‘เคลื่อนดวงดาวคืนปราณ’ ยอดวิชาสุดกากแห่งปฐีหลักการทำงานของมันคือจะทำการถ่ายลมปราณบางส่วนให้ผู้อื่นได้่เวลาหนึ่งหลังจากนั้นผู้ที่ใช้จะค่อยๆฟื้นฟูปราณของตนกลับมาได้ดังเดิมภายในเก้าสิบวัน
ดังเช่น ไต้ซือม่อมีพลังปราณห้าสิบปีและตัวข้ามีพลังปราณหกสิบปี เมื่อข้าใช้วิชาเคลื่อนดวงดาวคืนปราณข้าจะทำการถ่ายทอดพลังปราณครึ่งหนึ่งของข้าให้กับเป้าหมายเป็ระยะเวลาหนึ่งดังนั้นไต้ซือม่อจะมีพลังปราณรวมเป็แปดสิบปีแน่นอนว่าไต้ซือม่อจะแข็งแกร่งขึ้นใน่ระยะเวลาสั้นๆส่วนตัวผู้ถ่ายทอดพลังปราณกลับต้องตกอยู่ในสภาวะปางตายถึงสามวันมันเป็วิชาที่ใช้สำหรับการรักษายื้อชีวิตผู้คนโดยเฉพาะ
ใช่แล้ววิชานี้เป็หมอหลี่ให้ข้าฝึกเพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆ มันสามารถยื้อชีวิตผู้อื่นให้ผ่านความตายได้เป็อย่างดีมันสามารถทำให้คนอื่นก้าวข้ามขั้นวิกฤติได้แต่มันคือวิชาที่โคตรจะไร้ประโยชน์สำหรับผู้ฝึกมันคือสุดยอดวิชาที่ไม่มีผู้ใดอยากฝึกทว่าในตอนนี้มันกลับสร้างประโยชน์ให้ข้าได้เสียอย่างนั้น
หากจะถามว่ามันสร้างประโยชน์ให้ข้าได้อย่างไรขอให้ทุกคนเพียงมองหลักการง่ายๆของเคล็ดวิชา ทุกครั้งที่ใช้ออกพลังปราณจะค่อยๆคืนกลับมาในสามเดือน มันคือการถ่ายออกเพื่อสร้างใหม่เคล็ดของมันคือการเติมเต็มพลังปราณดั้งเดิมอย่างรวดเร็วและเมื่อข้าตายและสามารถย้อนกลับมากลับกลายเป็ว่าข้าสามารถเติมเต็มพลังปราณหกสิบปีที่เคยเพาะบ่มไว้ได้เสียอย่างนั้นเมื่อรู้หลักการและเคล็ดวิชา ตัวข้าจึงเริ่มต้นด้วยกำลังภายในหกสิบปีได้เลยฮ่าๆๆๆๆ
.............
“อะไรนะพวกเ้าล้วนถูกคนผู้หนึ่งเล่นงานรึ!”
ชายร่างใหญ่ใบหน้าเหลี่ยมนัยตาโปนมองดูลูกสมุนของมันที่นั่งคุกเข่าเรียงรายกันเป็แถวยาวใบหน้าพวกมันเวลานี้ขาวซีดราวกับคนขาดสารอาหารพวกมันล้วนบอกเล่าเื่ราวทั้งหมดออกมาอย่างละเอียดเพียงแต่มีเื่เดียวที่ไม่กล้าปริปากออกมาคือคนผู้นั้นเป็ใครมีลักษณะหน้าตาเป็อย่างไร
“มันเป็ใครกันแน่หากพวกเ้าไม่ยอมบอกข้าจะจัดการมันได้อย่างไรกัน”
ชายร่างใหญ่ลุกขึ้นพร้อมกับกำหมัดในมือแน่นมันเพ่งสายตาอมหิตไปที่เหล่าลูกสมุนของมันทีละคนแต่เมื่อมองเข้าไปในแววตากลับเห็นเป็ความหวาดกลัวจนจับใจไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากพูดความจริงแม้แต่คนเดียว
‘คนผู้นี้กล้าหาเื่ข้า โจวชางแสดงว่าคงมิใช่คนของหกสำนักใหญ่เป็แน่ ตรอกดาบเมืองหลี่แห่งนี้มีประวัติอันยาวนานอีกทั้งยังตั้งตนเป็กลางไม่ขึ้นตรงต่อผู้ใดไม่ว่าพรรคฝ่ายธรรมมะหรืออธรรมล้วนต้องเกรงใจข้าผู้นี้แม้แต่ราชสำนักก็ยังเกรงใจข้าอยู่หลายส่วน หลายสิบปีที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าล่วงเกินพวกเราเลยแม้แต่น้อยมันผู้นั้นเป็ใครกันแน่นะ’
ใช่แล้วตรอกดาบเมืองหลี่แม้จะเป็ย่านการค้าเล็กๆแต่กลับอยู่ภายใต้สมาพันธ์ตีดาบแห่งแผ่นดิน ภายใต้การคุ้มครองของ ‘ดาบมารเหล็กไหล’ ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินอีกทั้งโจวชางผู้นี้ก็มีฝีมือถึงระดับราชันย์ น้อยคนนักที่จะกล้าท้าทายมัน
โจวชางเดินวนรอบตัวเหล่าลูกสมุนผู้สั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวก่อนที่จะตวาดขึ้นว่า “หากพวกเ้าไม่ยอมพูดข้าจะตัดลิ้นสุนัขของพวกเ้าทิ้งเสียจะได้ไม่ต้องพูดอีกต่อไป!”
พวกมันทั้งหมดถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาแม้จะโดนขู่เข็นขนาดหนักแต่ไม่มีใครกล้าปริปากซักคำ
โจวชางผู้นี้อย่างใรก็มิใช่คนอมหิตแต่กำเนิดกลับเป็ผู้มีจิตใจอ่อนโยนแม้จะมีนิสัยก้าวร้าวอยู่บ้างแต่ความจริงก็มิเคยทำร้ายลูกน้องตนเองถึงตายออกจะเรียกได้ว่ารักพวกพ้องด้วยซ้ำ ในเมื่อใช้ไม้แข็งไม่ได้มันจึงเสนอเป็ไม้อ่อนแทน
“หากใครตอบข้า ข้าจะให้รางวัลหนึ่งตำลึง!”
ทุกคนยังคงเงียบกริบ...
“งั้นผู้ที่ตอบจะได้ขึ้นเงินเดือนสองส่วน!...”
ทุกคนยังคงเงียบดุจเดิม
“ห้าส่วน...ไม่สิ สองเท่าไปเลย”
ทุกคนยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติง
โจวชางนั่งลงพร้อมกับเขย่าไหล่ลูกสมุนมือขวาของตนเอง“อากู้ แม้แต่เ้าก็ไม่กล้าพูดรึมันเป็ผู้ใดกันแน่ถึงทำให้เ้าหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้”
อากู้มองหน้าหัวหน้าของมันและส่ายหน้าออกมาทั้งน้ำตาบ่งบอกให้เห็นว่าอย่างไรมันก็ไม่สามารถพูดได้
โจวชางเมื่อหมดหวังแล้วตัวมันก็ลุกขึ้นอย่างอารมณ์เสียก่อนจะเหลือบไปเห็นเด็กน้อยผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหลังของเหล่าชายฉกรรจ์ผู้เป็ลูกสมุนของมัน
เด็กน้อยผู้นี้มีอายุอย่างไรก็ไม่ควรเกินห้าขวบปีใบหน้าขาวนวล กลมกลึงดั่งพระจันทร์ผมเผ้ายุ่งเหยิงแต่ยังมัดเกล้าเป็ซาลาเปาสามลูกดวงตาของนางทอประกายสีรุ้งดูประหลาดตาแก่ผู้คน คิ้วเรียวบาง แก้มและปากสีชมพูอ่อนร่างกายของนางดูผอมซูบไร้เรี่ยวแรง สวมเสื้อผ้าเด็กรับใช้ขาดเก่าสีเทาราวกับว่านางเป็ขอทานมาจากโรงทานไหนซักแห่ง มองดูแล้วช่างน่าเวทนา
แต่ทว่าเด็กน้อยผู้นั้นกำลังตั้งหน้าตั้งตาเลียลูกพลัมเชื่อมอย่างอารมณ์ดี
“แล้วเด็กน้อยผู้นี้เป็ใครกันลูกสาวของใครรึ”
“ไม่มีใครตอบ ดี! หากข้าตีนางพวกเ้าคงคายความลับออกมาสินะ”
โจวชางพุ่งเข้าประชิดตัวเด็กน้อยในทันที
ทันใดนั้นเองเหล่าลูกสมุนของมันกลับแหกปากออกมาทันที
“หยุดนะหัวหน้า!”
“อย่าแตะต้องนางถ้าไม่อยากตาย!”
โจวชางถึงกับตาโตมันไม่อยากเชื่อเลยว่าลูกสมุนของมันจะทั้งขึ้นเสียงและขู่คำรามใส่มัน‘นี่พวกเ้าถึงกับกล้าขู่ข้าเลยรึ!’
“หัวหน้าท่านอย่าได้เข้าไปยุ่งกับนางเด็ดขาด!”
“พวกข้าขอเตือนท่านไว้ก่อนหากท่านกล้าแตะต้องนางแม้แต่ปลายเล็บท่านได้ตายจริงๆแน่”
“น...นี่พวกเ้า!!!” โจวชางถึงกับโกรธจนเส้นเอ็นปูดโปนมันค่อยๆยั้งมือกลับมาโดยมิได้ััถูกนาง
“หึ้ย!!!” มันถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนแรงและเมื่อมองกลับไปยังเด็กน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มันกลับพบว่าตนเองทำผิดไปจริงๆ
‘นี่ข้าคงทำเกินไปจริงๆเด็กสาวหน้าตาน่ารักเช่นนี้กลับต้องมาเป็เครื่องมือขู่เข็นของข้าข้าต้องเป็ตัวบัดซบเลวร้ายขนาดไหนกัน’
ถึงตอนนั้นมันกลับคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กน้อยพร้อมกับพูดขึ้นว่า“เด็กน้อย ข้าขอโทษเ้าด้วยที่ทำให้เ้าใหากพวกมันปกป้องเ้าขนาดนี้แสดงว่าเ้าคงเป็เด็กดีมากๆ มาเถอะมากินขนมกัน”
โจวชางจูงมือเด็กน้อยไปยังโต๊ะของตัวเองยังดีที่มันผู้นี้ชมชอบการกินขนมเป็ชีวิตจิตใจบนโต๊ะมันจึงมีทั้งขนมและผลไม้มากมาย เมื่อมาถึงโต๊ะเด็กน้อยก็หยิบขนมกินอย่างไม่เกรงใจนางกินอย่างรีบร้อนเหมือนคนไม่เคยได้กินของดีมาก่อนโจวชางพอได้เห็นลักษณะท่าทางถึงกับเริ่มมีน้ำตาซึม
‘ร่างกายซูบผอม มือกลับหยาบกร้านคงถูกใช้งานมาอย่างหนักสินะ ’
ยิ่งมองยิ่งสงสาร ยิ่งพิจารณายิ่งเอ็นดูตัวมันเมื่อมองดูเด็กน้อยกลับเกิดความผูกพันขึ้นประการหนึ่งมืออันใหญ่โตของมันกลับค่อยๆลูบหัวนางโดยไม่รู้ตัว
“ว่าแต่เด็กน้อยผู้นี้ เ้ามาจากไหนรึใช่ว่าคนพวกนี้บังคับขู่เข็นเ้ามาใช่หรือไม่”
เด็กน้อยมิได้ตอบคำใดสายตาของนางเหม่อลอยราวกับไร้ชีวิต สีหน้าของนางแสดงให้เห็นความสิ้นหวังอยู่หน่อยๆแต่ปากของนางยังคงกินขนมต่อไป
“หากเ้าไม่มีที่ไปเ้าจะอยู่ที่นี่กับพวกเราก็ได้นะ พวกเราทุกคนจะคอยดูแลเ้าเอง”
พวกลูกสมุนของโจวชางถึงกับตาโตพวกมันหันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึงมันไม่อยากเชื่อเลยว่าหัวหน้าของพวกมันจะถูกตกด้วยมารยาของเด็กน้อย
หลันเยว่กลับแสยะยิ้มออกมาที่มุมปากเวลานี้แผนของนางสำเร็จแล้ว นี่ชื่อแผนว่า ‘ทองถุงเดียวซื้อได้ทั้งตรอกดาบ!’