# บทที่ 2 — ปิ่นที่ถูกโยนความผิด
ท้องฟ้าเหนือวังบุปผามารเริ่มเปลี่ยนจากดำสนิทเป็สีเทาเงิน
หลังเงาบนหลังคาหายไป ลั่วชิงเสวี่ยไม่ได้กลับห้อง นางยืนอยู่ใต้ชายคาเรือนพัก มือข้างหนึ่งวางบนด้ามกระบี่ ดวงตากวาดผ่านเงาไม้และทางเดินหินทุกสายอย่างไม่ยอมปล่อยผ่านแม้เพียงเสียงลม
เสิ่นเยว่โหรวปิดประตูห้องให้สนิท แล้วจุดตะเกียงเพิ่มอีกหนึ่งดวง
“พิษในร่างเ้าถูกกดเอาไว้ชั่วคราว” นางบอกโม่เฉิน ขณะเรียงขวดเล็กหลายใบลงบนโต๊ะ “แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าเ้ากดจุดด้วยวิธีใด จึงชะลอมันได้”
โม่เฉินมองเข็มเงินที่วางอยู่ในกล่องไม้ เขาไม่อาจบอกได้ว่าหน้าต่างประหลาดเป็คนสอน ขณะเดียวกันก็ไม่อยากโกหกจนเกินไป
“ในห้องนี้มีตำราการรักษาเก่าอยู่เล่มหนึ่ง” เขาตอบ “ข้าเคยอ่านผ่าน ๆ เลยลองเสี่ยงดู”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขานานกว่าปกติ นางไม่ได้พูดว่าคำตอบนั้นน่าสงสัย เพียงหยิบเข็มขึ้นมาดูปลายเข็มอย่างละเอียด
“กดถูกตำแหน่ง และน้ำหนักมือพอดี” นางกล่าว “สำหรับคนที่เพิ่งอ่านผ่าน ๆ ถือว่าโชคดีมาก”
หน้าต่างระบบลอยอยู่เหนือไหล่โม่เฉิน ดวงตาเปลี่ยนเป็ขีดโค้งคล้ายกำลังหัวเราะ
“ระบบแนะนำให้โฮสต์เรียนรู้ทักษะการโกหก ราคาไม่แพงนัก”
โม่เฉินมองผ่านมันราวกับไม่เห็น
เสิ่นเยว่โหรวเริ่มขูดคราบสีม่วงดำจากปิ่นลงในจานหยกใบเล็ก นางหยดน้ำยาสีใสลงไปหนึ่งหยด คราบนั้นนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะละลายกลายเป็เส้นบาง ๆ สีดำคล้ายหมอก
สีหน้าของนางแข็งขึ้นทันที
“พิษมารเย็น” โม่เฉินเอ่ย
“ถูกต้อง แต่ไม่ใช่พิษมารเย็นทั่วไป” เสิ่นเยว่โหรวหยิบผงสีแดงอ่อนโรยลงไป เส้นสีดำในจานหยกดิ้นเหมือนมีชีวิต แล้วเกิดประกายม่วงขึ้นตรงกลาง “มันถูกเจือด้วยน้ำค้างเหมันต์และเกสรจื่อหลัว คนปรุงต้องรู้ศาสตร์โอสถ ไม่เช่นนั้นพิษจะออกฤทธิ์ผิดจังหวะ”
“ผิดจังหวะอย่างไร”
“หากใช้พิษมารเย็นล้วน คนถูกพิษจะหนาวจนชีพจรช้าลงภายในไม่กี่อึดใจ ทุกคนจะรู้ทันทีว่าเป็การลอบสังหาร แต่ส่วนผสมนี้ทำให้่แรกเหมือนลมปราณย้อนกลับจากการฝึกผิดวิธี” นางเงยหน้าขึ้น “คนร้าย้าให้เ้าตายเหมือนศิษย์ไร้พร์ที่ฝืนฝึกจนตนเองพัง”
คำพูดนั้นเงียบลงในห้องเล็ก ๆ
โม่เฉินรู้ว่าคนร้ายเลือกวิธีนี้เพราะเข้าใจจุดอ่อนของร่างเดิมดีพอ คนอื่นคงเชื่อได้ง่ายว่าเขาอยากพิสูจน์ตัวเองจนทำอะไรเกินตัว แล้วสุดท้ายก็ตายอย่างไร้ค่า
ไม่ต้องมีใครสงสัย ไม่ต้องมีการสืบสวน
“คราบบนปิ่นเป็พิษชนิดเดียวกับในชาหรือไม่” เขาถาม
“ใช่ แต่เจือจางกว่า” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “มันไม่พอฆ่าคน ใช้เพียงทิ้งกลิ่นและร่องรอย หากปิ่นถูกพบพร้อมศพของเ้า ทุกคนจะคิดว่าเ้าของปิ่นเข้ามาใกล้เ้าก่อนตาย”
“หรือคิดว่าโม่เฉินขโมยปิ่นของข้าเพื่อปิดบังอะไรบางอย่าง” เสียงเ็าดังจากหน้าประตู
ลั่วชิงเสวี่ยเดินกลับเข้ามาโดยไม่มีใครรู้ตัว นางปิดประตูตามหลัง แล้ววางกระดาษแผ่นหนึ่งลงบนโต๊ะ
“ข้าตรวจเส้นทางจากลานฝึกแล้ว” นางกล่าว “หลังฝึกกระบี่ ข้าถอดเสื้อคลุมไว้ที่ศาลาริมสระ พอไปหยิบในยามดึก ปิ่นหายไปแล้ว”
“มีใครเห็นเ้าอยู่ที่นั่นหรือไม่” โม่เฉินถาม
“ศิษย์สายกระบี่สองคน พวกนางยืนยันว่าข้าอยู่ที่ลานฝึกจนหมดเวลา”
เสิ่นเยว่โหรวมองกระดาษ “แล้วนี่คืออะไร”
“รายชื่อคนที่ผ่านทางเดินสายนั้นใน่หนึ่งชั่วยามก่อนและหลังปิ่นหาย” ลั่วชิงเสวี่ยตอบ “ศิษย์เวรยามจดไว้ตามกฎของสำนัก”
โม่เฉินหยิบกระดาษขึ้นมาอ่าน ชื่อส่วนใหญ่เป็ศิษย์หญิงสายกระบี่ที่กลับจากฝึก มีศิษย์รับใช้สองคน และชื่อหนึ่งที่ทำให้เขาหยุดสายตา
หลินอวี้
ร่างเดิมรู้จักชื่อนี้ หลินอวี้เป็ศิษย์รับใช้จากหอโอสถ หน้าที่ของนางคือส่งยาและชาตามเรือนพักศิษย์นอก
ชื่อของนางอยู่ในรายการ่ที่ปิ่นหาย และหากชาถูกส่งมาจากหอโอสถ นางก็เป็หนึ่งในคนที่อาจนำมันมาถึงห้องนี้ได้
แต่โม่เฉินไม่รีบชี้ตัว
“มีชื่อของนางในบันทึกชาเมื่อคืนหรือไม่” เขาถามเสิ่นเยว่โหรว
นางส่ายหน้า “นั่นแปลกที่สุด ข้าตรวจสมุดเบิกจ่ายก่อนมาที่นี่แล้ว ไม่มีคำสั่งจ่ายชาบำรุงให้เ้า และไม่มีใครลงชื่อเบิกสมุนไพรชุดนี้”
“ถ้าเช่นนั้น คนที่นำชามาไม่จำเป็ต้องมาจากหอโอสถ” ลั่วชิงเสวี่ยว่า “เขาเพียง้าให้เราคิดว่าเป็ของจากหอโอสถ”
“และหลินอวี้อาจเป็คนถูกใช้” เสิ่นเยว่โหรวเสริม
โม่เฉินวางกระดาษลง “หรืออาจไม่เกี่ยวเลยก็ได้ หากคนร้าย้าให้เราสงสัยนาง เขาก็แค่ต้องทำให้ชื่อของนางอยู่ใกล้หลักฐานพอ”
ลั่วชิงเสวี่ยมองเขา “เ้าคิดว่าเราควรทำอย่างไร”
นี่เป็ครั้งแรกที่นางถามความเห็นเขาโดยตรง
โม่เฉินไม่ได้ตอบทันที เขามองสามสิ่งบนโต๊ะ—ปิ่น คราบพิษ และรายชื่อเวรยาม—ก่อนเรียงลำดับเหตุการณ์ในใจ คนร้ายขโมยปิ่นหลังฝึกกระบี่ เตรียมชาปลอมให้ร่างเดิมดื่ม แล้วนำปิ่นไปวางใต้เตียง ขณะเดียวกันยังมีคนขึ้นหลังคามาเฝ้าดูผล
การกระทำทั้งหมดต้องใช้เวลา และอย่างน้อยต้องมีคนรู้เส้นทางภายในสำนัก
“อย่าเรียกหลินอวี้มาสอบ” เขาพูด “ถ้านางบริสุทธิ์ คนร้ายจะรู้ทันทีว่าเราตามรอยมาถึงตรงไหน แล้วนางอาจกลายเป็ศพคนต่อไป”
เสิ่นเยว่โหรวพยักหน้าอย่างช้า ๆ
“เราต้องทำเหมือนยังไม่มีใครรู้ว่าข้าถูกพิษ” โม่เฉินกล่าวต่อ “ให้ข่าวที่ออกไปเป็เพียงข้าฝึกพลาดและกำลังพักรักษา แล้วให้หลินอวี้ส่งยาให้ข้าอีกครั้งตามปกติ”
ลั่วชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว “เ้าจะใช้ตัวเองเป็เหยื่อ”
“ข้ากำลังเป็เหยื่ออยู่แล้ว” เขาตอบ “ต่างกันแค่ว่าคราวนี้ข้าจะมองเห็นเบ็ด”
“ไม่” นางกล่าวทันที “พิษยังอยู่ในร่างเ้า หากอีกฝ่ายเติมยาเพียงเล็กน้อย เ้าจะไม่รอด”
น้ำเสียงเด็ดขาดนั้นไม่ได้ฟังเหมือนคำคัดค้านเพราะไม่ไว้ใจ แต่เป็ความไม่ยอมให้คนหนึ่งถูกใช้เป็ตัวล่ออย่างไร้ค่า
โม่เฉินเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยว่า “เพราะอย่างนั้นจึงต้องมีคนอยู่ใกล้ข้า”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาราวกับเดาความคิดออก “ข้าจะเป็คนจัดยารักษาเอง และจะบอกศิษย์เวรว่าต้องคอยตรวจชีพจรเ้า หากมีอะไรผิดปกติ ข้าจะรู้ก่อนพิษออกฤทธิ์ถึงขั้นรุนแรง”
“ส่วนข้าจะตามหลินอวี้” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว “แต่ไม่ให้เห็นตัว”
แผนเริ่มเป็รูปเป็ร่าง ทว่าหน้าต่างระบบกลับลอยมาขวางสายตาโม่เฉิน ดวงตาอีโมจิทำเป็หม่นหมองเกินจริง
“ระบบขอเตือนว่าแผนนี้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตของโฮสต์ถึงยี่สิบเจ็ดส่วนในร้อย”
“เ้ามีทางที่ดีกว่าหรือ”
หน้าต่างขยายออกอีกครั้ง แผงแสงแสดงแผ่นยันต์สีทองใบหนึ่ง
**ยันต์กันพิษระดับต้น**
**ราคา: 8 แต้มชะตา**
**ผลลัพธ์: ลดผลของพิษระดับต้นหนึ่งครั้ง**
**ข้อควรระวัง: ใช้แล้วแตกสลาย**
“ยังศูนย์แต้ม” โม่เฉินเอ่ยอย่างไร้อารมณ์
หน้าต่างหดกลับทันที “ระบบทราบ เพียง้าให้โฮสต์ตระหนักถึงความยากจนของตนเอง”
เขาเกือบถอนหายใจ แต่ยังไม่ทันได้ทำ เสิ่นเยว่โหรวก็หยิบถ้วยชาที่เหลือขึ้นมา นางขมวดคิ้วเมื่อมองเงาสะท้อนบนผิวชา
“เดี๋ยวก่อน”
นางใช้แท่งเงินแตะลงไปในน้ำชา แท่งเงินไม่เปลี่ยนสี แต่เมื่อยกออกมา กลับมีผงละเอียดสีขาวติดอยู่ตรงปลาย
“นี่ไม่ใช่ส่วนผสมของพิษ” นางบอก “มันคือผงรากหลงเหมียน ใช้ทำให้คนง่วงและความทรงจำ่สั้นพร่าเลือน”
โม่เฉินนึกถึงช่องว่างในความทรงจำของร่างเดิมทันที คนร้ายไม่ได้แค่ส่งพิษมา เขา้าให้ผู้ถูกพิษจำใบหน้าของผู้ส่งชาไม่ได้ด้วย
“หากคนส่งชาเป็หลินอวี้จริง นางอาจจำอะไรไม่ได้เช่นกัน” เขากล่าว
“หรือถูกบังคับให้ทำโดยไม่รู้ตัว” เสิ่นเยว่โหรวว่า
ลั่วชิงเสวี่ยก้มมองรายการเวรยามอีกครั้ง “หลินอวี้ออกจากหอโอสถตอนยามสาม และกลับเข้าไปตอนยามสี่ครึ่ง นางมีเวลาพอผ่านทั้งลานฝึกและเรือนพัก”
“แต่ไม่พอปรุงพิษ ขโมยปิ่น วางหลักฐาน และเฝ้าบนหลังคาคนเดียว” โม่เฉินตอบ “เว้นแต่นางจะได้รับความช่วยเหลือ”
บรรยากาศในห้องเงียบลง
คนร้ายอาจมีมากกว่าหนึ่งคน
และหากมีผู้ร่วมมือในหอโอสถด้วย การให้เสิ่นเยว่โหรวกลับไปตรวจอย่างเปิดเผยก็อาจทำให้นางตกอยู่ในอันตราย
โม่เฉินจึงเปลี่ยนแผนทันที “เยว่โหรว อย่ากลับหอโอสถตอนนี้”
นางชะงัก “แต่ข้าต้องไปตรวจสมุดและคลังยา”
“นั่นคือสิ่งที่คนร้ายคาดว่าเ้าจะทำ” เขาตอบ “หากมีคนในหอโอสถ เขาจะมีเวลาทำลายสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพิษก่อนเ้ากลับไปถึง”
“แล้วจะให้ข้าทำอะไร”
“เขียนรายการสมุนไพรและอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ปรุงพิษนี้จากความจำ เ้ารู้ว่าสิ่งใดต้องขอเบิก สิ่งใดหายาก และสิ่งใดหาได้จากนอกสำนัก”
เสิ่นเยว่โหรวนิ่งคิด ก่อนพยักหน้า “ได้ หากรู้ว่าอะไรต้องใช้ เราอาจย้อนหาผู้ที่ซื้อหรือเก็บมันไว้ได้”
“ส่วนข้า” ลั่วชิงเสวี่ยพูด “จะไปหาหลินอวี้”
“อย่าเข้าใกล้นาง” โม่เฉินย้ำ “เฝ้าดูว่าใครติดต่อกับนางก่อน หากนางยังเป็หมากของคนร้าย คนผู้นั้นต้องขยับอีกครั้งเมื่อรู้ว่าข้ายังไม่ตาย”
ลั่วชิงเสวี่ยรับคำ นางหันกลับไปเปิดประตู แต่หยุดอยู่ชั่วขณะโดยไม่หันมา
“โม่เฉิน”
“อะไร”
“อย่าดื่มหรือแตะต้องสิ่งที่ใครนำมาให้ จนกว่าข้าจะกลับ”
คำพูดนั้นสั้นมาก ทว่าโม่เฉินกลับรู้สึกแปลกประหลาดเล็กน้อย เขาไม่เคยชินกับการที่ใครเตือนเพราะห่วงความปลอดภัยของเขา ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเขาจะสร้างปัญหา
“ข้าจะพยายามไม่ตาย” เขาตอบ
ลั่วชิงเสวี่ยปรายตามองเขาเพียงครั้งเดียว แล้วจากไป
หลังจากนั้น เสิ่นเยว่โหรวนั่งเขียนรายชื่อสมุนไพรอย่างรวดเร็ว โม่เฉินพยายามเรียบเรียงความทรงจำคืนก่อนอีกครั้ง เขาหลับตา ปล่อยให้ภาพพร่าเลือนค่อย ๆ กลับมา
แสงตะเกียงหน้าห้อง
ถ้วยชาในมือศิษย์รับใช้
ชายแขนเสื้อสีเทา…ไม่ใช่ชุดหอโอสถ และนิ้วมือที่สวมแหวนเงินรูปใบไม้
โม่เฉินลืมตาพรวด
“ข้าจำได้บางอย่าง”
เสิ่นเยว่โหรววางพู่กัน “อะไร”
“คนส่งชาไม่ได้เข้ามาคนเดียว มีใครยืนอยู่หลังมุมทางเดิน และเขาสวมแหวนเงินรูปใบไม้”
นางนิ่งไป ก่อนหยิบกระดาษแผ่นใหม่ “ตราใบไม้เงินเป็เครื่องหมายของฝ่ายคลังสมุนไพร แต่คนจากฝ่ายนั้นไม่ควรมายุ่งกับเรือนพักศิษย์นอกในยามค่ำ”
เบาะแสนี้ยังไม่ใช่ชื่อคนร้าย แต่ทำให้เส้นทางแคบลงแล้ว
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง
เสิ่นเยว่โหรวกับโม่เฉินมองหน้ากัน นางรีบเก็บปิ่นและจานหยกลงในกล่องยา โม่เฉินซ่อนกระดาษรายชื่อไว้ใต้หมอน ก่อนเอนตัวลงให้เหมือนคนอ่อนแรง
“ใคร” เสิ่นเยว่โหรวถาม
“ข้าเอง หลินอวี้” เสียงผู้หญิงจากนอกห้องตอบอย่างลังเล “ได้รับคำสั่งให้นำยาบำรุงมาให้ศิษย์พี่โม่”
โม่เฉินไม่ขยับ แต่ในใจกลับเย็นลง
เหยื่อที่เขารออยู่มาถึงเร็วกว่าคาด
เสิ่นเยว่โหรวเปิดประตูเพียงครึ่งเดียว หญิงสาวตัวเล็กในชุดศิษย์รับใช้ยืนถือถาดยาอยู่ด้านนอก ใบหน้าของนางซีดจนแทบไร้สี ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย ราวกับคนที่นอนไม่หลับมาทั้งคืน
“ใครสั่งให้เ้ามา” เสิ่นเยว่โหรวถาม
หลินอวี้ก้มหน้าลง “ข้า…ได้รับป้ายคำสั่งวางไว้หน้าห้องเมื่อเช้า บอกให้นำยานี้มา”
“ป้ายของผู้ใด”
“ไม่มีชื่อ มีแค่ตราคลังสมุนไพร”
โม่เฉินเห็นนิ้วของนางกำถาดแน่นจนขาวซีด และเห็นรอยสีม่วงจาง ๆ ใต้เล็บมือ—รอยเดียวกับที่เกิดจากการััเกสรจื่อหลัวนานเกินไป
นางเกี่ยวข้องแน่ แต่เกี่ยวข้องในฐานะคนร้ายหรือเหยื่อกันแน่ ยังไม่มีใครตอบได้
“วางยาไว้บนโต๊ะ” เสิ่นเยว่โหรวบอก
หลินอวี้ทำตามทันที แล้วรีบถอยหลังหนึ่งก้าว ทว่าในจังหวะที่นางเงยหน้า สายตากลับเหลือบไปยังใต้เตียงของโม่เฉินเพียงเสี้ยววินาที
นางกำลังมองหาบางอย่าง
ปิ่น
โม่เฉินไม่แสดงออก เขาปล่อยให้เปลือกตาหนักอึ้งปิดลงเหมือนคนใกล้หมดสติ ขณะที่เสิ่นเยว่โหรวแสร้งตรวจยาบนถาด
“กลับไปก่อน” นางกล่าว “หากโม่เฉินต้องใช้ยา ข้าจะเรียก”
หลินอวี้รับคำแทบจะทันที แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็วเกินคนส่งยาปกติ
เมื่อเสียงฝีเท้าหายไป เสิ่นเยว่โหรวก็ปิดประตู ดวงตาของนางมีความหนักใจชัดเจน
“นางมองหาปิ่นจริง ๆ”
“ใช่” โม่เฉินตอบ “แปลว่าคนที่สั่งนางยังไม่รู้ว่าเราพบปิ่นแล้ว”
เขามองถาดยาบนโต๊ะ ยาข้างในอาจเป็พิษอีกถ้วย หรืออาจเป็เพียงคำสั่งทดสอบเพื่อดูว่าเขายังมีชีวิตแค่ไหน
ไม่ว่าแบบใด คนร้ายก็เพิ่งขยับตัวอีกครั้ง
และครั้งนี้ พวกเขาได้เห็นหมากตัวหนึ่งอยู่ตรงหน้าแล้ว