เมื่อเห็นกล้องถ่ายภาพจำนวนมากที่รายล้อมจ่อตรงมายังเซียวเยี่ยราวกับป่าปืนอธิการบดีหลินเจิ้งหนานก็เปลี่ยนสีหน้าในฉับพลันเขารีบปั้นยิ้มเปี่ยมเมตตาแล้วเดินเข้าไปหาเซียวเยี่ยพลางกุมมือเด็กหนุ่มไว้อย่างกระตือรือร้นและเอ่ยขึ้นว่า“ยินดีด้วยนะ เซียวเยี่ย!”
“ยินดีด้วยที่นายคว้าอันดับหนึ่งในการทดสอบในหอคอยแห่งการทดสอบของเมืองซ่างจิงมาได้!สมแล้วที่เป็นักเรียนดีเด่นของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเรานายคือความภาคภูมิใจของพวกเราจริงๆ!”
ในขณะนั้นเซียวเยี่ยที่เพิ่งทำพันธสัญญากับัน้อยเสร็จสิ้นถึงกับยืนงง ในความทรงจำของเขาตาแก่หลินเจิ้งหนานคนนี้คือพวกหน้าไหว้หลังหลอกและเห็นแก่ตัวขนานแท้!
ไม่มีทางที่เขาจะมาแสดงท่าทีต้อนรับขับสู้และยุติธรรมกับคนที่ปลุกอาชีพขยะอย่างเขาขนาดนี้แน่?
หรือว่าที่ผ่านมาเขาจะมองตาแก่นี่ผิดไป?
ที่แท้อธิการบดีก็เป็คนดีเหมือนกันนะเนี่ย!
“หัวหน้าจาง เร็วเข้า!”
อธิการบดีหลินเจิ้งหนานส่งสายตาเป็สัญญาณทันทีหัวหน้าจางที่อยู่ด้านข้างรีบประคองของขวัญล้ำค่าที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเตรียมไว้ขึ้นมา“นักเรียนเซียวเยี่ยนี่คือรางวัลพิเศษที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเราเตรียมไว้ให้ผู้ชนะเลิศการทดสอบ...เงินรางวัล 100,000 เหรียญั!”
“หวังว่ามันจะเป็ประโยชน์ต่อการพัฒนาของนายในอนาคตนะ!”
อธิการบดีหลินเจิ้งหนานกล่าวพลางขบกรามแน่นสายตาที่มองเซียวเยี่ยเต็มไปด้วยความเสียดายและเจ็บใจสุดขีด
เดิมทีเขาเตรียมเงิน100,000เหรียญันี้ไว้เพื่อผูกสัมพันธ์กับผู้ชนะเลิศการทดสอบแต่ใครจะไปคาดคิดว่า สุดท้ายกลับต้องมอบมันให้กับขยะอย่างเซียวเยี่ยต่อให้หมอนี่จะคว้าอันดับหนึ่งมาได้แล้วอย่างไรเล่า?
อาชีพขยะย่อมถูกลิขิตไว้แล้วว่าไร้อนาคต...
เงิน100,000เหรียญัที่เขายอมควักเนื้อออกมาจึงไม่ต่างอะไรกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
ทางด้านเซียวเยี่ยที่เพิ่งถูกเคลื่อนย้ายออกมาแม้จะยังไม่กระจ่างแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้นแต่พอดูจากสีหน้าอันปั้นยากของอธิการบดีหลิน เขาก็พอจะเดาออกได้รางๆว่าตาแก่นี่คงถูกสถานการณ์บังคับจนต้องฝืนใจทำสินะ...
อย่างไรก็ตามเงินสด 100,000เหรียญันี้ เซียวเยี่ยย่อมยินดีรับไว้ด้วยความเต็มใจเขาแย้มยิ้มพลางเอ่ยตอบกลับอย่างลื่นไหลตามสถานการณ์ว่า “ขอบคุณท่านอธิการบดีที่กรุณาสั่งสอนและสนับสนุนผมครับผมจะตั้งใจพยายามเพื่อนำชื่อเสียงมาสู่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเราในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน!”
คำพูดที่ฟังดูสง่างามและเปี่ยมด้วยคุณธรรมนั้นทำเอาอธิการบดีหลินและหัวหน้าจางถึงกับสีหน้าเปลี่ยนเป็เขียวสลับขาวด้วยความจุกในอก
หยางเหวินผู้ทำหน้าที่หัวหน้าคุมสอบที่ยืนอยู่ข้างๆก็อดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตเซียวเยี่ยผู้ซึ่งพิชิตหอคอยแห่งการทดสอบชั้นที่ 5ได้สำเร็จ พลางคิดในใจว่าเ้าเด็กนี่มีดีอะไรกันแน่ทั้งที่มีอาชีพขยะแท้ๆ แต่กลับทะลวงผ่านชั้นที่ 5 มาได้?
ทว่าตอนนี้เื่เ่าั้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องใส่ใจในเมื่อเ้าหนุ่มคนนี้ได้รับความสนใจจากบุคคลระดับสูงของกองทัพสิ่งที่เขาต้องทำก็คือการมอบรางวัลของผู้ชนะเลิศแห่งหอคอยแห่งการทดสอบให้เป็ไปตามระเบียบ
หยางเหวินยกไมโครโฟนขึ้นและกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็ทางการ“ผมในนามของกองทัพขอประกาศมอบรางวัลพิเศษให้แก่ผู้ชนะเลิศการทดสอบในครั้งนี้... นักเรียนเซียวเยี่ย”
หยางเหวินส่งซองจดหมายที่บรรจุการ์ดใบหนึ่งให้แก่เซียวเยี่ยก่อนจะอธิบายต่อว่า “นี่คือตั๋วแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ทองคำจากคลังอาวุธของเมืองซ่างจิง”
“เมื่อมีตั๋วใบนี้นายสามารถไปเลือกอุปกรณ์ทองคำชิ้นใดก็ได้ที่มีระดับความ้าต่ำกว่า 30 ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะเป็แรงผลักดันที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเริ่มต้นของนาย!”
เซียวเยี่ยรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่งอุปกรณ์ทองคำอย่างนั้นหรือ?
คิดไม่ถึงเลยว่าครั้งนี้ทางกองทัพจะทุ่มทุนสร้างขนาดนี้!
ระดับของอุปกรณ์สวมใส่นั้นแบ่งเป็อุปกรณ์ไร้ระดับ อุปกรณ์ศิลาดำ อุปกรณ์เหล็กกล้า อุปกรณ์เงินยวง อุปกรณ์ทองคำ...และระดับที่สูงขึ้นไปอย่าง ประกายแสง เหนืุ์ มหากาพย์ ไปจนถึงตำนาน
อุปกรณ์ทองคำหนึ่งชิ้นในท้องตลาดมีมูลค่าพื้นฐานเทียบเท่ากับ100,000เหรียญัเลยทีเดียว!
และหากเป็ประเภทอาวุธราคาก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก!
ดูท่าการเข้าทดสอบในหอคอยครั้งนี้เขาจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างมหาศาล!
ในทางกลับกันสีหน้าของเหล่าผู้ตื่นรู้รุ่นเดียวกันที่นั่งอยู่เบื้องล่างกลับดูแย่ถึงขีดสุด!
หลินเสวียิจ้องมองตั๋วแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ทองคำในมือเซียวเยี่ยด้วยสายตาที่ริษยาจนแทบจะมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมา!
เขาไม่ใช่พวกลูกเศรษฐีอย่างหวังเปียวพื้นฐานครอบครัวของเขาย่ำแย่จนไม่มีปัญญาหาเงินมาซื้อชุดอุปกรณ์เริ่มต้นให้ตัวเองด้วยซ้ำ
เดิมทีเขาปักใจเชื่อว่ารางวัลชนะเลิศในครั้งนี้จะต้องตกเป็ของเขาอย่างแน่นอน
แต่ใครจะคิดว่ามันกลับตกไปอยู่ในมือของขยะอย่างเซียวเยี่ย!
“ทำไมกัน!?”
หลินเสวียิอดไม่ได้ที่จะสบถพึมพำ“ของล้ำค่าอย่างอุปกรณ์ทองคำไปอยู่ในมือขยะอย่างเซียวเยี่ยนี่มันเสียของโดยเปล่าประโยชน์ชัดๆ!”
คำพูดของหลินเสวียิจุดชนวนให้กลุ่มคนที่ห้อมล้อมเขาพากันเออออเห็นดีเห็นงามไปด้วย“จริงด้วยต่อให้เซียวเยี่ยจะคว้าอันดับหนึ่งของหอคอยแห่งการทดสอบมาได้แล้วจะยังไง?”
“อาชีพขยะก็คือขยะ พอถึงเวลาต้องลงดันเจี้ยนจริงๆเดี๋ยวเขาก็ได้รู้ซึ้งเองแหละ”
“ใช่แล้ว อาชีพที่ไร้ค่าแบบนั้นพอต้องลงสู่สนามรบจริงเดี๋ยวก็เห็นเองว่าไร้ค่าแค่ไหน”
“กองทัพมอบตั๋วแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ทองคำให้หมอนั่นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่มุกไปโยนให้หมูหรอก!”
“...”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยเริ่มดังระงมมากขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่ามันย่อมเข้าถึงหูของเซียวเยี่ยที่ยืนอยู่บนแท่นตื่นรู้อย่างเลี่ยงไม่ได้ั้แ่ที่เขาเลือกอาชีพที่สี่อย่างผู้ถูกทวยเทพทอดทิ้งเขาก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่เคยถูกเขากดไว้ตลอดสามปีจะต้องพากันเยาะเย้ยถากถางเป็ธรรมดา
ทว่าสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือหลินเสวียิคนที่เคยเดินตามหลังเขาและคอยพร่ำถามบทเรียนด้วยท่าทีอ่อนน้อมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือได้รวดเร็วเพียงนี้!
หลินเสวียิที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนราวกับเป็ศูนย์กลางของดวงดาวจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาเคียดแค้นและมืดมนอย่างไม่ปิดบังลูกน้องที่เพิ่งรับเข้ากลุ่มคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายเขาะโใส่เซียวเยี่ยโดยไม่ทันยั้งคิดทันที“เซียวเยี่ย ถ้าแกยังพอมีสามัญสำนึกอยู่บ้างก็จงส่งตั๋วแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ทองคำนั่นมาให้พี่เสวียิเสีย!”
“ของแบบนั้นอยู่ในมือแก ก็แค่จะทำให้เสียของไปเปล่าๆ!”
“ใช่แล้ว อาชีพขยะอย่างแก ได้ของดีขนาดนั้นไปจะมีประโยชน์อะไร?”
เสียงเสียดสีที่สอดประสานกันดังขึ้นจากฝูงชนแต่เซียวเยี่ยซึ่งเป็เป้าหมายของถ้อยคำทิ่มแทงเ่าั้กลับเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า “ส่งให้งั้นเหรอ?”
“ถ้าเป็พวกนาย พวกนายจะยอมยกตั๋วแลกอุปกรณ์ทองคำนี้ให้คนอื่นไหมล่ะ?”
คนที่กำลังโกรธแค้นต่างพากันเงียบเสียงลงทีละคนอุปกรณ์ทองคำเช่นนี้ ไม่ว่าใครได้ย่อมไม่มีทางยกให้คนอื่นอย่างแน่นอน
ท่ามกลางสายตาฝูงชนเซียวเยี่ยถือบัตรสะสมทรัพย์ 100,000 เหรียญัที่ได้รับจากอธิการบดีหลินเจิ้งหนานไว้มือหนึ่งและถือตั๋วแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ทองคำจากหัวหน้าคุมสอบหยางเหวินไว้อีกมือหนึ่งก่อนจะเดินลงจากแท่นตื่นรู้อย่างสง่าผ่าเผยและเป็ธรรมชาติ
ยิ่งเซียวเยี่ยดูเป็ปกติมากเท่าไรพวกที่พร่ำบอกว่าอาชีพขยะไม่คู่ควรกับรางวัลก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างรุนแรงมากเท่านั้นท่ามกลางเสียงคัดค้านและคำด่าทอ เซียวเยี่ยเดินฝ่าฝูงชนไปตรงๆและในจังหวะที่เดินสวนกับหลินเสวียิ เขาก็เอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า“หลินเสวียิ ตลอดสามปีในโรงเรียนมัธยมปลายฉันเคยทำอะไรล่วงเกินนายงั้นเหรอ?”
ในตอนนั้นหลินเสวียิไม่ปิดบังความมืดมนในดวงตาอีกต่อไป เขาแสยะยิ้มเ็าพลางเอ่ยว่า“ล่วงเกินงั้นเหรอ?”
“เปล่าเลย เซียวเยี่ย... นายไม่เคยทำอะไรล่วงเกินฉันเลยสักนิด ในทางกลับกันนายเป็อาจารย์ที่ดีมากคนหนึ่ง นายช่างส่องสว่างเจิดจ้าเสียจนน่ารำคาญ...”
“แต่นายเคยคิดบ้างไหม ว่าคนที่คอยตามก้นนายอย่างฉันจะรู้สึกยังไง?”
“ทุกครั้งที่นายสอนฉันด้วยท่าทีที่เหนือกว่ามันเหมือนกับการที่ฉันได้รับทานจากผู้สูงส่ง”
“แต่ั้แ่นาทีนี้เป็ต้นไป คนที่ต้องตกต่ำก็คือนาย!”
เซียวเยี่ยชะงักไปครู่หนึ่งเขาพยายามย้อนนึกถึง่เวลาสามปีที่ผ่านมาสำหรับหลินเสวียิที่มักจะมาขอคำปรึกษาจากเขาบ่อยครั้งเซียวเยี่ยไม่เคยแสดงท่าทีหยิ่งยโสหรือวางตัวเหนือกว่าเลยแม้แต่น้อย
ทว่าในสายตาของคนบางประเภทไม่ว่าคุณจะทำอะไรให้เขาดีเพียงใดก็ตาม เขาก็จะมองว่ามันคือการเวทนาสงสารอยู่ดี
“หึๆ เข้าใจแล้ว”
เซียวเยี่ยหัวเราะเบาๆพลางส่ายหัว ก่อนจะหมุนตัวเดินจากฝูงชนไปโดยไม่หันกลับมามอง...