัวว่าท่านจะเป็นห่วงและคิดมาก แต่เขาก็ไม่อาจต้านทานความปากสว่างของหวังกังได้

            ทันทีที่เจอหน้าตาหวัง ยายหวัง หวังกังก็เปิดฉากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองจนหมดเปลือก เขาพูดเร็วปร๋อเสียจนฉินหยวนเฟิงห้ามไม่ทัน

            “ยิ่งไม่อยากเจอใคร ก็ยิ่งเจอง่ายจริงๆ โลกมันกลมจนน่าเจ็บใจชะมัด” ยายหวังบ่นอุบอย่างมีน้ำโห

            แม้จะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่เธอก็พอนึกภาพออกว่าหลานชายสุดที่รักต้องเจ็บปวดแค่ไหนตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวสุขสันต์จอมปลอมนั่น

            “หยวนเฟิง... ตอนเย็นยายจะทำซุปกระดูกหมูถั่วงอกให้กินนะ ของโปรดเรานี่นา หนูไปเล่นข้างนอกกับเจ้ากังก่อนนะ... เจ้ากัง ไม่ต้องไปไหนนะ วันนี้อยู่กินข้าวด้วยกัน”

            ยายหวังสงสารหลานชายจับใจ คิดว่าตอนนี้เขาคงอารมณ์ไม่ดี ควรจะได้กินของอร่อยบำรุงใจสักหน่อย และเกือบปีมานี้ หวังกังก็ดีกับฉินหยวนเฟิงมาก คอยปกป้องคุ้มครองเพื่อน ยายหวังเห็นความดีในข้อนี้ ดังนั้นการเลี้ยงข้าวเขาสักมื้อจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

            ไม่นานนัก กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของซุปกระดูกหมูถั่วงอกก็ลอยฟุ้งออกมาจากปล่องไฟและช่องหน้าต่าง

            หวังเหว่ยไฉที่เดินผ่านมาพอดี ได้กลิ่นหอมเตะจมูกจนน้ำลายสอ ขาที่กำลังจะก้าวกลับบ้านตัวเองชะงักกึก เขาเปลี่ยนทิศทางเลี้ยวเข้าบ้าน     ปู่ย่าทันที

            พอเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นซุปกระดูกหมูถั่วงอกชามใหญ่ควันฉุยกำลังส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ท้องไส้ของเขาก็ร้องประท้วงโครกคราก

            แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นหวังกังนั่งเสนอหน้าอยู่ข้างฉินหยวนเฟิง ใบหน้าของหวังเหว่ยไฉก็บูดบึ้งลงทันที

            “หวังกัง! แกมีสิทธิ์อะไรมากินข้าวบ้านปู่ย่าฉัน?”

            “ไฉไฉ! ทำไมไม่มีมารยาทกับหัวหน้าห้องแบบนี้ล่ะ?” ยายหวังดุเสียงเข้ม

            หวังกังทำท่าจะสวนกลับ แต่พอได้ยินยายหวังออกโรงตำหนิหลานชาย เขาก็เลยเลือกที่จะสงบปากสงบคำไว้ แม้จะดูตัวใหญ่และห่ามๆ แต่เขาก็รู้กาลเทศะดีพอตัว

            ตาหวังผู้ซึ่งกำลังรินเหล้าขาวจอกเล็กๆ ดื่มย้อมใจก่อนอาหารเย็น เห็นหลานชายเข้ามาแล้วแสดงกิริยาต่ำทรามใส่แขก ใบหน้าก็พลันเคร่งขรึมลง

            “รีบไปล้างมือแล้วมากินข้าว อย่าให้มากเรื่อง”

            หวังเหว่ยไฉกลัวคุณปู่มาก โดยเฉพาะเวลาท่านทำหน้าดุเหมือนยักษ์ขี หลังจากรีบล้างมือลวกๆ เขาก็มานั่งลงข้างฉินหยวนเฟิง แล้วคว้าตะเกียบจ้วงคีบกระดูกหมูชิ้นใหญ่ที่สุดใส่ชามตัวเองทันที

            ระหว่างมื้ออาหาร หวังกัง ปู่ย่า และฉินหยวนเฟิงคุยกันอย่างออกรส หัวเราะกันอย่างมีความสุข ส่วนหวังเหว่ยไฉก็นั่งก้มหน้าก้มตากินเงียบๆ ด้วยหน้าตาถมึงทึง ตั้งใจจะกวาดกระดูกหมูให้หมดชามไม่ให้เหลือถึงคนอื่น

            หลังจากกินอิ่มจนพุงกาง หวังเหว่ยไฉก็เรอเสียงดังลั่นอย่างไม่อายใคร ก่อนจะลุกเดินกลับบ้านตัวเอง

            “แม่! รู้ไหม หัวหน้าห้องหวังกังไปกินข้าวบ้านปู่ย่า วันนี้เขาทำซุปกระดูกหมูถั่วงอกหม้อเบ้อเริ่มเลย” หวังเหว่ยไฉรายงานแม่ทันทีที่ถึงบ้าน มือยังลูบท้องป่องๆ ของตัวเองไปมา

            หวังเถียนเถียนพี่สาวได้ยินเข้าก็กลอกตา “บ้านปู่ย่ามีของอร่อยกิน ทำไมไม่เรียกฉันไปด้วย แกนี่มันไม่มีน้ำใจเลยจริงๆ กินคนเดียวไม่แบ่งพี่”

            “ฉันรับรอง ครั้งหน้าจะเรียกแกไปด้วยแน่” หวังเหว่ยไฉรับปากส่งเดช

            “ไฉไฉ... แกว่าหวังกังไปกินข้าวบ้านปู่ย่าแกเป็นไงบ้าง?” ภรรยาของหวังอ้ายกั๋ว หรือสะใภ้ใหญ่รีบซักไซ้

            หวังเหว่ยไฉตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ตะกละน่ะสิ ไปกินฟรีบ้านปู่ย่าผม ซดน้ำแกงโฮกๆ”

            สะใภ้ใหญ่ได้ทีบ่นกระปอดกระแปด “วันนี้ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังไปรับของที่เมืองอีกแล้ว ไอ้เด็กเวรนี่มันเข้าข้างคนนอกชัดๆ มีช่องทางหาเงินก็ไม่เรียกแกกับเถียนเถียน หวังกังมันเป็นใคร? ปู่ย่าปู่ย่าของแกก็โดนมันล้างสมองไปแล้วรึไง”

            “ซุปกระดูกหมูนะ... ไม่ได้กินนานแค่ไหนแล้ว วันนี้ถ้าแกไม่บังเอิญไปเจอ พวกเขาก็คงไม่เรียกแกไปกินหรอก สองคนแก่นี่มันยิ่งแก่ยิ่งเลอะเลือน ของดีๆ ไม่เก็บไว้ให้หลานแท้ๆ กิน ดันไปประเคนให้คนนอก แก่ตัวไปก็ให้คนนอกเลี้ยงดูตอนป่วยไข้ก็แล้วกัน!”

            หวังอ้ายกั๋วที่นั่งก้มหน้าสูบยาเส้นอยู่เงียบๆ ได้ยินภรรยาบ่นพึมพำไม่หยุดหย่อนก็เริ่มรำคาญเต็มทน เขาเคาะกล้องยาสูบลงบนโต๊ะเสียงดัง ปัง! เป็นสัญญาณเตือนให้หุบปาก

            ......

            เผลอครู่เดียวก็ถึงวันรุ่งขึ้น

            ทิงเสวี่ยกับหลินฉางจื้อนัดแนะกันว่าจะไปขายภาพมงคลปีใหม่ที่หมู่บ้านซงหยวนหลังกินข้าวเที่ยง ตอนเช้าเธอรีบเคลียร์งานบ้านจนเสร็จเรียบร้อย กินข้าวเที่ยงแต่เนิ่นๆ แล้วก็มุ่งหน้าไปตามนัดหมาย

            แม้หมู่บ้านต้าเหอจะมีอาณาเขตติดต่อกับหมู่บ้านซงหยวน แต่พื้นที่ของหมู่บ้านซงหยวนนั้นกว้างขวางใหญ่โตกว่ามาก ขืนให้เดินเท้าตระเวนไปทั่วคงกินเวลาโข หลินฉางจื้อจึงอาสารับบทสารถีควบจักรยานคู่ใจ โดยมีทิงเสวี่ยนั่งซ้อนท้ายรับลมชมวิวไปตลอดทาง     

            พอเข้าเขตหมู่บ้านซงหยวน พวกเขาก็เริ่มปฏิบัติการเดินเคาะประตูขายภาพเทพเจ้าเตา ปฏิทิน และภาพมงคลติดผนัง

            ด้วยราคาที่ถูกกว่าตลาดนัดไม่กี่เฟิน บวกกับฝีปากอันฉะฉานและน่าเอ็นดูของทิงเสวี่ย สินค้าจึงขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

            ไม่ทันไร พวกเขาก็มาถึงใจกลางหมู่บ้าน ซึ่งมีบ้านเรือนหนาแน่นเป็นพิเศษ และที่สำคัญ... บ้านของ สวี่หัวลี่ ก็อยู่ที่นี่

            ทิงเสวี่ยเคยมาบ้านสวี่หัวลี่หลายครั้ง จึงคุ้นเคยกับละแวกนี้ดี บ้านของสวี่หัวลี่เป็นกระท่อมมุงหลังคาแบบเก่า ไม่มีรั้วรอบขอบชิด ลานบ้านกว้างขวาง มีต้นแอปเปิลและต้นแพร์ปลูกให้ร่มเงา

            เมื่อเธอมาถึง สวี่หัวลี่กำลังนั่งยองๆ ซักผ้ากองโตอยู่ในลานบ้าน ส่วนสวี่หัวหลง น้องชายตัวแสบกำลังเล็งหนังสติ๊กยิงนกอยู่ข้างๆ

            “หลินทิงเสวี่ย! เธอมาบ้านฉันทำไม?” สวี่หัวหลงตาไว เห็นศัตรูคู่อาฆาตเดินเข้ามาก็ทำหน้าบึ้งตึง ไม่ต้อนรับทันที

            สวี่หัวลี่เงยหน้าขึ้นจากกะละมังซักผ้า “ทิงเสวี่ย! เธอมาแล้ว... คนข้างหลังนั่นหลินฉางจื้อ หลานชายของเธอใช่ไหม?”

            ทิงเสวี่ยยิ้มทักทาย “ใช่จ้ะ ลี่ลี่... ฉันกับเจ้าหลานชายมาขายภาพเทพเจ้าเตากับภาพติดผนัง ของเราราคาถูกกว่าในตลาดนะ บ้านเธอจะสนใจซื้อไหม?”

            ทันใดนั้นประตูห้องโถงก็เปิดผัวะออก หญิงวัยกลางคนหน้าตาดุร้ายเดินดุ่มๆ ออกมา นั่นคือแม่สวี่ใจแคบยิ่งกว่ารูเข็ม     

            “ลี่ลี่! แม่เตือนแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปคบค้าสมาคมกับนังหลินทิงเสวี่ย! ทำไมยังกล้าพาคนเข้าบ้านอีก?”

            หลินฉางจื้อได้ยินอีกฝ่ายพูดจาดูถูกอาเล็กของเขา เลือดก็ขึ้นหน้าทันที “อาเล็กของฉันมันทำไมฮะ? ทำไมป้าถึงไม่ให้ลูกสาวเล่นกับเธอ? วันนี้เรามาขายของดีๆ ไม่ได้มาขอข้าวบ้านป้ากินนะ!”

            ทิงเสวี่ยรีบปรามหลานชาย ก่อนจะหันไปพูดกับแม่สวี่ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่เชือดเฉือน

            “คุณป้าคะ หนูไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้คุณป้าไม่พอใจนักหนา ถึงกีดกันไม่ให้ลี่ลี่คบกับหนู หนูเดาว่าคงเพราะสวี่หัวหลงพูดใส่ร้ายหนูไว้เยอะสินะคะ”

            “จริงๆ แล้วเทอมนี้หนูกับลี่ลี่ก็สนิทกันดี ของอร่อยๆ ที่หนูแบ่งให้ลี่ลี่ สุดท้ายก็ตกไปอยู่ในท้องลูกชายสุดที่รักของคุณป้าหมดแล้ว จะไม่ให้เราคบกันก็ได้ค่ะ แต่ช่วยบอกให้สวี่หัวหลงเอาของอร่อยที่กินเข้าไปมาคืนหนูด้วยนะคะ!”

            ทิงเสวี่ยพูดอย่างฉะฉาน เธอรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของสวี่หัวหลงดี เด็กแสบคนนี้ขู่จะฟ้องแม่หากพี่สาวยังคบกับเธอ แต่ลับหลังกลับรับของอร่อยจากพี่สาวที่ทิงเสวี่ยให้ไปกินจนพุงกาง

            คนที่ใส่ร้ายหลินทิงเสวี่ยก็คือสวี่หัวหลง... แต่คนที่กินของฟรีของคนอื่นก็คือสวี่หัวหลงเช่นกัน!

            ความเกลียดชังที่แม่สวี่มีต่อทิงเสวี่ย แน่นอนว่ามาจากการเป่าหูยุยงของลูกชายตัวดี โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกลูกชายใช้เป็นเครื่องมือ

            สวี่หัวหลงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง คว้าท่อนฟืนใกล้มือทำท่าจะพุ่งเข้ามาตีทิงเสวี่ย

            “ไอ้หนู! ถ้าแกกล้าแตะอาเล็กของฉันแม้แต่ปลายเล็บ ฉันจะซัดแกให้ฟันร่วงหมดปากเลย คอยดู!” หลินฉางจื้อตะคอกเสียงดังพร้อมง้างหมัด เขาตัวสูงใหญ่กว่ามาก เมื่อเทียบกันแล้วสวี่หัวหลงก็เหมือนถั่วงอกแห้งๆ ที่พร้อมจะหัก

            สวี่หัวหลงเป็นประเภทเก่งแต่กับคนอ่อนแอ พอเจอของจริงเข้าก็หงอ ยืนตัวสั่นไม่กล้าขยับ

            “ทิงเสวี่ย... เธอกับหลานชายกลับไปก่อนเถอะ ของบ้านเรายังไม่ซื้อหรอกนะ” สวี่หัวลี่รีบตัดบท เธอกลัวจะเกิดเรื่องบานปลาย กลัวทิงเสวี่ยจะเสียเปรียบเพราะนี่คือถิ่นของแม่เธอ

            ก่อนจะเดินจากไป ทิงเสวี่ยหันกลับไปจ้องตาแม่สวี่ที่ยืนเท้าเอวทำหน้ายักษ์อยู่ที่หน้าประตู แล้วทิ้งท้ายด้วยประโยคที่แทงใจดำที่สุด

            “ลี่ลี่กับสวี่หัวหลงก็เป็นลูกของคุณป้าทั้งคู่ ลี่ลี่เรียนเก่งขนาดนี้ แต่ในสายตาคุณป้ากลับมีแต่สวี่หัวหลงที่เป็นไอ้คนไม่เอาถ่าน ไม่ช้าก็เร็วคุณป้าจะต้องเสียใจ และถ้ายังตามใจสวี่หัวหลงแบบไม่ลืมหูลืมตาแบบนี้ต่อไป... ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องเสียคนแน่ๆ!”

            การสอบครั้งล่าสุด สวี่หัวลี่คว้าอันดับที่เจ็ดของระดับชั้นมาครอง ในขณะที่สวี่หัวหลงครองตำแหน่งที่โหล่

            แต่ในสายตาที่มืดบอดของแม่สวี่... ต่อให้ลูกสาวจะเก่งกาจแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ต่อให้เขาจะแย่แค่ไหนก็ตาม

            “ลี่ลี่! ต่อไปถ้าแกยังกล้าไปยุ่งกับอีเด็กปากจัด ปากกล้า ก้าวร้าวแบบนี้อีก แกคอยดูนะ!” แม่สวี่ตะโกนไล่หลัง “ตัวแค่นี้ยังร้ายกาจขนาดนี้ โตขึ้นต้องเป็นนางยักษ์นางมารแน่ บ้านไหนจะอยากได้คนดุร้ายแบบนี้ไปเป็นสะใภ้!”

            ทิงเสวี่ยได้ยินชัดเจนทุกคำ แต่เธอไม่คิดจะใส่ใจ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกสมเพชผู้หญิงคนนี้ และสงสารสวี่หัวลี่จับใจ

            ‘ผู้หญิงอย่างแม่สวี่จะเลี้ยงลูกสาวให้เป็นแบบไหน? ไม่ต้องเดาก็รู้... คงสอนให้เห็นผู้ชายเป็นใหญ่ ฝังหัวว่าการแต่งงานมีลูกชายสืบสกุลคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ไม่งั้นถือว่าอกตัญญู แล้วก็ประคบประหงมลูกชายให้กลายเป็นไอ้คนไม่เอาถ่านทำอะไรไม่เป็น’

            ดังนั้น... ในชาติที่แล้ว แม้สวี่หัวลี่จะได้ไปทำงานในเมืองใหญ่ เธอก็ยังหนีไม่พ้นเงาของครอบครัวเดิมที่ตามหลอกหลอนและสูบเลือดสูบเนื้อไม่จบสิ้น

            “อาเล็ก... เธอไปทำอะไรให้เขาเจ็บแค้นนักหนาเหรอ?” หลินฉางจื้อปั่นจักรยานไปถามไปอย่างข้องใจ เขามองว่าอาเล็กทั้งสวย ฉลาด น่ารัก ไม่เห็นจะมีพิษมีภัยตรงไหน ทำไมยายป้าหน้ายักษ์นั่นถึงได้เกลียดชังอาเล็กราวกับไปฆ่าแกงพ่อแม่ใครตายอย่างนั้นแหละ?

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน