กู้ชิงเฉิงพยักหน้าเล็กน้อยท่าทางเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง “หยวนจิ่วพูดถูกแล้ว”
คำกล่าวนี้แทบทำให้โม่อวี้เฉินกระอักเลือดออกมาฟังจากน้ำเสียงของนางแล้ว กู้ชิงเฉิงก็คิดกับเขาเช่นนั้นหรือ?
หัวใจของเขารู้สึกเย็นเยียบไปครึ่งหนึ่งเขามันแย่ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
กู้จิ่งเซวียนเบิกตากว้างพลางกอดขาของกู้ชิงเฉิง“ท่านแม่ เป็นเช่นนั้นจริงหรือขอรับ? ถ้าเช่นนั้นท่านพ่อผู้นี้ก็น่ากลัวเกินไปแล้ว”หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาก็ไม่ต้องการท่านพ่อผู้นี้แล้ว
โม่อวี้เฉินถือหม้อยาไว้ในมือข้างหนึ่งแล้วใช้มืออีกข้างอุ้มกู้จิ่งเซวียนขึ้นมา “นั่นเป็นเพราะหยวนจิ่วกำลังอิจฉาข้าต่างหาก”
โม่อวี้เฉินไม่ชอบหยวนจิ่วนานแล้วเป็นเพราะกู้ชิงเฉิงใจดีกับหยวนจิ่วมากจนทำให้เขาไม่พอใจและคิดอยากจะกำจัดหยวนจิ่วให้พ้นทางไปเสียที
“แต่ข้าว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น” กู้จิ่งเซวียนเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วมองไปยังโม่อวี้เฉิน
“จะไม่ใช่ได้อย่างไร? ย่อมเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน”โม่อวี้เฉินหรี่ตาลง “เขากำลังอิจฉาที่ข้าเป็นพ่อของเจ้าและเป็นสามีของแม่เจ้าต่างหาก”
“แต่... ท่านไม่ใช่สามีของท่านแม่ เป็นเพียงเป้าหมายที่ถูกเลือกเท่านั้น”กู้จิ่งเซวียนแทรกขึ้นมาก่อนที่กู้ชิงเฉิงจะกล่าวขัดจังหวะ “สตรีที่งดงามเฉลียวฉลาด มีทั้งเงินทั้งอำนาจอย่างท่านแม่ของข้าจะแขวนคออยู่กับต้นไม้ต้นเดียวไม่ได้หรอก การเสียสละป่าทั้งป่าเพื่อต้นไม้ต้นเดียว[1] นั่นไม่ใช่นิสัยของท่านแม่ของข้าเป็นแน่”
“คำพูดนี้ช่างถูกใจแม่ยิ่งนัก” กู้ชิงเฉิงพยักหน้าในยามนี้ไม่ว่าจะมองอย่างไร กู้จิ่งเซวียนก็เป็นบุตรชายแท้ๆ ของนาง
“ป่าทั้งป่างั้นรึ” โม่อวี้เฉินทวนคำซ้ำพลางคิดตามเขาสามารถเข้าใจความหมายในคำพูดของกู้จิ่งเซวียนได้จากนั้นเขาก็เงยหน้ามองกู้ชิงเฉิง เว้นเสียแต่ดวงตาคู่นั้นแล้วส่วนอื่นของนางก็ไม่อาจเข้าคู่กับคำว่าความงามได้เลย
ทว่ากู้จิ่งเซวียนกล่าวได้ถูกต้องนางฉลาดปราดเปรื่อง มีทั้งเงินทั้งอำนาจ ทั้งยังมีวิชาการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมกู้ชิงเฉิงผู้นี้ดุจดั่งแสงเรืองรองที่เจิดจ้า ไม่ว่าจะไปที่ใดล้วนดึงดูดสายตาผู้คนนับหมื่น แต่สตรีของเขา จะมีได้เพียงต้นไม้ต้นเดียวเท่านั้นและเขาจะโค่นล้มป่าทั้งป่าลงให้หมด!
“ใช่แล้วขอรับ” กู้จิ่งเซวียนไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านรอบกายเขายังคงพูดต่อไป “ดังนั้นข้าต้องหาป่าทั้งป่าให้ท่านแม่เสียก่อน!”
เขาจะมองหาเหล่าอ๋องและขุนนางผู้มีชื่อเสียงในใต้หล้ารวมถึงเหล่าบัณฑิตหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ เขาจำเป็นต้องเป็นด่านแรกที่คัดกรองให้ดีเมื่อผ่านเกณฑ์แล้ว จึงจะให้กู้ชิงเฉิงเป็นผู้เลือก
“กว่าจะหาป่าทั้งป่าได้ แม่ของเจ้าก็คงแก่ชราแล้วไม่ใช่หรือ” โม่อวี้เฉินระงับความโกรธของตนเองเขาจะแสดงความไม่พอใจต่อภรรยาและบุตรชายไม่ได้ เขาต้องอดทน... ต้องอดทนให้ได้!
“ท่านแม่บอกว่า นางยังอยู่ในวัยสาวเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิตขอรับ” กู้จิ่งเซวียนกล่าวอย่างจริงจัง “อีกทั้งยังหาป่าทั้งป่าได้ง่ายดายจะรอไปถึงตอนที่ท่านแม่แก่ชราได้อย่างไร ดูสิขอรับ ตอนนี้มีท่านอาหยวนจิ่วมีท่านพี่เกอจวิ้น มีท่านน้าสวีอั้น มีท่านอาเนี่ยชิงเฟิง…”
กู้จิ่งเซวียนนับนิ้วเล็กๆไปเรื่อยๆ ราวกับกำลังนับของล้ำค่าที่ตนเองมีอยู่ไม่นานเขาก็เอ่ยชื่อของบุคคลสำคัญผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพออกมาได้กว่าสิบคนรวมถึงเหล่าบัณฑิตหน้าใหม่ในราชสำนักอีกด้วย
สิ่งนี้ทำให้โม่อวี้เฉินรู้สึกไม่สบายใจนักนี่มันป่าทั้งป่าจริงๆ บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่เขาเองก็รู้จักและบางคนก็มีความสัมพันธ์อันดีด้วยทว่าบุคคลเหล่านี้กลับถูกบุตรชายสุดที่รักของเขาเล็งเอาไว้ทั้งหมดแล้วเพียงเพื่อจะเลือกต้นไม้เอียง [2] ให้ภรรยาของเขาไม่ว่าจะมองอย่างไร เขาก็รู้สึกว่าคนพวกนั้นเป็นต้นไม้เอียงทั้งนั้น
กู้ชิงเฉิงอยากจะหายตัวไปจากตรงนั้นเสียจริงนางไม่คาดคิดว่ากู้จิ่งเซวียนจะยกชื่อลูกน้องของนางมากล่าวอ้างเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกพูดไม่ออก ทว่านางก็พยายามรักษาความสงบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา
แม้คำกล่าวของกู้จิ่งเซวียนจะดูไร้ยางอายไปบ้างแต่นางคิดว่าวิธีนี้อาจจะทำให้โม่อวี้เฉินตกใจจนถอยทัพไปได้ นับว่าเป็นเรื่องที่ดี
“วางใจเถิด พ่อของเจ้าจะฟันต้นไม้คอเอียงพวกนั้นให้หมด” โม่อวี้เฉินกำหม้อยาแน่นพลางกัดฟันพูดทีละคำอันที่จริงเขาใกล้จะระเบิดโทสะออกมาแล้ว แต่ก็ต้องอดทนไว้อย่างสุดกำลัง
“เอ๊ะ” กู้จิ่งเซวียนตกใจเล็กน้อยเขาไม่คิดว่าโม่อวี้เฉินจะพูดคำเช่นนี้ออกมา
“องค์รัชทายาทคงจะเข้าใจผิดไปเสียแล้วกระมังเรื่องของนายหญิงไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับท่านแม้แต่น้อย” หยวนจิ่วที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ด้านข้างตั้งแต่เมื่อใดยามนี้เขาแค่นเสียงเหยียดหยันออกมา
เขารู้สึกไม่พอใจโม่อวี้เฉินเป็นอย่างมากเขารู้ดีว่ากู้ชิงเฉิงตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ต้องเผชิญกับสิ่งใดมาบ้างภายในใจเขารู้สึกสงสารนายหญิงอยู่เสมอ
ในความเห็นของเขาไม่ว่าโม่อวี้เฉินในตอนนี้จะแสดงออกได้ดีเพียงใดก็ไม่อาจลบล้างความผิดที่เคยกระทำลงไปในครานั้นได้
หากไม่ใช่เพราะเขากู้ชิงเฉิงจะถูกคนชั่วทำร้ายจนเกือบจะสิ้นใจในกองเพลิงได้อย่างไร อีกทั้งในตอนนั้นใบหน้าของกู้ชิงเฉิงยังถูกทำลายจนเสียโฉมไปทั้งใบหน้า
“เจ้าเป็นผู้ใดกัน!” แม้โม่อวี้เฉินจะอดทนไม่แสดงความโกรธต่อหน้ากู้ชิงเฉิงและกู้จิ่งเซวียนได้แต่กับหยวนจิ่วเขาย่อมไม่ไว้หน้าในตอนนี้ใบหน้าของเขาปกคลุมไปด้วยความเยียบเย็นดุจหิมะ
กู้จิ่งเซวียนเองก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นแผ่ซ่านมาเป็นระลอกเขาจึงเงยหน้ามองโม่อวี้เฉินโดยสัญชาตญาณ
เมื่อคิดถึงคราแรกที่โม่อวี้เฉินมายังอันหยวนถังเพื่อรักษาพิษเหมันต์เขาก็มีท่าทางเช่นนี้เช่นกัน ทำให้ผู้คนต้องถอยร่นออกไปห่างไกลเพราะรู้สึกหวาดหวั่น
หยวนจิ่วไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยเขาแค่นเสียงเย็นชาออกมาเช่นกัน “แล้วท่านเล่าเป็นผู้ใดกัน?”
อย่างน้อยหยวนจิ่วผู้นี้ก็ถือเป็นคนของกู้ชิงเฉิง และคอยจัดการธุระให้แก่นางส่วนโม่อวี้เฉินนั้นเป็นเพียงอดีตที่ผ่านไปแล้วเท่านั้น แม้เขาจะยืนอยู่ตรงนี้แต่ก็ไม่ได้มีสถานะใดๆ เลย
“พอแล้ว พวกท่านอย่าทะเลาะกันเลย!” กู้จิ่งเซวียนอดไม่ได้ที่จะตะโกนเสียงดัง“พวกท่านล้วนเป็นป่าไม้ของท่านแม่ข้าอยากให้พวกท่านปรองดองกันมากกว่าขอรับ” ในขณะเดียวกันเด็กน้อยก็พยายามดิ้นออกจากอ้อมแขนของโม่อวี้เฉินแต่โม่อวี้เฉินกลับกอดเขาไว้แน่นยิ่งขึ้น
กู้ชิงเฉิงมองโม่อวี้เฉินแล้วหันไปมองหยวนจิ่ว “พวกท่านทั้งสองคนไม่ได้มีความจำเป็นต้องทะเลาะกันเลยคนหนึ่งเป็นคนของข้าส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็นเพียงคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรก็เท่านั้น” จากนั้นกู้ชิงเฉิงจึงรับหม้อยามาถือไว้ อุ้มกู้จิ่งเซวียนขึ้นแล้วก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงแค่เงาร่างเบื้องหลังให้คนทั้งสองเท่านั้น
“เหตุใดข้าจึงเป็นคนนอกกัน!” โม่อวี้เฉินกล่าวอย่างฉุนเฉียว
“หากไม่ใช่เพราะเจ้า นายหญิงจะติดอยู่ในเปลวเพลิงจนใบหน้าเสียโฉมได้อย่างไร?หากไม่ใช่เพราะเจ้า นายหญิงกับคุณชายน้อยจะร่อนเร่ไปทั่วจนต้องเผชิญความลำบากเพียงลำพังได้อย่างไร? นายหญิงที่เจ้าเห็นในตอนนี้งดงามไร้ที่ติแต่เจ้ารู้หรือไม่ว่านางต้องก้าวเดินมาถึงวันนี้ได้อย่างไร? เจ้าจะมาปรากฏตัวแล้วพาตัวนายหญิงกับคุณชายน้อยกลับตำหนักบูรพาง่ายๆได้อย่างไรกัน!” หยวนจิ่วกล่าวอย่างไม่พอใจ
แม้ว่าเขาจะโลดแล่นในยุทธภพไม่เคยเกี่ยวข้องกับราชสำนัก แต่เขาก็ยังรู้จักโม่อวี้เฉินเป็นอย่างดีคนผู้นี้ทั้งโหดเหี้ยมอำมหิต เจ้าเล่ห์ และทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ในครานั้นโม่อวี้เฉินไม่ได้สนใจกู้ชิงเฉิงเลยแม้แต่น้อยแต่ในตอนนี้กลับแสดงท่าทีรักใคร่ลึกซึ้ง ใครจะเชื่อกัน?ดังนั้น ในความเห็นของหยวนจิ่วโม่อวี้เฉินผู้นี้คงจะมาเพราะอำนาจในมือกู้ชิงเฉิงเป็นแน่เขาจะไม่ยอมให้แผนการชั่วร้ายของโม่อวี้เฉินสำเร็จเป็นอันขาด
“เรื่องระหว่างข้ากับชิงเฉิง ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใดเข้ามาแทรกแซง!” โม่อวี้เฉินย่อมรู้ดีว่าสองแม่ลูกคู่นี้ต้องผ่านความทุกข์ระทมมามากเพียงใด
เมื่อหวนรำลึกถึงครานั้นตระกูลไป๋กับตระกูลกู้ก็ทั้งรักใคร่และทะนุถนอมนางยิ่งนักแม้นางจะหนีรอดจากกองเพลิงมาได้ แต่ก็ต้องเลี้ยงดูลูกน้อยเพียงคนเดียว…เมื่อคิดได้ดังนั้น โม่อวี้เฉินรู้สึกเจ็บปวดใจไม่น้อย
ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงเขาก็สามารถจินตนาการได้ว่ากู้ชิงเฉิงต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานมามากเพียงใดแต่ทว่าในตอนนี้ ทั้งอันหยวนถัง สวนหรูอี้ หอปรุงโอสถสวรรค์แต่ละแห่งล้วนยืนหยัดครอบครองอำนาจอยู่ฝ่ายหนึ่งในยุทธภพทั้งยังไม่มีผู้ใดกล้าหาเรื่อง
ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงห้าปีเท่านั้น…
ในอดีตกู้ชิงเฉิงถูกตระกูลกู้และตระกูลไป๋ตามใจจนเสียนิสัย ไม่เอาการเอางานไม่รู้เรื่องที่สตรีควรรู้ แต่กลับรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้ไปเสียหมดนางกลายเป็นคุณหนูจอมอันธพาล แต่นางก็มีเงินทองให้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยนางไม่จำเป็นต้องพยายามชีวิตและไม่จำเป็นต้องลำบาก
ในตอนนั้นหากนางปรารถนาดาวบนฟ้า ตระกูลไป๋และตระกูลกู้ก็จะหาทางไปเด็ดมาให้นางทว่าต่อหน้าโม่อวี้เฉิน นางกลับต้องพบกับความล้มเหลว
แม้ว่านางจะกุมอำนาจของตระกูลไป๋และตระกูลกู้ไว้ในมือแต่องค์รัชทายาทโม่อวี้เฉินกลับไม่เคยคิดที่จะเข้าหานางไม่เคยแม้แต่จะพูดคุยกับนาง
แม้ตระกูลไป๋ถึงขั้นไปทูลขอพระราชโองการสมรสจากฮ่องเต้แต่โม่อวี้เฉินก็ยังกล้าขัดพระราชโองการ เพื่อที่จะไม่ต้องอภิเษกกับกู้ชิงเฉิง
สุดท้ายก็เป็นกู้ชิงเฉิงเองที่ใช้เล่ห์เพทุบายชั้นต่ำยอมให้เกิดการตั้งครรภ์ก่อนอภิเษก นางจึงสามารถแต่งเข้าตำหนักบูรพาได้อย่างราบรื่น
“ข้าจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปแน่!” หยวนจิ่วเอ่ยอย่างเย็นชาเขาไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
“รนหาที่ตาย!” โม่อวี้เฉินแค่นเสียงเย็น
ไม่นานทั้งสองก็เริ่มปะทะกัน
เชิงอรรถ
[1]มาจากสำนวน อย่าไปผูกคอตายอยู่บนต้นไม้ต้นเดียว จนทอดทิ้งทั้งผืนป่า(不要在一颗树上吊死,而放弃一阵片森林)หมายถึงอย่ายึดติดอยู่กับสิ่งเดียวจนละทิ้งโอกาสและสิ่งที่มีค่ามากมายรอบตัว
[2]ต้นไม้เอียง (歪脖树) เป็นสำนวนการเปรียบเทียบหมายถึง คนที่มีนิสัยหรือการกระทำที่ไม่ตรงไปตรงมา