ถูกจับจ้องเช่นนี้หลิงเยว่ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก และไม่รู้ว่าควรเอ่ยปากเช่นไร
แต่โยวยาโถวกลับปราดเปรื่อง นางเอ่ยถามทันที “พี่สาวจะมาซื้ออาหารจากพวกข้าใช่หรือไม่?”
“อะ เอ่อ…ใช่!”
หลิงเยว่เรียกสติกลับมาได้ ควักก้อนเงินก้อนใหญ่ออกมาสองก้อน “ซื้อแค่ถ้วยเดียว”
ผู้เฒ่าลู่มองก้อนเงินจนตาลุกวาว ช่างเป็คนใจใหญ่จริง ๆ!
ชายชรากำลังจะแสร้งบอกไปว่า ‘ไม่จำเป็ต้องเกรงใจ’ อย่างสุภาพ แต่เหอจิ่วเหนียงกลับรับเงินมาแล้วยื่นอาหารให้อีกฝ่ายเสร็จสรรพ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
ข้าวอบเนื้อแห้งชามโต เนื้อแห้งหั่นเต็มชามตัดกับสีเขียวของผัก กลิ่นช่างหอมเหลือเกิน
นอกจากนี้ยังมีน้ำแกงถ้วยเล็ก ๆ อีกหนึ่งถ้วยจากผักป่าแห้งที่เก็บมาระหว่างทาง นำมาแช่น้ำให้พองตัวและต้มเป็น้ำแกง
หลิงเยว่รู้สึกซาบซึ้ง ในสถานการณ์เช่นนี้ อาหารและน้ำมีค่ายิ่งกว่าเงิน ข้อพิสูจน์นี้ทำให้นางตระหนักแล้วว่า ครอบครัวนี้จริงใจโดยเนื้อแท้
“ขอบคุณมาก” สาวใช้ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนจะถืออาหารเดินกลับไป
เหอจิ่วเหนียงเก็บเงินไว้ แล้วกล่าวกับชายชรา “หากเราตามอยู่ข้างหลังพวกเขาได้ตลอดก็ยิ่งดีเ้าค่ะ ไม่เพียงจะปลอดภัยเท่านั้น เรายังจะทำเงินได้อีกด้วย!”
โยวยาโถวพยักหน้าหงึกหงัก นางหยูและนางฉินไม่ได้กล่าวอะไร มีเพียงนางซุนที่เอ่ยออกมา “ก็ควรรอให้พวกเรากินกันอิ่มก่อนถึงจะทำแบบนั้น!”
หญิงชรายอมรับว่านางเองก็ชอบเงิน แต่เหนือสิ่งอื่นใดต้องให้ครอบครัวกินอิ่มก่อนสิ! ในยามนี้ท้องอิ่มสำคัญกว่าเงินทอง หากเหอจิ่วเหนียงคิดจะหาเงินอย่างเดียวโดยไม่สนว่าครอบครัวจะกินอิ่มหรือไม่ละก็ นางคงจะต้องสั่งสอนสะใภ้สามให้เข็ดหลาบ!
่นี้มีเื่ประหลาดเกิดขึ้นมากมาย เื่เ่าั้มักส่งผลให้ได้รับสิ่งของมาไม่น้อย ดังนั้นยิ่งใกล้ถึงเมืองเฉียนโจวนางซุนจึงยิ่งใจกว้าง ให้คนในครอบครัวกินอิ่มทุกมื้อเพื่อจะได้มีแรงเดินทางอย่างแข็งขัน
ไม่เพียงเท่านั้น ครอบครัวยังได้กินเนื้อสัตว์สองวันต่อหนึ่งครั้ง แม้แต่ละคนจะได้ในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่อย่างน้อยก็ได้รับไขมันบ้าง ตอนนี้ไม่เพียงเด็ก ๆ เท่านั้น แม้แต่ใบหน้าของผู้ใหญ่ก็ดูมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ซูบเซียวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ครอบครัวอื่นเห็นครอบครัวลู่หาเงินได้ทุกวันอย่างสบาย ๆ ก็รู้สึกอิจฉา แต่เพียงรู้สึกอิจฉาเท่านั้น ไม่ได้ถึงขั้นมีความคิดริษยาแต่อย่างใด ต่อให้ครอบครัวลู่จะขายอะไรสิ่งของเ่าั้ก็เป็ของพวกเขาเอง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนอื่น
อีกอย่างทั้งเนื้อทั้งตัวพวกเขามีแค่เสบียงอาหารที่ได้มาจากครอบครัวลู่ ต้องประหยัดกินประหยัดใช้ ไหนเลยจะกล้าเอาไปแบ่งขายให้คนอื่น อย่างไรเสียยามนี้อาหารก็สำคัญกว่าเงินทอง
หากแต่ด้านสองพี่น้องสกุลหลิวซึ่งกำลังมองครอบครัวลู่ที่ส่งเสียงเฮฮากันอยู่นั้นในใจก็อดสงสัยไม่ได้ พวกเขาหาเงินได้มากมาย ชีวิตไม่ลำบาก แต่เหตุใดถึงเก็บพวกนางสองพี่น้องไว้ด้วยไม่ได้! พวกนางไม่ได้ขออยู่เปล่า ๆ พวกนางก็ช่วยทำงานได้!
…
อีกทางด้านหนึ่ง
ในที่สุดเจียงรั่วหย่าก็ได้กินข้าวอบเนื้อแห้งดั่งใจปรารถนา นางรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้อร่อยที่สุดในชีวิตแล้ว สตรีวัยกลางคนกินจนไม่วางช้อน และไม่เคยรู้สึกอยากอาหารเท่านี้มาก่อนในชีวิต
ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า หลิงเยว่กับหลิงเสวี่ยยังไม่ได้กินอะไรเลย จึงคิดจะเหลือให้พวกนางสักหน่อย
แต่ในขณะเดียวกัน เฉิงอิ่งและพรรคพวกที่ออกไปซื้อของก็กลับมาพอดี
หญิงชรารีบตั้งหม้อทำอาหารทันที เจียงรั่วหย่าจึงกินอาหารจนหมดโดยไม่ต้องรู้สึกผิด น้ำแกงถ้วยเล็กนั่นนางก็ซดจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
หลิงเยว่มองภาชนะสองใบที่สะอาดราวกับเพิ่งล้างเสร็จด้วยความตกตะลึง “...”
มันอร่อยถึงขั้นนั้นเชียวหรือ?
หญิงชราที่ติดตามมาด้วยเป็แม่ครัวประจำบ้าน เชี่ยวชาญในการทำอาหาร ฝีมือของนางจึงไม่ต้องพูดถึง และนางมักจะทำอาหารแปลกใหม่ออกมาเสมอ
แต่แม่ครัวสูงวัยก็ไม่เคยเห็นฮูหยินโปรดปรานอาหารจานใดถึงเพียงนี้มาก่อน
เจียงรั่วหย่ารู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อย ก่อนจะคิดเื่หนึ่งขึ้นมาแทน
จุดนี้อยู่ห่างกับเฉียนโจวโดยคิดเป็เวลาประมาณสามถึงสี่วัน ตอนนี้สุขภาพนางไม่แข็งแรงนัก ไม่อาจเร่งการเดินทางได้แน่นอน หาไม่นางคงจะขอร่วมเดินทางไปกับครอบครัวลู่ เฮ้อ∼ นางเองก็ไม่อยากเป็เช่นนี้
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งฮูหยินเจียงจึงจะกล่าว “หลิงเยว่ ให้เฉิงอิ่งนำข้าวสาร แป้ง เนื้อและผักครึ่งหนึ่งไปให้พวกเขา เอาเงินให้พวกเขาห้าสิบตำลึง แล้วถามว่าสามารถจัดเตรียมชุดอาหารให้ข้าสำหรับการเดินทางสามถึงสี่วันได้หรือไม่”
หลิงเยว่ได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง ในวันนี้ต้องจำใจใช้เงินซื้ออาหารจากพวกเขาก็เป็เพราะวัตถุดิบหมด แต่ตอนนี้เฉิงอิ่งซื้อกลับมาตั้งมากมายแล้ว อาหารหลักข้าวปลาอาหารมีพร้อมทุกอย่าง ไม่จำเป็ต้องไปขอความช่วยเหลือจากคนเ่าั้แล้วกระมัง!
สาวใช้ผู้นี้อายุยังน้อย ยังจัดการอารมณ์ความรู้สึกไม่เป็ เจียงรั่วหย่าไม่ได้ถือสา พร้อมกับอธิบายอย่างอ่อนโยน “ข้ารู้สึกว่าครอบครัวนั้นทำอาหารถูกปากข้าก็เท่านั้นเอง นานมากแล้วที่ข้าไม่ได้รู้สึกอยากอาหารแบบนี้”
“เ้าค่ะ ฮูหยิน บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้” คำอธิบายของฮูหยินทำให้ใบหน้าถมึงทึงของสาวใช้เืร้อนแปรเปลี่ยนเป็มีรอยยิ้มผุดขึ้น
นับั้แ่นางจำความได้สุขภาพของฮูหยินก็ไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว อีกทั้งไม่เจริญอาหาร มีบางครั้งที่ไม่ว่าจะกินอะไรก็อาเจียนออกมา แต่วันนี้ฮูหยินบอกว่าเจออาหารที่ถูกปาก แถมยังบอกว่าอยากกินอีก เห็นฮูหยินรับประทานได้ดีเช่นนี้พวกนางในฐานะสาวใช้จะไม่สนับสนุนได้อย่างไรกัน
หากนายท่านรู้เื่นี้คงดีใจไม่น้อย!
…
ครอบครัวลู่เผชิญกับการถูกนำวัตถุดิบประกอบอาหารมากมายมาส่งให้ถึงที่เช่นนี้มีหรือจะปฏิเสธ ทั้งครอบครัวรับปาก และบอกว่าจะตามหลังพวกเขาไปจนถึงเฉียนโจว อย่างไรเสียก็แค่ทำอาหารเพิ่มอีกชุดหนึ่งในแต่ละมื้อ ประโยชน์ที่ได้รับกลับมากมายเช่นนี้ มีแค่คนโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธ!
ใกล้จะถึงเมืองเฉียนโจวแล้ว ถ้าสิ่งใดหมดระหว่างนี้ก็ค่อยหาซื้อเอาตอนนั้นแล้วกัน
ไม่เพียงเท่านั้น
อย่างที่รู้กันว่าปกติแล้วครอบครัวลู่จะได้กินเนื้อสองวันต่อหนึ่งครั้ง แต่เนื่องจากมีฮูหยินท่านนี้มาเพิ่ม เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่อีกฝ่ายยอมเสีย นางซุนจึงตัดสินใจให้นางหยูใส่เนื้อลงไปในอาหารทุกมื้อ!
.
หลังจากนั้นเป็ต้นมา ทันทีที่ถึงเวลามื้ออาหาร กลิ่นอันหอมกรุ่นก็จะโชยมาจากกลุ่มของครอบครัวลู่เป็อาจิณ ทำให้คนโดยรอบน้ำลายสอ
เจียงรั่วหย่านึกขอบคุณการตัดสินใจของตนเองในครั้งนี้มาก
แน่นอนว่าระหว่างการเดินทางมีกลุ่มคนมุ่งร้ายเข้ามาตลอด แต่เนื่องจากมีพวกเฉิงอิ่ง การต่อสู้ยังไม่ทันได้เริ่มก็สิ้นสุดลงแล้ว เห็นได้ชัดว่าชัยชนะเป็ของฝ่ายไหน
ด้วยการพึ่งพาอาศัยกันไปเช่นนี้ ทั้งสองคณะจึงร่วมเดินทางมาถึงเมืองเฉียนโจวได้อย่างปลอดภัย
ทันทีที่มาถึงบริเวณหน้าประตูเมือง พวกเหอจิ่วเหนียงก็เห็นผู้อพยพที่ตกระกำลำบากจำนวนมากอยู่หน้าประตู เรียกได้ว่าล้นหลามมืดฟ้ามัวดิน ไม่ว่ากลุ่มของเหอจิ่วเหนียงจะเบียดเสียดอย่างไรก็ไม่อาจเข้าไปได้
ผู้คนนอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นไม่รู้ว่าเป็หรือตาย เสียงร้องห่มร้องไห้ของเด็ก ๆ ดังระงมไม่ขาดหู
เหล่าผู้ใหญ่ที่กำลังหิวโหยจำนวนหนึ่งกำลังขายเด็กในครอบครัวเพื่อแลกอาหาร ทว่าคนโดยรอบเห็นดังนั้นกลับแสดงอาการเมินเฉย ชี้ชัดว่าสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจนเป็เื่ปกติ
“อย่าหันไปมองนะลูก”
เหอจิ่วเหนียงอุ้มโก่วเอ๋อร์ไว้ในอ้อมกอด นางหยูกับนางฉินก็กอดลูก ๆ ของตนเองเอาไว้ พวกเขาอายุยังน้อย หากเห็นสถานการณ์เช่นนี้มากเกินไปกลัวว่าจะกลายเป็เงาให้พวกเขาจดจำตลอดชีวิต
เมื่อเห็นกลุ่มคนมาใหม่ เหล่าผู้ลี้ภัยต่างพากันมาห้อมล้อมทันที ยิ่งเมื่อเห็นสิ่งของที่อยู่บนเกวียนในหัวก็เริ่มคิดหาทาง่ชิง
และเมื่อเห็นเด็ก ๆ ที่อยู่ในกลุ่ม คนเ่าั้ก็ลอบกลืนน้ำลายด้วยความหิวโหย
สีหน้าของเด็กน้อยบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง ทำได้เพียงขดตัวอยู่ในอ้อมแขนมารดาให้ตัวเล็กลีบที่สุด
เจียงรั่วหย่าออกเดินทางมานานหลายเดือน สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ว่านางเพิ่งเห็นเป็ครั้งแรก แม้จะรู้สึกสงสารแต่นางก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ ผู้ลี้ภัยมีจำนวนมากเกินไป เกินขอบเขตความสามารถที่นางจะจัดการไหว
นางเรียกเฉิงอิ่งมาตรงหน้า “ตลอดการเดินทางหลายวันนี้ครอบครัวนั้นช่วยพวกเรามาไม่น้อย ส่งคนไปคุ้มกันพวกเขาสักสองคน อย่าให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ทำร้ายพวกเขาได้”
.
.
.