คางุยะเมื่อได้รู้ว่าสึบากินั้นได้รับงานเสริมชั่วคราวไปเป็นมิโกะในศาลเจ้าที่จะต้องขึ้นแสดงร่ายรำบวงสรวงบูชาเทพในค่ำคืนนี้ก็ตกใจมาก เธอจึงรีบเดินทางไปยังศาลเจ้าโอยามะซุมิที่จังหวัดเอฮิเมะ พร้อมกับเก็นโซอุสึกิ ภูติพิทักษ์กระต่ายเบญจธาตุ อันเป็นภูติพิทักษ์ประจำกายทั้ง 5 ตนของเธอ เพื่อที่จะห้ามสึบากิเอาไว้
เมื่อได้เดินทางมาถึงที่เกาะโอมิชิมะ ทุกอย่างก็เหมือนว่าจะสายเกินไป เพราะคางุยะได้มาเห็นพญาจิ้งจอก 9 หางที่มีร่างสีเหลืองทอง และมีขนาดใหญ่เท่ากับช้างนั้นกำลังยืน 4 ขาอยู่บนหลังคาของตัวศาลเจ้าโอยามะซุมิ พร้อมกับได้ยินเสียงกู่ร้องคำรามของพญาจิ้งจอก 9 หางที่ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณศาลเจ้า ที่อยู่ในท่ามกลางแสงจันทราสีแดงเลือดในคืนวันเพ็ญที่ส่องสว่างลงมายังเบื้องล่างทั่วสารทิศ
คางุยะที่กำลังยืนอยู่บนเมฆลอยฟ้าที่เธอได้ทำการเสกขึ้นด้วยพลังเวทย์ของเธอนั้น จึงรีบมุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าโอยามะซุมิทันที พร้อมกับเก็นโซอุสึกิ ซึ่งเป็นภูติพิทักษ์ประจำกายทั้ง 5 ตน
เมื่อได้มาถึงที่ตรงบริเวณทางยาวที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าออกของศาลเจ้า ซึ่งอยู่ด้านในสุดหลังต้นไม้ใหญ่ที่หน้าบันได ก็จะพบว่าที่บริเวณตรงนั้นเต็มไปด้วยร่างไร่วิญญาณของเหล่าบรรดาแขกผู้มาร่วมงานพิธีบวงสรวงบูชาเทพ ซึ่งนอนกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณตรงนั้น พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่ไหลออกมาจากทางช่องปากและจมูกของพวกเขาที่ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนแทบจะรู้สึกอึดอัดและสะอิดสะเอียนในเวลาเดียวกัน มีเปลวไฟอันร้อนระอุที่ลุกไหม้แทบจะหลายๆ จุดทั่วทั้งบริเวณราวกับขุมนรกบนดิน
เมื่อได้เห็นพญาจิ้งจอก 9 หางกระโดดเข้ามาขวางหน้าสองพ่อลูกในตระกูลฟูจิเอดะที่ยังเหลือรอดอย่างทาดาชิกับมิเนโกะ ซึ่งกำลังวิ่งหนีออกไปจากบริเวณตรงนั้นพร้อมกับคินซากิ ผู้เป็นมือขวาของมิเนโกะเอาไว้ และกำลังจะพ่นลูกไฟที่มีขนาดใหญ่โจมตีใส่พวกเขา
“คุราโมจิ อิริสึกุริ อาเบะ โอโทโมะ อิโซโนะกามิ ช่วยทีนะ”
คางุยะจึงรีบไหว้วานให้เก็นโซอุสึกิ ภูติพิทักษ์กระต่ายเบญจธาตุทั้ง 5 ตนช่วยปกป้องชีวิตของพวกเขาเอาไว้ ก่อนที่ตัวเธอนั้นจะค่อยๆ ร่อนตัวลงที่ตรงบริเวณต้นไม้ใหญ่ที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าออกของศาลเจ้าที่อยู่ด้านในสุด และค่อยๆ เดินฝ่ากองเพลิงอันร้อนระอุเข้าไปหาพญาจิ้งจอก 9 หางอย่างใจเย็น โดยไม่มีสีหน้าที่แสดงออกถึงความรู้สึกหวาดกลัวเลยซักนิด
จนในตอนนี้ คางุยะได้มาอยู่ที่ตรงหน้าพญาจิ้งจอก 9 หาง พร้อมกับถือคฑาพระจันทร์เสี้ยวกึ่งดาบเรเปียร์ไว้ที่มือเรียวงามข้างซ้าย และถือมีดบินแห่งจันทรมนตราทั้ง 4 เล่มที่มีขนาดยาวไว้ที่มือเรียวงามข้างขวา เธออยู่ในคราบของเด็กสาวมัธยมปลายลูกคุณหนูไฮโซที่อยู่ในชุดนักเรียนกะลาสีแขนยาวโทนสีน้ำเงินล้วนตัดกับเส้นขอบสีขาว ผูกด้วยโบว์สีแดง สวมใส่ถุงน่องกางเกงสีดำสนิท และรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้ม
“เดี๋ยวตรงนี้หนูจะรับมือไว้เอง พวกคุณรีบหนีกันไปก่อนเถอะค่ะ”
“รีบไปกันเถอะครับ”
คินซากิรีบพาสองพ่อลูกทาดาชิกับมิเนโกะหนีออกไปจากบริเวณตรงนั้น ก่อนที่เขาจะรีบพาไปขึ้นรถตู้ VIP สีดำสนิทที่ได้จอดเตรียมไว้ที่ริมถนนตรงบริเวณหน้าซุ้มประตูที่อยู่ด้านหน้าสุด และสั่งให้ลูกน้องที่นั่งอยู่เบาะคนขับรีบขับรถตู้หนีออกไปจากบริเวณตรงนั้นโดยเร็ว
ณ บริเวณทางยาวที่อยู่ในท่ามกลางเปลวไฟอันร้อนระอุดั่งนรกอเวจีที่ลุกโชนออกมาแทบจะทั้งบริเวณตรงนั้น พญาจิ้งจอก 9 หางนั้นรีบพุ่งเข้าไปโจมตีใส่ด้วยความเร็วสูง แต่คางุยะก็สามารถป้องกันการจู่โจมของอีกฝ่ายด้วยแผงอาคมป้องกันที่เกิดจากคฑาพระจันทร์เสี้ยวได้อย่างท่วงทัน จนทำให้พญาจิ้งจอก 9 หางนั้นถึงกับกระเด็นออกมา แต่มันก็ยังสามารถหมุนตีลังกาได้ทันก่อนที่ร่างของมันจะทรุดล้มลงที่พื้น
พญาจิ้งจอก 9 หางนั้นรีบพ่นลูกไฟที่มีขนาดใหญ่ออกมาโจมตีใส่คู่ต่อสู้ แต่คางุยะก็รีบทำการร่ายเวทย์ยิงเปลวไฟออกจากคฑาเวทย์พระจันทร์เสี้ยวต้านทานกับลูกไฟของมัน จนเกิดแรงระเบิดขึ้นแผ่กระจายออกเป็นวงกว้าง พร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ
ส่วนทางด้านคางุยะนั้น ก็รีบขว้างมีดบินแห่งจันทรมนตราที่มีขนาดยาวทั้ง 16 เล่มไปยังคู่ต่อสู้ และทำการควบคุมทิศทางของมีดบินขนาดยาวเหล่านั้นให้ปักเข้าที่ตามลำตัว และขาทั้ง 4 ขาของมันด้วยพลังเวทย์ของเธอ เพื่อหยุดการเคลื่อนที่ของมันเอาไว้ จากนั้น คางุยะก็เริ่มทำการร่ายเวทย์พลางถือคฑาพระจันทร์เสี้ยวเอาไว้ด้วยมือเรียวงามทั้งสองข้างในลักษณะแนวตั้ง โดยมือทั้งสองข้างนั้นจะถือห่างกันประมาณศอก
“ด้วยสายโลหิตแห่งธิดาเลือดผสม ข้าขอให้พลังอำนาจแห่งจันทร์เทวีผู้เป็นพระมารดร จงเข้ามาสิงสถิตและไหลเวียนในกายข้า เหล่าดวงจิตแห่งมารปีศาจและอสูรทั้งหลาย จงดับสลายอยู่ตรงหน้าข้าซะ”
หลังจากที่ร่ายเวทย์จนจบ ก็ได้เกิดเสียงฟ้าผ่าขึ้นพร้อมกับแสงฟ้าแลบที่ปรากฎขึ้นบนท้องฟ้า เสียงของมันนั้นดังสนั่นกึกก้องแทบจะทั่วสารทิศ
“ระบำอัสนี...สายฟ้าฟาด”
และทันใดนั้น ก็เกิดฟ้าผ่าใส่ร่างพญาจิ้งจอก 9 หางเข้าอย่างจัง โดยมีมีดบีนแห่งจันทรมนตราที่มีขนาดยาวทั้ง 16 เล่มที่ปักอยู่ตามลำตัว และขาทั้ง 4 ขาของมันนั้นเป็นตัวนำไฟฟ้า พร้อมกับเสียงฟ้าผ่าที่ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ จนทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลเวียนไปทั่วร่างของมัน
ทนเจ็บหน่อยนะ สึบากิ พลังเวทย์นี้ไม่ทำให้ถึงตาย อย่างมากที่สุดก็แค่ทำให้สลบลงเท่านั้น พี่ขอเป็นอีกหนึ่งคนที่จะช่วยให้เธอหลุดพ้นไปจากคำสาปของนางเทวีอสูรฯ ที่อยู่ในตัวของเธอให้จงได้ ในตอนนี้ พี่จะต้องช่วยให้เธอหลุดพ้นไปจากการควบคุมจิตใจของเจ้านางเทวีอสูรฯ นั่นให้ได้ พี่จะไม่ยอมให้เจ้านางเทวีอสูรฯ นั่นมาใช้ร่างของเธอเป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง หรือนำพาหายนะมาสู่โลกใบนี้อย่างเด็ดขาด
คางุยะพลางกล่าวพึมพำกับสึบากิอยู่ภายในใจ แต่อย่างไรก็ตาม อิทธิฤทธิ์ของคำสาปที่อยู่ในตัวของสึบากิในตอนนี้ก็มีความรุนแรงที่เพิ่มพูนมากขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งเกิดจากสร้อยอัญมณีต้องสาปแห่งโคโดกุที่สวมไว้ที่คอของสึบากิ จนทำให้พลังเวทย์ของเธอที่เป็นถึงเจ้าหญิงเลือดผสมครึ่งเทพนั้นแทบจะไม่สามารถต้านทานกับมันได้เลย
พลังปีศาจอันเหลือล้นที่อยู่ในตัวของสึบากิในร่างพญาจิ้งจอก 9 หางนั้นก็ได้ถูกปล่อยออกมาในวงกว้าง ความรุนแรงที่มากมายมหาศาลนั้นก็ได้ทำให้พลังเวทย์ธาตุสายฟ้าของคางุยะนั้นเป็นอันหยุดชะงัก
มีดบีนแห่งจันทรมนตราทั้ง 16 เล่มนั้นก็ได้ทยอยกันหลุดกระเด็นออกมา และตกลงสู่พื้นเสียงดังสนั่น ร่างงามของคางุยะนั้นก็ได้กระเด็นออกมา และทรุดล้มลงที่พื้นในทันที จากการที่ร่างงามของเธอนั้นได้สัมผัสเข้ากับพลังปีศาจที่แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง สึบากิที่อยู่ในร่างพญาจิ้งจอก 9 หางนั้นก็รีบบินออกไปจากพื้นที่บริเวณตรงนั้น และมุ่งหน้าไปยังสี่แยกชิบุย่าทันที
“สึบากิจัง”
สักพัก เพื่อนๆ ทั้งสามคนของสึบากิต่างก็รีบวิ่งฝ่ากองเพลิงอันร้อนระอุเข้ามาหาด้วยความกระวนกระวาย พร้อมกับมิโกะสาวสึรุฮิเมะที่มากับทานุกิ ภูติพิทักษ์แร็คคูนอำพราง อันเป็นภูติพิทักษ์ประจำกายของเธอ