55 2-2
ตอนที่ 90 จดหมายถึงประมุขสายหลัก (2)
หลังจากที่เหลิงหยวนหลงกล่าวลาและจากไป พวกเขาทั้งสองก็มุ่งสมาธิจดจ่ออยู่กับกระดานหมากรุกตรงหน้าอีกครา คู่ดวงตาของแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยการครุ่นคำนวณแผนการ
ดูเหมือนว่า ต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าตนจะสามารถพิชิตชัยในรอบนี้ได้เป็นแน่แท้ กล่าวอีกอย่างก็คือ การมาของเหลิงหยวนหลงเมื่อครู่นี้ มิได้อยู่ในสมองของคนทั้งสองแม้เพียงเศษเสี้ยวด้วยซ้ำไป
ทางด้านเหลิงหยวนหลงนั้น ขณะหมุนตัวเดินจากออกไป เขาถึงกับแอบลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ยังดีที่อีกฝ่ายเปิดโอกาสให้เขาได้ติดต่อกับตระกูลสายหลัก
เพียงแต่ว่า...เขาควรจะติดต่อไปหาคนเหล่านั้นจริงๆหรือ?
หางตาเหลือบแลเห็นเงาร่างของเหลินหยวนหลงที่ก้าวพ้นซุ้มประตูลานออกไป คิ้วทั้งคู่ของเหลิงหยุนเจียวขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยขณะที่เอ่ยออกมาว่า
“คุณชายโม่ แผนการนี้ของข้าอาจยื้อเวลาได้ไม่นานนัก คนเช่นเหลิงหยวนหลงย่อมต้องเสาะหายอดฝีมือตัวฉกาจมาช่วยจัดการเป็นแน่”
นางถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งหลังกล่าวจบ ดวงตาที่จับจ้องใบหน้าของโม่เฉินหยวนยามนี้เจือแววเศร้าสร้อยเล็กน้อย แต่กระนั้น ก็ยังสามารถรักษาสีหน้าท่าทางให้สงบนิ่งไว้ได้
“ขอให้ข้าได้เข้าไปฝึกปรือในห้วงมิติพื้นที่ของเจ้าอีกสักคราได้หรือไม่? หากพวกมันส่งยอดฝีมือขอบเขตปราณถ่องแท้มาจัดการกับข้า เกรงว่าข้าคงจะไม่สามารถเอาชนะได้เป็นแน่”
นัยน์ตาของโม่เฉินหยวนสั่นไสวเป็นคลื่นเล็กน้อย แต่เพราะมีหน้ากากสีดำขลับปิดคลุมไว้ จึงไม่มีผู้ใดสามารถคาดเดาความคิดของเขาได้เลยแม้แต่น้อย ทว่าความลึกลับเช่นนี้กลับชวนให้ผู้ได้พบเห็นหลงใหลได้เช่นกัน
เขาเลื่อนหมากสีดำเดินหน้าอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบประหนึ่งผิวน้ำสงบนิ่ง
“เจ้าจำต้องปรับสภาพร่างกายให้ดีขึ้นกว่านี้ก่อน อีกสามวันข้าจึงจะอนุญาตให้เจ้าเข้าไปฝึกปรือได้”
“ขอเป็นพรุ่งนี้! คืนนี้ข้าจะจัดการให้เสร็จสรรพ!”
โม่เฉินหยวนเพ่งความสนใจอยู่กับสมรภูมิบนกระดานหมากรุกอยู่สองสามรอบ ก่อนจะตัดสลับเงยหน้ามองไปที่เหลิงหยุนเจียวเป็นการสื่อว่าถึงตาของเจ้าแล้ว พร้อมเอ่ยตอบเพียงสั้นๆ
“ไม่ได้”
เหลิงหยุนเจียวลูบไล้หัวโค้งมนของตัวหมากสีขาว ไอเย็นและความเนียนลื่นส่งผ่านปลายนิ้วของนางที่กำลังสัมผัส ปั้นสีหน้าชั่งใจลังเลเมื่อได้ยินคำตอบ ก่อนจะกระแทกหมากสีขาวตัวนั้นเดินทันทีพร้อมกล่าวว่า
“เช่นนั้นก็...ขอเป็นวันมะรืน! เชื่อเถิดว่าข้าทำได้!”
โม่เฉินหยวนเคาะนิ้วเป็นจังหวะบนโต๊ะ ท่าทางบ่งบอกว่ากำลังครุ่นคิด ปิดปากนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยหยิบหมากสีดำตัวหนึ่งขึ้นเดินตอบโต้ เชิดปลายคางขึ้นสูงจับจ้องมองไปทางเหลิงหยุนเจียว
“ตาเจ้าแล้ว”
เหลิงหยุนเจียวเคาะหมากสีขาวตัวหนึ่งกับโต๊ะอยู่หลายรอบ เสียงเคาะดังเป็นจังหวะ ประหนึ่งว่าเตรียมพร้อมจะทุบศัตรูตรงหน้าได้ทุกเมื่อ
โม่เฉินหยวนเฝ้ามองหมากสีขาวในมือตัวนั้น ที่กำลังรุกคืบบนกระดานด้วยความทุกข์ร้อนใจ สุดท้ายจำต้องถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจเล็กน้อย
“ก็ได้ มะรืนก็มะรืน”
เหลิงหยุนเจียวตาเป็นประกาย ดูสดใสขึ้นในทันที นางหยุดทุกความเคลื่อนไหวและดูคล้ายจะไม่สนใจสิ่งใดอีก
“จริงรึ?”
“แต่หากพบว่าสภาพร่างกายของเจ้ายังไม่พร้อม ข้าก็จะไม่อนุญาตให้เจ้าเข้าไปอยู่ดี”
กระทั่งร่างกายของตนเองยังไม่อาจดูแลได้ ทักษะการแพทย์ของนางก็คงเป็นเพียงสิ่งไร้ค่าแล้ว! เหลิงหยุนเจียวแอบคิดกับตนเองในใจ
“ในเมื่อเจ้ารับปากแล้วก็อย่าตระบัดสัตย์ล่ะ พวกเรามาเกี่ยวก้อยสัญญากันก่อน!”
เหลิงหยุนเจียวยกนิ้วก้อยขึ้นมา แล้วรีบยื่นตรงไปหาอีกฝ่ายทันที หวังจะให้โม่เฉินหยวนเกี่ยวก้อยเป็นคำมั่นสัญญากับนางก่อน
โม่เฉินหยวนถึงกับตาโตชะงักค้าง จ้องมองนิ้วก้อยที่หยิบยื่นอยู่ตรงหน้าครู่หนึ่ง แต่แล้วจู่ๆ เขาก็เบี่ยงหน้าหนี ทำเป็นหันมองทางอื่นแทน
“ข้าย่อมรักษาสัญญาวาจาของตนอยู่แล้ว ไม่จำต้องทำกิริยาเป็นเด็กเยี่ยงนี้...”
เหลิงหยุนเจียวทราบดีอยู่แล้วว่า คนเช่นเขาย่อมไม่มีทางจะเกี่ยวก้อยสัญญากับนางเป็นแน่ จึงได้ลุกพรวดขึ้นยืน พร้อมกับโน้มตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่าย
นางคว้าข้อมือขวาของโม่เฉินหยวนมาโดยไว แล้วรีบง้างนิ้วก้อยของเขาขึ้นมา และทำการเกี่ยวก้อยสัญญากันอย่างแนบแน่น
“ก็แค่นี้ล่ะ หากผู้ใดตระบัดสัตย์ คนผู้นั้นเป็นเพียงลูกสุนัข”
จุดประสงค์สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเช่นนี้ เหลิงหยุนเจียวย่อมรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะปล่อยคลายมือของโม่เฉินหยวนออก ยังฮัมเพลงเป็นท่วงทำนองอย่างมีความสุข ก่อนจะเดินกระโดดตัวเลยกลับเข้าไปด้านในตัวเรือน
โม่เฉินหยวนเสมือนถูกทอดทิ้งให้อยู่กลางศาลาหินอ่อนเพียงลำพัง หมากรุกบนกระดานก็ยังเล่นไม่จบ แต่เมื่อครู่ที่นิ้วทั้งสองของเขากับนางแตะสัมผัสกันนั้น เสมือนมีไออุ่นกระแสหนึ่งส่งตรงเข้าสู่หัวใจของเขา ทำเอาเจ้าตัวถึงกับทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่ใหญ่เช่นกัน
ช่างเป็นความรู้สึกที่ยากเกินจะอธิบายนัก...
แต่กระนั้นเถิด กับบุรุษอื่นนางจะเข้าถึงเนื้อถึงตัวพวกเขาเช่นนี้หรือไม่?
อะไรกัน? ตนเองเป็นถึงแม่คนแล้ว แต่ไฉนยังประพฤติตัวเช่นนี้อีก?
ใช้ไม่ได้!
..........
เหลิงหยวนหลงตรงดิ่งออกมาจากเรือนพิรุณจรัส หลังจากลังเลใจอยู่นานสองนาน ในที่สุด เขาก็ไปยังห้องหนังสือของตน และเริ่มร่างจดหมายถึงประมุขสายหลัก
แม้คำพูดของเหลิงหยุนเจียวจะทำให้เขาลังเลก็เถิด แต่ยามนี้ นอกเสียจากหนทางนี้แล้ว เขาเองก็ไร้ซึ่งทางเลือกอื่นใดแล้วเช่นกัน
ในเนื้อความของจดหมายนั้น จะเห็นเป็นเพียงข้อความขอความช่วยเหลือเรื่องทุนทรัพย์ทั่วไป แต่ประโยคท้ายหลัง เขากลับแอบใช้น้ำหมึกชนิดพิเศษร่างไว้ ซึ่งเป็นสาสน์ขอความช่วยเหลือถึงอีกฝ่ายโดยตรง
ข้อความที่เขียนด้วยหมึกชนิดพิเศษนี้ จะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อโดนน้ำเท่านั้น
และหมึกชนิดนี้มีให้เฉพาะกับประมุขตระกูลสายหลักและเหล่าหัวหน้าสายรองแต่ละสายเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เหลิงหยุนจียวจะสามารถตรวจพบได้
แม้ว่านางจะกล่าวคล้ายไม่ใส่ใจหากเขาจะรายงานตระกูลสายหลัก แต่อย่างไรเสีย เขาก็ควรต้องระมัดระวังไว้ก่อนเป็นดีที่สุด!
หลังจากตัวหมึกซึมซาบแห้งสนิทเป็นเนื้อเดียวกับกระดาษแผ่นนั้น เหลิงหยวนหลงก็ม้วนจดหมาย แล้วจัดการให้พิราบสื่อสารทำการส่งสาส์นออกไป
เห็นพิราบสื่อสารตีปีกบินออกไปได้อย่างอิสระเสรี เหลิงหยวนหลงพลันรู้สึกมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย
.........
หวู่เหรินชูนิ้วซ้ายขึ้นกลางอากาศเล็กน้อย ทันใดนั้นก็มีพิราบสื่อสารตัวหนึ่งบินเข้ามาเกาะ เขาแกะจดหมายฉบับดังกล่าวออกมา แล้วส่งมอบให้แก่โม่เฉินหยวนต่อทันที
“เชิญ นายท่าน”
โม่เฉินหยวนเปิดจดหมายคลี่กาง กลิ่นหอมจางอ่อนของบุปผาโชยแตะจมูกของเขา
“ท้ายล่างมีร่องรอยของข้อความที่เขียนด้วยน้ำหมึกบุปผาเร้นซ่อนอยู่ เหลิงหยวนหลงผู้นี้ มันคิดจะส่ง...”
ยังไม่ทันที่จะกล่าวจบประโยคด้วยซ้ำ โม่เฉินหยวนก็ส่งจดหมายฉบับนั้นคืนให้แก่หวู่เหริน แล้วเอ่ยบอกไปว่า
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ปล่อยมันไปดังเดิม”