โอดีน เห็นหญิงสาวที่ตนหมายปองเดินเข้ามาในร้าน ชายหนุ่มมองตามร่างบางไปจนถึงโต๊ะที่เ้าหล่อนนั่งรับประทานอาหารกันกับเพื่อน และเห็นการหยอกล้อพูดคุย และรอยยิ้มที่ส่งให้เพื่อน มันช่างเป็รอยยิ้มที่ชายหนุ่มอยากจะได้อย่างนั้นบ้างจัง และคิดว่าจะต้องได้มาในทุกๆ อย่างที่เป็เธอให้จงได้
โอราฟ เดินมาหยุดยืนใกล้ๆ วรกานต์ ที่นั่งรออาหารอยู่กับเพื่อนที่โต๊ะอาหาร
“คุณผู้หญิงครับ เ้านายผมอยากคุยกับคุณครับ ถ้ายังไงขอเรียนเชิญที่โต๊ะโน้นสักหน่อยเถอะครับ” โอราฟ บอกกว่าแกมบังคับอย่างสุภาพ
“ฉันเหรอคะ?” วรกานต์ ชี้นิ้วเข้าหาตัว พร้อมกับทำหน้างงๆ สงสัย “ใช่ครับ” โอราฟ ยืนยันอย่างหนักแน่น
“เ้านายคุณชื่ออะไรหรือคะ?” วรกานต์ เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้อีกครั้ง เพราะเธอไม่คิดว่าตัวเองจะมีใครที่จะรู้จักอยู่ที่นี่ หรือไม่เขาอาจจะจำคนผิดก็ได้
“คุณไปเจอเ้านายผม คุณก็จะทราบเองครับว่าท่านชื่ออะไร เชิญครับ” โอราฟ ไม่ยอมบอกชื่อเ้านาย ให้หญิงสาวรับทราบเลยจริงๆ และแถมน้ำเสียงยังเป็เชิงบังคับให้ วรกานต์ ไปตามคำเชิญนั้นด้วย
วรกานต์ จึงจำต้องลุกขึ้น เดินไปยังโต๊ะที่มีชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็เ้านายของคนที่มาเชื้อเชิญอย่างเสียไม่ได้
“คุณ!..” วรกานต์ ไม่คิดว่าจะเป็ผู้ชายที่ถูกเธอชนเข้าที่สนามบิน เพราะเธอจำหน้าลูกน้องของเขาไม่ได้สักคน จำได้แต่หน้าหล่อๆ เข้มๆ ของชายหนุ่มนี้เท่านั้นนั้นแหละ เพราะใบหน้านี้ทำให้เธอหวั่นไหว และเผลอเก็บเอาไปนอนฝันถึงด้วยอีกต่างหาก
“สวัสดีครับ เชิญนั่งก่อนสิครับ” โอดีน กล่าวทักทายพร้อมยิ้มส่งมาให้หญิงสาวผู้เดินเข้ามาหาเขาที่โต๊ะ
“คุณ้าอะไรจากฉัน?” วรกานต์ นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามชายหนุ่ม พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นทันที อย่างไม่อ้อมค้อม
“ผมก็แค่อยากทานข้าวด้วย อยากทำความรู้จักก็เท่านั้นเอง” โอดีน มองหน้าหวานๆ สักพักจึงเอ่ยบอกความ้าของตัวเองออกไปให้รับทราบ
“ต้องขอโทษด้วยนะคะ ฉันคิดว่าเราคงไม่จำเป็ต้องรู้จักกันหรอกค่ะ หมดธุระแล้วใช่ไหมคะ ฉันขอตัวก่อนเพื่อนฉันรออยู่” กล่าวจบ วรกานต์ ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากโต๊ะนั้นทันที โดยไม่หันกลับมามองผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงนั้น
โอดีน มองตามร่างบางที่เดินออกไปจากโต๊ะของเขา ไปนั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อนของเ้าหล่อนตามเดิม ซึ่งไม่มีใครกล้าปฏิเสธเขาอย่างผู้หญิงคนนี้มาก่อนเลย ผู้หญิงคนนี้เป็ใครกัน ถึงได้กล้ามากขนาดนี้ ช่างไม่รู้เลยหรือไงว่าเขาเป็ใคร คอยดูไม่ว่าจะยังไงเขาจะต้องได้เธอมาให้จงได้
“กานต์! เธอรู้จักกับผู้ชายคนนั้นด้วยเหรอ?” กุสิมา เอ่ยถามเพื่อนอย่างสงสัย เมื่อเห็นเพื่อนเดินออกมาจากโต๊ะที่มีชายหนุ่มนั่งอยู่
“ไม่ ไม่รู้จักหรอก เขาคือคนที่ฉันเดินชนเขาเข้าที่สนามบินน่ะ ฉันก็งงหมือนกัน ไม่คิดว่าจะมาเจอเขาที่นี่ได้ แปลก!” วรกานต์ เอ่ยบอกเพื่อนอย่างงงๆ และชวนสงสัยเป็อย่างยิ่ง
“เขาคงจะไม่ใช่พวกมาเฟียหรอกนะ!! เพราะไม่งั้นเธอต้องแย่แน่เลย ยัยกานต์ เพราะพวกนี้หากชอบใครแล้วจะไม่ยอมปล่อยไปเด็ดขาด จนกว่าจะได้และจนกว่าจะเบื่อไปเอง” อุษา เอ่ยขึ้นอย่างนึกเป็ห่วงเพื่อนขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะดูจากที่เขามีลูกน้องคอยติดตามอย่างนั้น ดูเหมือนกับว่าชายหนุ่มเป็พวกมาเฟียก็ไม่ปาน
“บ้าน่า!! พวกเธอคิดอะไรเลอะเทอะ พวกเรามาเที่ยว เขาจะมาสนใจอะไรกับนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรา เขาจะเป็มาเฟียหรือไม่ ฉันไม่แคร์ เพราะเราไม่ใช่คนของประเทศนี้ และบ้านเมืองก็มีขื่อมีแปร ถ้าเกิดเขาทำอะไรไม่ดีขึ้นมา เราก็ไปแจ้งตำรวจสิ อย่าไปสนใจไปกังวัลกับเื่ไม่เป็เื่เลยน่า เชื่อฉัน” วรากานต์ กล่าวบอกเพื่อนเพื่อให้คลายความวิตกกังวล
แต่ตัวเธอนี้สิ สมงสมองก็เฝ้าวนเวียนคิดแต่เื่ของชายหนุ่มที่เรียกเธอไปนั่งด้วยอย่างคิดไม่ตก เพราะเธอไม่รู้เลยว่าเขามีความสำคัญ หรือว่ามีอิทธิพลกับที่นี่มากน้อยขนาดไหนกัน แต่ถึงจะมีอิทธิพลมากมายขนาดไหน บ้านเมืองมีกฎหมาย คงจะช่วยให้คนที่มาท่องเที่ยวอย่างพวกเธอ รอดพ้นจากอำนาจของคนที่มีอิทธิพล มีอำนาจของที่นี่ได้ รัฐบาลของที่นี่คงไม่ปล่อยให้นักท่องเที่ยงโดนจับหรือหายตัวไปอย่าไร้ร่อยลอยแน่นอน เธอเชื่ออย่างนั้น
“ทานกันดีกว่า อาหารจะเย็นหมดแล้ว มัวไปคิดอะไรเื่ไร้สาระอยู่ได้” ว่าแล้ว วรกานต์ ก็ตักอาหารที่พนักงานเสิร์ฟนำมาเสิร์ฟวางไว้ที่โต๊ะขึ้นมาเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างอร่อย และไม่มัวมาคิดเื่อื่นให้รกสมองอีกเลย
“อืม! อาหารร้านนี้อร่อยสมคำร่ำลือเลยนะเนี้ย” วรกานต์ หันไปเอ่ยบอกเพื่อนยิ้มๆ และยื่นมือไปตักอาหารจานอื่นขึ้นมาชิมอีก เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตนยังไงยังงั้นแหละ
“พวกเธอไม่ทานกันเหรอ งั้นฉันทานหมดนะ ที่นี่อร่อยสมคำร่ำลืออย่าบอกใครเลย” วรกานต์ เอ่ยบอกเพื่อน พร้อมกับใช้ส้อมจิ้มโน้นจิ้มนี้เข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“นี้เธอจะกินคนเดียวหมดเลยเหรอ ไม่ได้นะ พวกฉันยังไม่ได้ชิมเลย” ว่าแล้ว อรภา ก็ใช้ส้อมของตนจิ้มลงไปยังจานอาหาร ขึ้นมาเข้าปากบ้างและเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างอร่อย
๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘