ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 38 สงครามภายในครอบครัว


            หลังจากออกไปทางประตูหลังมู่อวิ๋นจิ่นก็ปีนขึ้นต้นไม้ใหญ่อย่างเงียบ ๆ และซ่อนตัวอยู่บนนั้น เพื่อมองดูร่างที่เดินไปมาด้านล่าง

            หลังจากนั้นไม่นานมู่อวิ๋นจิ่นก็เห็นป้าหลี่ที่ประตูด้านหลังทำท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ เดินไปก็หันหน้าหันหลังวุ่นวายแล้วเดินเข้าไปยังซอยเปลี่ยวด้านหน้าในที่สุด

            เมื่อเห็นฉากนี้มู่อวิ๋นจิ่นก็ยิ้มก่อนจะกระโดดลงจากต้นไม้ แล้วเดินตามป้าหลี่ไปเงียบ ๆ

            เมื่อติดตามป้าหลี่ไปตลอดทางมู่อวิ๋นจิ่นพบว่าป้าหลี่จงใจเดินอ้อม หลังจากผ่านตรอกไปแล้วก็เป็นเส้นทางที่เงียบสงบรกร้างมู่อวิ๋นจิ่นรู้ในทันทีว่าป้าหลี่กำลังเดินตรงไปยังวังหลวง

            เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ นางก็ไม่รอช้า ทำทีเดินไปข้างหลังป้าลี่ และใช้สันมือซัดเข้าที่ท้ายทอยของหญิงชราหลังจากนั้นป้าหลี่ก็สลบเหมือดล้มลงไป

            หลังจากป้าหลี่หมดสติไปมู่อวิ๋นจิ่นก็ค้นตัวป้าหลี่จนพบกับกระดาษแผ่นน้อยๆ อยู่ในแขนเสื้อของนาง

            เมื่อเห็นเนื้อหาในนั้นใบหน้าของมู่อวิ๋นจิ่นก็ปรากฏรอยยิ้มเหยียดหยาม ก่อนจะกำมันแน่น

            แน่นอนว่าสองแม่ลูกยังคงไม่สงบ!

            เมื่อมองไปที่ป้าหลี่ที่นอนอยู่บนพื้นดวงตาของมู่อวิ๋นจิ่นก็ตระหนักได้ว่าป้าหลี่ผู้นี้ร่วมมือกับซูปี้ชิงทำเรื่องที่ร้ายกาจไว้มากมายถึงคราวที่นางต้องได้รับความทุกข์ทรมานบ้างแล้ว!

            คิดได้เช่นนั้นมู่อวิ๋นจิ่นก็ฉีกเสื้อด้านนอกของป้าหลี่ออกเป็นชิ้นๆ นำมันมามัดมือมัดเท้า และยัดผ้าบางส่วนเข้าไปปากของป้าหลี่   จากนั้นก็จัดการลากร่างหญิงชราไปตลอดทาง ก่อนจะก่อนลากเข้าไปทางประตูหลังจวนเสนาบดีมู่   ราวกับเป็นสุนัขที่ถูกเลี้ยงไว้

            หลังจากจัดการป้าหลี่แล้วมู่อวิ๋นจิ่นก็เดินไปที่ห้องครัว…

            …

            พลบค่ำอัครเสนาบดีได้สั่งให้คนเชิญมู่อวิ๋นจิ่นไปร่วมโต๊ะทานอาหารด้วยกัน

            ที่โต๊ะอาหารซูปี้ชิงและมู่หลิงจูช่วยมู่อวิ๋นจิ่นถือจานอาหารเป็นครั้งคราว และบอกให้มู่อวิ๋นจิ่นทานอาหารให้มาก

            มู่เซี่ยโหรวที่นั่งอยู่ด้านข้างเมื่อเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะสบตากับลั่วหนิงอวี๋แม่ของนาง ลั่วหนิงอวี๋มองฉากนั้นก็กินต่อโดยไม่พูดอะไร

            “อวิ๋นจิ่นเจ้าน้ำหนักลดไปมากแล้วกินเยอะๆ เข้าไว้เล่า” ซูปี้ชิงพูดขณะช่วยมู่อวิ๋นจิ่นตักผักใส่จาน

            มู่อวิ๋นจิ่นส่งยิ้มที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยให้กับซูปี้ชิง“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่”

            อาหารมื้อเย็นในค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศปรองดองกลมเกลียวแม้กระทั่งอัครเสนาบดีมู่ก็ยังไม่เคยสบายใจเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว ภาพเบื้องหน้านี้หากมู่อวิ๋นหานอยู่ด้วยก็คงดีมิน้อย

            “ท่านแม่ท่านเอาแต่กังวลแต่เรื่องข้ามาพักหนึ่งแล้ว ท่านเองก็กินบ้างเถอะ” มู่อวิ๋นจิ่นพูดพลางหยิบซี่โครงชิ้นหนึ่งยื่นใส่ในจานอาหารของซูปี้ชิง

            ทันทีหลังจากนั้นนางก็ยื่นไก่อีกชิ้นหนึ่งส่งให้มู่หลิงจู่ “น้องสาวเองก็ทานเยอะ ๆ ล่ะ”

            เมื่อเห็นสิ่งนี้ทั้งสองก็ลอบสบตากันแล้วยังส่งยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน และกินอาหารที่มู่อวิ๋นจิ่นตักมาอย่างให้เกียรติ

            เมื่อเห็นฉากนี้มู่อวิ๋นจิ่นก็หรี่ตาลงและยิ้มเล็กน้อย ก่อนเอนกายลงบนเก้าอี้  แล้วค่อยๆ ลบน้ำยาสีแดงที่ทาเล็บไว้อย่างใจเย็น

            หลังจากนั้นไม่นานใบหน้าของมู่หลิงจูและซูปี้ชิงที่ยังคงยิ้มอยู่ก็หม่นลง คิ้วของพวกนางมุ่นขมวด จากนั้นพวกนางก็ต่างพากันลูบท้องด้วยความไม่สบายใจลง

            หลังจากนั้นไม่นานใบหน้าของซูปี้ชิงก็ดูซีดลง ก่อนที่นางจะวางตะเกียบและพูดกับอัครเสนาบดีมู่ว่า  “ท่านพี่ ข้ารู้สึกไม่สบายท้องนิดหน่อย ดังนั้นวันนี้ข้าขอหยุดทานเพียงแค่นี้”

            คราวนี้ก็ถึงเวลาที่มู่หลิงจูเอ่ยขึ้นว่า“ท่านพ่อ ข้ารู้สึกอึดอัดเล็กน้อยในท้อง”

            หลังจากพูดจบทั้งคู่ไม่รอให้อัครเสนาบดีมู่ตอบกลับก็สาวเท้าเดินออกไปอย่างเร่งรีบ

            เมื่อเห็นฉากนี้อัครเสนาบดีมู่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความงุนงงไม่เข้าใจ

            ……

            ภายในเรือนมวลบุปผา

            “จื่อเซียงรีบมาช่วยข้าเช็ดออกเร็วเข้าดูแล้วน่าเกลียดเหลือเกิน” มู่อวิ๋นจิ่นยื่นมือให้จื่อเซียงดูเล็บสีแดงของนาง ในขณะที่จื่อเซียงกำลังช่วยนางเกล้าผมและเสียบปิ่นปักผม

            จื่อเซียงมองเล็บสีแดงที่ถูออกจนหน้าเล็บเสียไปกระทั่งอดพึมพำเสียมิได้ “คุณหนู น้ำยาสีแดง คุณหนูเพิ่งทาไปเมื่อบ่ายมิใช่หรือ?เหตุใดผ่านไปไม่ถึงวันจึงอยากลบออกแล้วเจ้าคะ?”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้มู่อวิ๋นจิ่นก็กะพริบตาให้จื่อเซียง “สิ่งนี้จะปกปิดผงสลอดที่ข้าซ่อนไว้ในเล็บ”

            “วันนี้ซูปี้ชิงและมู่หลิงจูคงนอนหลับไม่เป็นสุขตลอดค่ำคืนนี้”

            มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มและพูดด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ในเมื่อสองคนนี้กล้าวางแผนต่อต้านนาง นางจะตอบแทนอย่างสาสมไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

            หลังจากได้ยินคำพูดของมู่อวิ๋นจิ่นจื่อเซียงก็อดไม่ได้ที่จะเห็นด้วย “พวกเขาสมควรโดนแล้วเจ้าค่ะ!”

            “คราวนี้ไม่เพียงซูปี้ชิงและมู่หลิงจูสองแม่ลูกที่ถูกเล่นงานกลับแต่ข้ายังรวบจัดการป้าหลี่ทีเดียวกันไปเลย ตอนนี้ป้าหลี่อยู่ดีมีสุขในคอกสุนัขไปแล้ว”

            จื่อเซียงตกใจมองไปที่มู่อวิ๋นจิ่นด้วยความประหลาดใจจากนั้นยกนิ้วโป้งให้มู่อวิ๋นจิ่น และอุทานว่า “คุณหนู ยอดเยี่ยมจริง ๆ เจ้าค่ะ”

            “นั่นสินะ”มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย

            …

            เช้าวันรุ่งขึ้นจื่อเซียงวิ่งเข้ามาในเรือนบุปผาภิรมย์มองไปที่มู่อวิ๋นจิ่นซึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้าอยู่ที่ลานบ้าน ก่อนจะปิดปากและยิ้ม

            “คุณหนูทางจวนส่งหมอสองคนมารักษาต้าฟู่เหรินและคุณหนูสี่แต่เช้า ว่ากันว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาทั้งสองคนมีอาการท้องเสียมิหยุดและเช้านี้พวกนางก็หมดแรงจนทนไม่ไหว  ก็สลบเหมือดล้มพับลงไปกับพื้นไปแล้วเจ้าค่ะ”

            มู่อวิ๋นจิ่นที่กำลังดื่มโจ๊กถั่วแดงอยู่เมื่อได้ยินดังนั้นก็วางชามลงก่อนจะเช็ดปากของตน “ไปดูเรื่องที่น่าสนใจกันเถอะ”

            “เจ้าค่ะ”

            ในขณะที่อัครเสนาบดีมู่ยังคงอยู่ในวังมู่อวิ๋นจิ่นก็มาที่หอไป่ลั่ว ก่อนจะพบว่านอกจากหมอที่มาทำการรักษาก็มีสาวใช้สองสามคนในหอด้วย

            หลังจากได้รับน้ำหวานเพื่อบรรเทาอาการแล้วในเวลานี้ซูปี้ชิงที่นอนหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้นอนก็ฟื้นขึ้น มีเหงื่อเย็น ๆ ไหลออกมาจากหน้าผากของนาง

            .ท่านหมอแม่ข้าเป็นอย่างไรบ้าง” ทันทีที่มู่อวิ๋นจิ่นเข้าไปในห้องนอนของซูปี้ชิง นางก็ถามหมอถึงอาการของซูปี้ชิงทันที

            หมอยืนขึ้นคำนับมู่อวิ๋นจิ่นจากนั้นพูดว่า  “ฮูหยินทานปาโต้ว[1]*เข้าไปมิน้อยทำให้ท้องเสียมิหยุด โชคยังดีที่พบเข้าตั้งแต่เนิ่น ๆ ขอเพียงต้มยาทานตามนี้เพื่อบำรุงร่างกายก็จะหายดีเป็นปกติขอรับ”

            “ขอบคุณท่านหมอมากที่นี่อาจไม่สะดวกให้อยู่ต่อนาน ท่านหมอช่วยจัดยาให้ท่านแม่ของข้าด้วยเถอะ”

            หมอพยักหน้าแล้วเดินออกไปพร้อมกล่องยาบนหลัง

            “พวกเจ้าไปรับยากับหมอข้าจะอยู่ที่นี่กับท่านแม่” มู่อวิ๋นจิ่นพูดกับสาวใช้คนอื่น ๆ ในห้อง

            สาวใช้หลายคนย่อตัวตอบรับแล้วรีบออกไปด้านนอก

            ทันใดนั้นในห้องนอนขนาดใหญ่ก็เหลือเพียงมู่อวิ๋นจิ่นและซูปี้ชิง

            “แค่คืนเดียวทำไมท่านแม่ถึงซีดเซียวอย่างนี้ น่าวิตกจริงๆ” มู่อวิ๋นจิ่นมองซูปี้ชิงที่นอนพังพาบอยู่แล้วยิ้มออกมา

            ซูปี้ชิงมองมู่อวิ๋นจิ่นที่อยู่ข้างนางกลับไปและรู้สึกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่ายนั้นช่างน่าขันสิ้นดี นางจึงอดไม่ได้ที่จะตะคอกอย่างเย็นชา“นางสารเลว เจ้าทำให้ข้าเป็นแบบนี้ใช่หรือไม่?”

            “ข้าทำร้ายท่านหรือ? ท่านแม่ทำผิดต่อข้า ถึงข้าจะไม่ใช่คนดีนัก แต่ข้าก็ไม่เคยทำร้ายใครโดยไม่มีเหตุผล”

            หลังจากมู่อวิ๋นจิ่นพูดจบก็มองไปรอบๆ จากนั้นดวงตาของนางก็จับจ้องไปที่ซูปี้ชิงอีกครั้ง “น่าแปลก ทำไมวันนี้ข้าไม่เห็นป้าหลี่?”

            เมื่อเอ่ยถึงป้าหลี่หัวใจของซูปี้ชิงก็สั่นสะท้านจากนั้นนางก็จำได้ว่าหลังจากส่งป้าหลี่ออกไปเมื่อวานนี้นางก็ไม่เห็นป้าหลี่เลยจนกระทั่งตอนนี้

            ซูปี้ชิงรู้สึกกลัวเล็กน้อยและเมื่อมองไปที่มู่อวิ๋นจิ่นที่ยืนอยู่ตรงหน้านาง รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาวก็ทำให้ซูปี้ชิงรู้สึกขนลุก

            “เจ้าทำอะไรป้าหลี่”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้มู่อวิ๋นจิ่นก็ยกริมฝีปากขึ้นยิ้มก่อนหยิบกระดาษที่มีรอยยับยู่ยี่ออกมาจากแขนเสื้อของตน และโยนมันใส่หน้าของซูปี้ชิงก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า“ท่านแม่เป็นคนปล่อยข่าวลือพวกนี้ และให้ผู้คนรุมไข่เน่าใส่ข้างั้นหรือ?”

            เมื่อได้ยินคำพูดขอมู่อวิ๋นจิ่นซูปี้ชิงก็อดไม่ได้ที่จะหลบสายตา หัวใจของนางเต็มไปด้วยความไม่พอใจและความโกรธ นางนึกไม่ถึงว่าตอนนี้ยังมิอาจกำจัดมู่อวิ๋นจิ่นให้พ้นทางไปได้อีก

            นางสารเลวสมควรตาย!

            “เจ้าทำอะไรกับป้าหลี่”ซูปี้ชิงถามอีกครั้ง แต่นางก็ไม่อยากเชื่อว่ามู่อวิ๋นจิ่นจะกล้าฆ่าป้าหลี่

            “นางไม่เป็นอะไรหรอกแค่อยู่อย่างสุขสบายในคอกสุนัขก็เท่านั้น!”

            มู่อวิ๋นจิ่นพูดจบก็ลุกขึ้นเดินจากไป

            …

            หลังออกจากหอไป่ลั่วมู่อวิ๋นจิ่นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีขึ้น เมื่อได้นึกถึงซูปี้ชิงที่กำลังจะตายด้วยอาการป่วยบนเตียง

            หลังจากเดินไม่กี่ก้าวอัครเสนาบดีมู่ก็เดินข้าไปหานางอย่างรวดเร็ว

            หลังจากเห็นมู่อวิ๋นจิ่นอัครเสนาบดีมู่ก็ชะงักฝีเท้าสักครู่ และมองไปยังทิศทางที่มู่อวิ๋นจิ่นจากมา “แม่ของเจ้าเป็นอย่างไรแล้ว?”

            "ท่านหมอบอกว่านางมีอาการไม่สบายท้องจึงสั่งยาให้สองสามมื้อ แล้วพักผ่อนสักสองสามวัน อาการจะดีขึ้นเจ้าค่ะ”  มู่อวิ๋นจิ่นทำความเคารพอัครเสนาบดีมู่ แสร้งทำเป็นพูดจาอ่อนหวาน

            อัครเสนาบดีมู่พยักหน้าและเมื่อเขากำลังจะจากไป ก็ดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้ จึงหันไปมองมู่อวิ๋นจิ่น  “ใช่แล้ว เมื่อครู่หลังจากเลิกว่าราชการที่ท้องพระโรงพ่อได้พบองค์หญิงเก้าเข้า องค์หญิงฝากพ่อมาบอกว่าขอเชิญเจ้าไปทานอาหารด้วยกันที่โรงเตี๊ยมจวี้เซียงในยามอู่สือ[2]”

            “เจ้าค่ะลูกทราบแล้ว”

            หลังจากขอตัวจากอัครเสนาบดีมู่ออกมามู่อวิ๋นจิ่นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คิดถึงเรื่องที่ฉู่ชิงหยวนเชิญนางไปทานอาหาร กระทั่งมิอาจกลั้นหัวเราะไว้ได้ครั้งก่อนมู่อวิ๋นจิ่นได้เจอหน้าและได้ทำความรู้จักกับนาง ก็นับว่านิสัยของนางไม่เลวใครเห็นก็ชอบได้มิยาก

            ยามอู่สือมู่อวิ๋นจิ่นปรากฏตัวในโรงเตี๊ยมจวี้เซียง ตรงเวลา

            ทันทีที่เข้าไปในร้านอาหารเสี่ยวเอ้อร์พามู่อวิ๋นจิ่น ขึ้นไปยังห้องส่วนตัวบนชั้นสาม เมื่อเปิดประตูเข้าไป มู่อวิ๋นจิ่นก็ผงะเล็กน้อยเมื่อเห็นคนจำนวนหนึ่งอยู่ข้างใน

            ในห้องส่วนตัวนี้ไม่เพียงแต่ฉู่ชิงหยวนเท่านั้น ทว่าฉู่ลี่เองก็อยู่ที่นั่นด้วย

            วันนี้ฉู่ลี่สวมอาภรณ์สีม่วงชุดเดิมนั่งอยู่ที่นั่นเงียบ ๆ กิริยาท่าทางล้วนงามสง่า เรียวคิ้วสวยประดับบนใบหน้า กลิ่นอายรอบตัวเปล่งประกายไม่ธรรมดาทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปได้

            “พี่สะใภ้หกที่นั่งของท่านอยู่ที่นี่ มานั่งด้วยกันเถอะ!” ฉู่ชิงหยวนที่นั่งอยู่ข้างในโบกไม้โบกมือให้มู่อวิ๋นจิ่นนิ้วก็ชี้ไปที่ที่นั่งข้างนาง

            มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้าทว่าสายตากลับจับจ้องไปที่ร่างสีม่วงข้างๆ อย่างช่วยไม่ได้ นางทำเพียงเลิกคิ้วสบายๆและเจ้านั่งลงตามที่ฉู่ชิงหยวนชี้ชวน

            หลังจากนั่งลงแล้วฉู่ชิงหยวนก็รินชาให้มู่อวิ๋นจิ่นอย่างสุภาพ “พี่สะใภ้หก ข้าไม่ได้เจอท่านมาครึ่งเดือนแล้วช่วงนี้ท่านทำอะไรอยู่หรือ”

            มู่อวิ๋นจิ่นจิบชาหางตาก็ชำเลืองมองคนที่นั่งด้านขวาแล้วหัวเราะเบาๆ “ สู้รบตบมือกับคนในจวนน่ะสิ!”

            ฉู่ลี่ได้ยินคำพูดรวบรัดของมู่อวิ๋นจิ่นแล้วดวงตาก็พลันเบิกกว้าง และเม้มริมฝีปากเล็กน้อย

            “ยังไงก็ตาม…พี่สะใภ้หกข้าได้ยินมาว่า เมื่อวานนี้ท่านโดนคนปาไข่เน่าใส่งั้นหรือ?”

            —-----------------

            [1] ปาโต่วเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ใช้ประกอบเป็นยาถ่าย มีฤทธิ์ร้ายแรง

            [2] ยามอู่สือคือช่วงเวลาประมาณ 11.00-13.00 น.

    คล้ายกับเรื่องชายากำราบ (ท่านอ๋อง) ที่คุณอ่าน