หลังจากที่สามารถหลบหลีกหมาป่าเงามายามาได้อย่างหวุดหวิดด้วยไหวพริบและการสังเกตการณ์ เฉิน ฮ่าวหราน ก็ไม่ได้หยุดพักอยู่ ณ จุดนั้นนานนัก เขารู้ดีว่าเวลาหกชั่วยามสำหรับการทดสอบนั้นมีจำกัด และการหยุดนิ่งอยู่ในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัยเช่นนี้นานเกินไปอาจจะนำมาซึ่งอันตรายระลอกใหม่ได้ เขารีบเคลื่อนที่ต่อไปทันที โดยยังคงอาศัยแนวโขดหินและพุ่มไม้ในการอำพรางตัว พยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางหลักที่อาจจะมีผู้เข้าสอบคนอื่นหรืออสูรมายาตัวอื่นซุ่มซ่อนอยู่ หุบเขาเสียงสะท้อนแห่งนี้ยิ่งเดินทางลึกเข้ามาก็ยิ่งดูกว้างใหญ่และสลับซับซ้อนกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก เสียงสะท้อนที่ดังมาจากทิศทางต่างๆ ทำให้การระบุตำแหน่งของอันตรายหรือเป้าหมายที่แท้จริงทำได้ยากยิ่งขึ้น เขาต้องใช้สมาธิและความสามารถในการสังเกตการณ์อย่างเต็มที่ในทุกย่างก้าว
ขณะที่เขากำลังลัดเลาะไปตามแนวโขดหินที่ซับซ้อนและดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุดแห่งหนึ่ง เขาก็พลันได้ยินเสียงร้อง “โอ๊ย!” ดังขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ตามมาด้วยเสียงกิ่งไม้ที่หักดังเป๊าะแป๊ะ และเสียงของบางสิ่งที่ค่อนข้างหนัก ล้มลงดังตุ้บอยู่ทางเบื้องหน้าไม่ไกลนัก!
ฮ่าวหรานชะงักฝีเท้าลงในทันที สัญชาตญาณระวังภัยทำงานอย่างรวดเร็ว เขาซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งอย่างเงียบเชียบ เพ่งสมาธิไปทางต้นเสียงนั้นอย่างระมัดระวังที่สุด เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน แต่แล้ว เขาก็ต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ฟาง เจี๋ย เด็กหนุ่มร่างท้วมที่เขาเพิ่งจะได้ทำความรู้จักกันไปเมื่อสองวันก่อน กำลังนอนแผ่หราอยู่บนพื้นในสภาพที่ดูไม่จืดนัก แขนขาของเขาพันกันยุ่งเหยิงอยู่กับพุ่มไม้หนามชนิดหนึ่งซึ่งขึ้นอยู่ริมทาง ใบหน้ากลมๆ แดงก่ำไปด้วยความเ็ปและความอับอาย ดูเหมือนว่าเขาคงจะสะดุดเข้ากับรากไม้ที่โผล่ขึ้นมาบนพื้น แล้วเสียหลักล้มหน้าคะมำเข้าไปในพุ่มไม้หนามนั้นอย่างจัง
"สหายฟาง!? ท่านเป็อะไรไปหรือไม่?" ฮ่าวหรานตัดสินใจส่งเสียงเรียกออกไปเบาๆ เมื่อพิจารณาดูแล้วว่าไม่มีสัญญาณของอันตรายอื่นใดอยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้น
ฟาง เจี๋ย เงยหน้าขึ้นมาทันที ใบหน้ากลมๆ ที่แดงก่ำนั้นมีรอยขีดข่วนเล็กน้อยจากหนาม เมื่อเขาเห็นว่าเป็เฉิน ฮ่าวหราน เขาก็ยิ้มแห้งๆ ออกมาอย่างเขินอาย "สะ... สหายเฉิน! โชคดีจริงๆ ที่เจอท่าน! แฮะๆ พอดีข้ารีบเดินตามรอยเท้าคนอื่นมาหน่อย เลยไม่ทันได้มองทาง... ท่านพอจะช่วยข้าแกะหนามพวกนี้ออกไปทีได้หรือไม่? มันเกี่ยวเสื้อข้าแน่นไปหมดเลย"
ฮ่าวหรานเดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง เขาก้มลงช่วยแกะกิ่งไม้และหนามแหลมคมออกจากเสื้อผ้าและแขนขาของฟาง เจี๋ย อย่างเงียบๆ และใจเย็น เขาสังเกตเห็นว่าแม้แต่ในยามที่พยายามจะขยับตัวเพื่อช่วยให้เขาแกะหนามออกได้ง่ายขึ้น ฟาง เจี๋ย ก็ยังคงดูเงอะงะและซุ่มซ่ามอยู่บ้าง ทำให้ฮ่าวหรานเกือบจะโดนหนามเกี่ยวเอาเสียเองไปหลายครั้ง ช่างเป็สหายร่วมทางที่... ไม่เหมือนใครจริงๆ
"โอ๊ยๆ! ขอบคุณ์! ขอบคุณสหายเฉินมากจริงๆ!" ในที่สุด เมื่อหลุดออกมาจากพุ่มไม้หนามได้สำเร็จ ฟาง เจี๋ย ก็กล่าวขอบคุณอย่างจริงใจและโล่งอก ดวงตาที่เคยหวาดกลัวเป็ประกายขึ้นมาทันที "จริงสิ! สหายเฉิน! ในเมื่อพวกเราบังเอิญมาเจอกันแล้ว เราก็เดินทางไปด้วยกันเลยดีหรือไม่! อย่างที่เขาว่ากัน สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคนเก่งกาจ สุขุม และใจเย็นอย่างสหายเฉินคอยนำทาง ข้ารับรองได้เลยว่าจะพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้เป็ตัวถ่วงของท่านอย่างแน่นอน!" เขาพูดพลางตบอกรับรองตัวเองอย่างกระตือรือร้น
เฉิน ฮ่าวหราน รู้สึกหนักใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาลำบากใจที่จะต้องปฏิเสธน้ำใจของสหายใหม่ผู้นี้ แต่ในขณะเดียวกัน ความซุ่มซ่ามและความไม่ระมัดระวังตัวของฟาง เจี๋ย ก็อาจจะนำพาปัญหาหรือดึงดูดอันตรายมาให้พวกเขาได้ง่ายๆ แต่เมื่อเขามองเห็นแววตาที่ดูจริงใจและอาจจะมีความเหงาซ่อนอยู่เล็กน้อยของอีกฝ่าย ประกอบกับความคิดที่ว่า การมีเพื่อนร่วมทางอีกสักคน (แม้ว่าจะดูไม่น่าจะพึ่งพาได้ในด้านการต่อสู้หรือการวางแผนนักก็ตาม) ก็อาจจะดีกว่าการต้องเดินทางไปตามลำพังในหุบเขาที่เต็มไปด้วยอันตรายและไม่คุ้นเคยแห่งนี้ เขาก็พยักหน้าตกลงเบาๆ "ก็ได้ แต่ท่านต้องสัญญาก่อนว่าจะพยายามเคลื่อนไหวให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องทำตามที่ข้าบอกหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา"
"ได้เลย! วางใจได้เลย สหายเฉิน!" ฟาง เจี๋ย รับคำอย่างแข็งขันและกระตือรือร้นยิ่งกว่าเดิม
ทั้งสองจึงเริ่มออกเดินทางต่อไปด้วยกัน ฮ่าวหรานยังคงทำหน้าที่เป็ผู้นำทาง ลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ดูปลอดภัยและไม่เป็จุดสนใจมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนฟาง เจี๋ย ก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเดินตามหลังมาให้เงียบเชียบที่สุด... แต่ถึงกระนั้น ก็มักจะมีเสียงกิ่งไม้หักดังเป๊าะแป๊ะเบาๆ หรือเสียงหินก้อนเล็กๆ ที่เขาสะดุดกลิ้งหล่นลงไปตามทางลาดดังตามมาเป็ระยะๆ อยู่เสมอ ทำให้ฮ่าวหรานต้องเหลียวกลับไปมองด้วยสายตาปรามๆ อยู่หลายครั้งหลายครา
พวกเขาเดินทางต่อมาได้อีกระยะหนึ่ง ก็มาถึงบริเวณที่เป็ช่องทางเดินแคบๆ ซึ่งขนาบด้วยหน้าผาสูงชันทั้งสองด้าน ช่องทางนี้ดูเหมือนจะเป็ทางลัดที่สามารถทะลุผ่านไปยังอีกฝั่งหนึ่งของหุบเขาได้เร็วกว่าการเดินอ้อมไปตามเส้นทางปกติ แต่ทว่า ณ ปากทางเข้านั้น กลับมีร่างของชายหนุ่มสามคนยืนขวางทางอยู่ พวกเขาสวมอาภรณ์สีน้ำตาลเข้มปักสัญลักษณ์รูปเหยี่ยวอัคคีที่อกเสื้อ บ่งบอกว่ามาจากสำนักเหยี่ยวอัคคี ซึ่งเป็สำนักฝึกยุทธ์ขนาดกลางที่มีชื่อเสียงในด้านความแข็งกร้าวและไม่ค่อยเป็มิตรกับผู้อื่นนัก ท่าทางของพวกเขาทั้งสามดูแข็งกร้าวและไม่เป็มิตรอย่างยิ่ง
"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ!" ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าสุดะโขึ้นเสียงดังเมื่อเห็นฮ่าวหรานและฟาง เจี๋ย กำลังเดินเข้ามาใกล้ "ทางนี้พวกข้าทั้งสามคนจากสำนักเหยี่ยวอัคคีพบก่อนและกำลังจะเข้าไปสำรวจ พวกเ้าสองคนจงไสหัวไปใช้ทางอื่นเสีย!" น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความดุดันและการข่มขู่
ฟาง เจี๋ย หน้าเสียลงเล็กน้อยทันที เขารีบกระซิบกระซาบกับฮ่าวหราน "แย่ล่ะสิ สหายเฉิน พวกนี้มาจากสำนักเหยี่ยวอัคคี ข้าเคยได้ยินมาว่าพวกศิษย์สำนักนี้ชอบหาเื่คนอื่นและไม่ค่อยมีเหตุผลเสียด้วย"
เฉิน ฮ่าวหราน ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาสังเกตการณ์กลุ่มชายทั้งสามอย่างรวดเร็ว พวกเขาทั้งสามคนมีพลังงานอยู่ในระดับชำระกายา่ปลาย ซึ่งแม้จะต่ำกว่าเขา แต่การเข้าปะทะโดยตรงกับคนสามคนในทางแคบเช่นนี้ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด เขาเหลือบมองไปรอบๆ ตัวอย่างรวดเร็ว ช่องทางนี้แคบก็จริง แต่ผนังผาด้านหนึ่งนั้นดูเหมือนจะมีรอยแตกและชะง่อนผาเล็กๆ ที่พอจะใช้ปีนป่ายขึ้นไปได้ในระยะสั้นๆ ส่วนหน้าผาอีกด้านหนึ่งที่อยู่เหนือศีรษะของกลุ่มชายทั้งสามคนนั้น มีกองกรวดและดินทรายขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะวางซ้อนกันอย่างิ่เหม่และไม่มั่นคงนักกองอยู่ 'เสียงสะท้อน... กองหินที่ไม่มั่นคง...' ความคิดอย่างหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในใจ เขารีบหันไปกระซิบแผนการคร่าวๆ กับฟาง เจี๋ย อย่างรวดเร็ว "สหายฟาง ท่านเห็นกองกรวดที่อยู่บนหน้าผาเหนือหัวพวกนั้นหรือไม่? ท่านลองหาก้อนหินขนาดพอเหมาะๆ เตรียมไว้ พอข้าให้สัญญาณ ท่านจงปามันออกไปที่กองกรวดนั้นให้เกิดเสียงดังที่สุดเท่าที่จะทำได้! ดึงความสนใจพวกมันไปทางนั้น แล้วรีบหาที่หลบซ่อนตัวซะ!"
"ทะ...ทำไมหรือสหายเฉิน? แล้วเราจะผ่านไปได้อย่างไร?" ฟาง เจี๋ย ถามอย่างไม่เข้าใจในแผนการ แต่ก็ยังคงก้มลงหยิบก้อนหินขนาดพอเหมาะขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างงงๆ
ฮ่าวหรานไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับก้าวเท้าออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มชายทั้งสามคนนั้นโดยตรง "ท่านพี่ทั้งสาม พวกข้าทั้งสองเพียงแค่้าจะขอผ่านทางไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาจะมารบกวนหรือแย่งชิงสิ่งใด..." เขาพยายามพูดจาถ่วงเวลาไว้ก่อน
"ขอผ่านทางรึ? เหอะ! ฝันไปเถอะ!" ชายคนหนึ่งในกลุ่มหัวเราะเยาะออกมาอย่างดูถูก มันกำลังจะก้าวเท้าเข้ามาหาเื่
"ตอนนี้แหละ สหายฟาง! ปาหิน!" ฮ่าวหรานะโขึ้นสุดเสียง พร้อมกับดีดตัวถอยหลังออกมาเล็กน้อยเพื่อเตรียมพร้อม!
ฟาง เจี๋ย ที่กำลังยืนประหม่าอยู่ พอได้ยินเสียงะโสั่งก็ใ! เขารีบเงื้อมือขึ้นแล้วปาหินก้อนใหญ่ในมือออกไปสุดแรงด้วยความลนลาน! แต่ด้วยความรีบร้อนและความซุ่มซ่ามตามธรรมชาติของเขา หินก้อนนั้นแทนที่จะลอยไปกระทบกับผนังผาเปล่าๆ เพื่อสร้างเสียงดังตามแผน มันกลับ พุ่งตรงเข้าใส่กองกรวดและดินทรายที่ไม่มั่นคงนั้นอย่างแม่นยำพอดี!
ครืนนน! ซ่าาาาาาา!
ก้อนหินที่ฟางเจี๋ยปาไปกระทบเข้าอย่างจัง ทำให้กองกรวดและดินทรายขนาดใหญ่ที่วางซ้อนกันอย่างิ่เหม่บนชะง่อนผานั้นเสียสมดุลในทันที! มันพังทลายครืนลงมาเป็ทางยาว! แม้จะไม่ได้หล่นลงมาทับกลุ่มชายทั้งสามคนโดยตรง แต่เศษหิน ดินทราย และฝุ่นผงจำนวนมากก็ถล่มลงมาขวางทางเบื้องหน้าและรอบๆ ตัวพวกเขาอย่างน่าหวาดเสียว!
"ระวัง!" / "ผู้ใดกันบังอาจลอบโจมตี!?" ชายทั้งสามคนจากสำนักเหยี่ยวอัคคีใสุดขีด! พวกเขารีบถอยหลังและยกแขนขึ้นป้องกันตัวจากเศษหินที่กำลังร่วงหล่นลงมาตามสัญชาตญาณ! สมาธิและความสนใจทั้งหมดของพวกเขาพุ่งตรงไปยังอันตรายที่มาจากเบื้องบนในทันที!
อาศัยจังหวะแห่งความโกลาหลและสับสนนี้เอง!
"สหายฟาง! ตามข้ามาเร็ว!" ฮ่าวหรานะโบอกฟาง เจี๋ย อีกครั้ง ก่อนที่ตัวเขาเองจะพุ่งทะยานไปยังผนังผาอีกด้านหนึ่งที่มีรอยแตกและชะง่อนผาเล็กๆ อยู่! เขาใช้พลังกายในระดับก่อลมปราณและความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ระลึกถึงหลักการเคลื่อนไหวและการทรงตัวที่เขาเคยสังเกตเห็นจากเพลงดาบวายุเมฆา! เขามิได้ใช้พลังออร่าหรือพลังสายฟ้าใดๆ ออกมาให้เห็น หากแต่ใช้ ความเข้าใจในหลักการทรงตัว และ การใช้แรงส่งจากข้อมือข้อเท้า อย่างชาญฉลาด! ปีนป่ายขึ้นไปบนชะง่อนผาเล็กๆ เ่าั้ได้อย่างรวดเร็วราวกับลิงลม! เคลื่อนที่ข้ามผ่านบริเวณที่ถูกปิดกั้นนั้นไปเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนจะะโลงสู่พื้นทางเดินอีกฟากหนึ่งของช่องทางแคบนั้นได้อย่างนุ่มนวลและปลอดภัย!
ฟาง เจี๋ย เห็นฮ่าวหรานปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็วก็ใในความสามารถ แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียก เขาก็ตั้งสติได้ เขารู้ตัวดีว่าตนเองไม่มีทางปีนป่ายตามขึ้นไปได้อย่างแน่นอน แต่เขาก็เหลือบไปเห็นช่องว่างด้านล่างที่กลุ่มชายทั้งสามคนเปิดออกโดยไม่ได้ตั้งใจขณะที่กำลังหลบเศษหินอยู่ เขาจึงตัดสินใจในเสี้ยววินาที มุดตัวลงต่ำ กลิ้งหลุนๆ ผ่านช่องว่างแคบๆ นั้นไปอย่างทุลักทุเล!
"เฮ้ย! นั่นมันพวกนั้นนี่! พวกมันหนีไปทางนั้นแล้ว!" หนึ่งในสามคนจากสำนักเหยี่ยวอัคคีะโขึ้นเมื่อเห็นฮ่าวหรานะโลงมาและเห็นฟาง เจี๋ย กำลังกลิ้งผ่านช่องว่างไป! "รีบตามไปจับพวกมันเร็ว!"
แต่ก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว!
ฮ่าวหรานที่เพิ่งลงมายืนบนพื้น รีบคว้าแขนของฟาง เจี๋ย ที่เพิ่งจะลุกขึ้นยืนได้อย่างทุลักทุเล ดึงให้วิ่งต่อไปข้างหน้าทันที ทั้งสองคนเร่งฝีเท้าวิ่งหายลับเข้าไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวเบื้องหน้า ทิ้งให้กลุ่มชายจากสำนักเหยี่ยวอัคคียืนหัวเสียและสบถด่าทออยู่กับกองฝุ่นและเศษหินที่ขวางทางอยู่เื้ั
หลังจากวิ่งหนีออกมาได้ระยะหนึ่งจนแน่ใจว่าปลอดภัยและทิ้งห่างออกมาไกลพอสมควรแล้ว ทั้งสองคนก็หยุดพักหอบหายใจอยู่หลังโขดหินใหญ่ก้อนหนึ่ง
"สะ..สุดยอด! สุดยอดไปเลยจริงๆ สหายเฉิน!" ฟาง เจี๋ย กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นระคนเหนื่อยหอบ "ท่าน... ท่านปีนหน้าผาได้ด้วยหรือนี่! สุดยอดจริงๆ! เอ่อ... แล้วก็... ต้องขอโทษทีนะสหายเฉิน ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปาหินไปโดนกองกรวดนั่นเลย ข้าแค่ใและตื่นเต้นไปหน่อยเท่านั้นเอง... ข้าใจหายแวบเลยตอนที่เห็นมันถล่มลงมา นึกว่าแผนของท่านจะพลาดเสียแล้ว!"
ฮ่าวหรานส่ายหน้าเบาๆ มองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าที่ยังคงทอดยาวต่อไป "ไม่เป็ไรหรอก... อย่างน้อยพวกเราก็ผ่านมาได้แล้ว" เขากล่าว พลางลอบมองไปยังสหายร่วมทางจำเป็คนนี้ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนระคนขบขัน 'การเดินทางร่วมกับฟาง เจี๋ย คนนี้ ดูท่าว่าจะเต็มไปด้วยเื่ราวที่ไม่คาดฝันและคาดเดาไม่ได้จริงๆ เสียแล้วกระมัง...'
พวกเขาพักอยู่ตรงนั้นเพียงครู่หนึ่งเพื่อปรับลมหายใจ ก่อนจะเริ่มออกเดินทางต่อไปยังส่วนลึกของหุบเขาเสียงสะท้อน ที่ซึ่งยังคงมีบททดสอบและภยันตรายที่แท้จริงรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า...
(จบตอนที่ 24)