ระยะทางจากสลัมท้ายเมืองไปจนถึงตลาดใจกลางเมืองนั้นไม่ได้ไกลเกินกว่าสามลี้ ทว่าสำหรับกู่เจี้ยนหุนในร่างของชายขี้โรคอย่าง 'อาเฉิน' มันกลับยาวนานราวกับต้องเดินทางข้ามทวีปก็มิปาน
เหงื่อกาฬเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก ลมหายใจหอบกระชั้น เสียงหวีดหวิวในทรวงอกดังขึ้นทุกครั้งที่สูดอากาศเข้า เขาต้องหยุดยืนพักพิงกำแพงอิฐเก่าคร่ำคร่าในทุก ๆ ครึ่งเค่อ เพื่อไม่ให้หน้ามืดล้มพับไปเสียก่อน
"ร่างกายของมนุษย์ธรรมดา... ช่างเปราะบางและไร้ค่าสิ้นดี"
เขาบ่นพึมพำกับตนเอง พลางใช้แขนเสื้อที่เปื้อนคราบดินซับเหงื่อ สายตาทอดมองดูผู้คนที่เดินขวักไขว่ พ่อค้าหาบเร่ส่งเสียงะโเรียกลูกค้า รถม้าของเหล่าคหบดีวิ่งผ่านจนฝุ่นตลบ เสียงค้อนตีเหล็กและกลิ่นอายอาหารลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
นี่คือความวุ่นวายของโลกโลกีย์ที่เขาเคยละทิ้งไปนานนับร้อยปีเพื่อมุ่งสู่วิถีแห่งเซียน ทว่าบัดนี้เขากลับต้องมาเกลือกกลิ้งกับมันอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กู่เจี้ยนหุนกระชับห่อผ้าเก่า ๆ ในอกเสื้อให้แน่นขึ้น ในนั้นมี 'หญ้าเอ็นัดิน' ที่ถูกห่อด้วยใบตองอย่างประณีตเพื่อรักษาสภาพความชุ่มชื้น
เขาเดินลากสังขารมาจนถึงหน้าร้านสมุนไพรขนาดใหญ่ที่สุดในเมือง ป้ายไม้สักสลักอักษรทองคำงดงามว่า "หอโอสถร้อยคุณธรรม" ดูโอ่อ่าภูมิฐาน กลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพรแห้งโชยออกมาจากด้านใน ช่วยทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลงได้บ้าง
ทว่าทันทีที่เขาข้ามผ่านธรณีประตูเข้าไป...
"หยุดเดี๋ยวนี้! เ้าขอทานต่ำต้อย!"
เสียงตะคอกขับไล่ดังมาจากเสี่ยวเอ้อหนุ่มที่กำลังปัดฝุ่นตู้ยาอยู่ด้านหน้า มันรีบวิ่งมาขวางทางพลางใช้สายตาดูแคลนกวาดมองเสื้อผ้าปะชุนและรองเท้าฟางขาดวิ่นของกู่เจี้ยนหุน
"ร้านของพวกเรามิใช่สถานที่รับบริจาคทาน หากคิดจะขอเศษเงิน จงไปที่วัดร้างท้ายตลาดโน่น! อย่ามาตระหง่านขวางหน้าร้าน ให้เป็เสนียดแก่ลูกค้าผู้มีอันจะกิน!"
กู่เจี้ยนหุนยืนนิ่งสงบ มิได้เกิดความโกรธเกรี้ยวอันใด ทว่ากลับมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยที่แฝงแววสมเพชเวทนา
"ข้ามิได้มาขอทาน" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ "ข้ามาขายยา"
"ขายยา?" เสี่ยวเอ้อหัวเราะลั่นจนลูกค้าคนอื่น ๆ ภายในร้านต้องหันมามอง "สารรูปเช่นเ้าเนี่ยนะมีปัญญาหาสมุนไพรมาขาย? คงมิใช่ไปขุดรากหญ้าคาข้างทางมาหลอกลวงพวกเราหรอกกระมัง ไป ๆ! รีบไสหัวไปเสีย ก่อนที่ข้าจะเรียกคนมาลากตัวเ้าโยนออกไป!"
มันยื่นมือหมายจะพุ่งเข้ามาผลักไหล่ของกู่เจี้ยนหุน
หากเป็ในอดีตภพ เพียงแค่จิตสังหารวูบเดียว ร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้คงแหลกลาญเป็ก้อนเนื้อไปแล้ว ทว่าในสภาพปัจจุบัน กู่เจี้ยนหุนรู้ดีว่าหากโดนแรงผลักนี้ ร่างอันทรุดโทรมคงล้มกลิ้งทอดกายไม่เป็ท่า และต้องขายหน้าประชาชีเป็แน่
เขาจึงเบี่ยงกายหลบเล็กน้อยด้วยสัญชาตญาณของการอ่านทิศทางแรงอันเหนือชั้น ทำให้เสี่ยวเอ้อคว้าได้เพียงความว่างเปล่าจนเสียหลักเซถลาไปข้างหน้าเกือบหัวทิ่มพื้น
"เ้า!" เสี่ยวเอ้อหน้าแดงสลับเขียวด้วยความอับอายและโทสะ
"กลิ่นฉุนของ 'โกฐเชียง' ที่ติดอยู่บนมือเ้า บอกให้รู้ว่าเ้าเพิ่งจัดเรียงลิ้นชักยาบำรุงโลหิต..." กู่เจี้ยนหุนเอ่ยขึ้นลอย ๆ โดยมิได้สนใจท่าทีคุกคามของอีกฝ่าย "ทว่าเ้าคงมิรู้ว่า การนำโกฐเชียงไปวางไว้ใกล้กับ 'การบูร' จะทำให้ฤทธิ์ยาเสื่อมถอยลงภายในสามวัน... เถ้าแก่ร้านของเ้าสั่งสอนมาเช่นนี้หรือ?"
เสี่ยวเอ้อชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง "จ้ะ... เ้าพูดจาเหลวไหลสิ่งใด ข้าเพิ่งจัดโกฐเชียงจริง ทว่าเื่การบูร..."
"เสียงเอะอะโวยวายอันใดกัน!"
ชายชราหนวดเคราสีดอกเลา สวมชุดยาวสีน้ำเงินเข้มดูหรูหราเดินออกมาจากหลังร้าน ใบหน้าเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยบารมีน่าเกรงขาม ชายผู้นี้คือ 'เถ้าแก่หลิว' หมอสมุนไพรที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองแห่งนี้
"เถ้าแก่! ไอ้ขอทานผู้นี้มันมาก่อกวนหน้าร้าน แถมยังปากดีวิพากษ์วิจารณ์การจัดตัวยาของร้านเราขอรับ!" เสี่ยวเอ้อรีบละล่ำละลักฟ้อง
เถ้าแก่หลิวมองตรงมายังกู่เจี้ยนหุน ปรายตาพินิจเพียงแวบเดียวก็เห็นสภาพอันซอมซ่อ ทว่าเมื่อประสานเข้ากับดวงตาคู่นั้น... มันกลับไม่มีความประหม่าหรือความหวาดกลัวที่คนยากจนมักจะมีต่อผู้มีฐานะ แววตานั้นลึกล้ำและสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำโบราณอันไร้ก้น
"เมื่อครู่เ้ากล่าวว่าอย่างไรนะ" เถ้าแก่หลิวเอ่ยถาม
"ข้ากล่าวว่า ลูกจ้างของท่านกำลังทำให้ยาราคาแพงต้องเสียหาย" กู่เจี้ยนหุนตอบเสียงเรียบ "โกฐเชียงมีฤทธิ์อุ่น ส่วนการบูรมีฤทธิ์เย็นและระเหยง่าย หากวางไว้ใกล้กัน ไอระเหยของการบูรย่อมทำให้โกฐเชียงชื้นและขึ้นราได้ง่าย... เื่พื้นฐานเพียงเท่านี้ ร้านใหญ่อย่างหอโอสถร้อยคุณธรรมกลับมองข้ามไปเชียวหรือ"
เถ้าแก่หลิวเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ หันไปมองที่ตู้ยาด้านหลัง แล้วสูดดมกลิ่นในอากาศ... จริงอย่างที่ชายผู้นี้กล่าว กลิ่นการบูรโชยแรงเกินไปจริง ๆ
"เ้า... มีความรู้เื่ศาสตร์โอสถงั้นรึ" น้ำเสียงของเถ้าแก่แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
"พอรู้แจ้งอยู่บ้าง" กู่เจี้ยนหุนล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ "ทว่าวันนี้ข้ามิได้มาสั่งสอนวิชาปรุงยา ข้านำสิ่งของมาเสนอขาย"
เขาหยิบห่อใบตองออกมา ค่อย ๆ คลี่เปิดออกเผยให้เห็น 'หญ้าเอ็นัดิน' ที่นอนสงบนิ่งอยู่ภายใน แม้จะมีคราบดินโคลนติดเกรอะกรัง ทว่ารากสีม่วงเข้มของมันกลับดูโดดเด่นสะดุดตา
ดวงตาของเถ้าแก่หลิววาวโรจน์ขึ้นมาทันทีที่ได้ยล
"นี่มัน..." ชายชราก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความตื่นเต้น หยิบแว่นขยายอันเล็กขึ้นมาส่องพินิจดู "หญ้าเอ็นัดิน... รากสีม่วงเข้ม... ใบหยิกงอครบเจ็ดหยิกสมบูรณ์... อายุไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี!"
เสี่ยวเอ้อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากค้าง มองหญ้าเปื้อนโคลนสลับกับใบหน้าซอมซ่อของชายตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
"เ้าไปได้มันมาจากที่ใด" เถ้าแก่หลิวเอ่ยถามเสียงสั่น
"เื่ที่มาหาใช่สาระสำคัญไม่" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยตัดบท "สำคัญที่ว่าท่านจะให้ราคาแก่มันเท่าใด"
เถ้าแก่หลิววางแว่นขยายลง พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นักค้าผู้สุขุม "ของดีหายากก็จริง ทว่าการเตรียมการต้องใช้เวลาล้างพิษโคลนออก ทั้งตลาดใน่นี้ก็..."
"สามตำลึงเงิน" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยสวนขึ้นมาทันควัน "หากท่านคิดจะกดราคาด้วยข้ออ้างไร้สาระ ข้าก็จะนำมันไปเสนอให้แก่ 'ร้านหมอจาง' ที่หัวมุมถนนถัดไปเสีย"
เถ้าแก่หลิวชะงักกึก ร้านหมอจางคือคู่แข่งตัวฉกาจ และราคาสามตำลึงเงินสำหรับหญ้าอายุห้าสิบปี ถือว่าเป็ราคาที่ยุติธรรม... หรืออาจจะค่อนไปทางถูกไปด้วยซ้ำสำหรับผู้ที่รู้คุณค่าของมัน ทว่าสำหรับชาวบ้านทั่วไปเงินจำนวนนี้ถือว่ามหาศาลนัก
ชายชรารู้แจ้งได้ทันทีว่าคนตรงหน้าไม่ใช่หมูในอวยให้เชือดเล่น ชายผู้นี้รู้มูลค่าของสิ่งของในมือตนเองเป็อย่างดี
"ตกลง สามตำลึงเงิน!" เถ้าแก่หลิวพยักหน้ารับ "เสี่ยวเอ้อ! ไปเบิกเงินมา!"
กู่เจี้ยนหุนลอบถอนหายใจในใจ ‘สามตำลึงเงิน... ในอดีตชาติเพียงแค่เศษเงินรางวัลที่ข้าโยนให้คนจูงม้ายังมากกว่านี้ ทว่ายามนี้... มันคือลมหายใจและชีวิตของครอบครัวข้า’
เมื่อรับถุงเงินที่มีน้ำหนักตึงมือมาแล้ว กู่เจี้ยนหุนไม่ลืมที่จะหันไปทอดสายตามองเสี่ยวเอ้อที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ข้าง ๆ
"จำไว้เถิดเ้าหนู..." เขาเอ่ยเสียงเบาหากแต่หนักแน่นดุดัน "อย่าได้ตัดสินคมกระบี่ที่ฝัก และอย่าได้ตัดสินคนจากอาภรณ์ที่สวมใส่... ครั้งหน้าเ้าอาจมิได้โชคดีที่ได้พบคนใจเย็นเช่นข้า"
เท้าผอมแห้งก้าวเดินออกจากร้าน ทิ้งความเงียบงันปนความอัศจรรย์ใจไว้เื้ั
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบถุงเงินในมือ... เงินก้อนแรกในโลกใบใหม่ เงินที่จะแปรเปลี่ยนจาก 'ผักต้มรสขมปร่า' ให้กลายเป็ 'ข้าวสวยร้อน ๆ และเนื้อสัตว์' พลังในกายอาจต้องรอคอยอีกเก้าวัน ทว่าพลังแห่งเงินตราเริ่มสำแดงฤทธิ์แล้ว
เขาเดินมุ่งหน้าตรงไปยังตลาดสด เป้าหมายต่อไปคือร้านขายข้าวสารและร้านขายเนื้อ... วันนี้ลูกเมียของเขาจะต้องได้กินอิ่มหนำสำราญเสียที