หลังจากทำงานสวนจนสบายกายและสบายใจดีแล้ว หยางไคก็นำเอามันหวานออกมาเผาใส่เตาไฟไว้ แล้วจึงกลับมาอาบน้ำที่บ้านพักจากนั้นหยิบเอาตำราเก่าเก็บขึ้นมาอ่านเรียงรายกันไป
จนถึงยามจื่อ (子 23.00) มันเผาก็หมดลงพร้อมกันกับได้เวลานอนอย่างพอดิบพอดี ชายหนุ่มจึงเขัานอนตามเวลาและตื่นมาในยามเหม่า (卯 05.00) ตามเวลาตื่นเช่นเดียวกัน
จากนั้นหน้าล้างตาแล้วอ่านตำราจนถึงยามซื่อ (巳 09.00) จึงออกไปรับประทานอาหารที่โรงกลางเพื่อสนทนาวิสาสะกับคนในตระกูล เสร็จแล้วไปอ่านหนังสือที่หอคัมภีร์และแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับรุ่นพี่บัณฑิตทั้งหลาย
รวมทั้งพี่ใหญ่อู๋ ซึ่ง 3 ปีที่แล้วมิได้ไปสอบ ‘ฮุ้ยชื่อ’ ตามกำหนดการและห้วงเวลาอันเหมาะสม โดยเขาให้เหตุผลว่า
“การสอบนครหลวงนั้น จี่ว์เหริน 1 คน มีโอกาสแค่ 1 ครั้งเพื่อจะเข้าสอบให้ติด 1 ใน 100 อันดับแรก ซึ่งจะได้มีโอกาสเข้าไปสอบ ‘เตี้ยนชื่อ’ ในวังหลวง และในขณะนั้นข้าไม่สามารถท่องตำราได้ทันจึงตัดสินใจเลื่อนสอบมาอีก 3 ปี ตามสมควร”
ด้วยเหตุผลพื้นเช่นนี้หยางไคจึงไร้ข้อสงสัยอันใดอีกแล้ว แต่ตรงข้ามกับหยางหมิงเช่อหรือพี่ใหญ่อู๋แห่งหอคัมภีร์ ที่เริ่มมีความสงสัยกับความคิดของหยางไคเป็นอันมาก จึงได้สอบถามและแนะนำไปในตัวว่า
“เจ้ามีเวลาเตรียมตัวด้วยเวลาเพียงเท่านี้ แล้วเหตุใดจึงไม่เลื่อนการเข้าสอบออกไปก่อนอีกสัก 3 ปี เล่า ?”
หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็ตอบอย่างมั่นใจว่า
“เวลาของคนเรานั้นมีอย่างจำกัด ซึ่งความพยายามเป็นของคน ส่วนความสำเร็จนั้นเป็นของฟ้า หากแม้นกระทำอย่างเต็มที่แล้วย่อมมิต้องสำนึกเสียดายอันใดอีก”
พี่ใหญ่อู๋ซึ่งกำลังสั่งสอนผู้คน แต่กลับได้ ‘ข้อคิด’ กลับคืนมาเสียอีก
ซึ่งบัดนี้เขาเองมีอายุอานามจวนจะ 30 ปีแล้ว นอกจากการเรียนและการสอบก็ยังมิได้กระทำอันใดอื่นอีกเลย จึงตัดสินใจว่าปีนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะต้องฟันฝ่าออกไปจากรูเล็ก ๆ ที่สุดแสนจะปลอดภัยนี้ให้จงได้!!
ครั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพี่ใหญ่อู๋จนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หยางไคก็กลับมายังสวน จากนั้นนำมันหวานไปนึ่งและเอามะพร้าวน้ำหอมไปเผาไฟเอาไว้ แล้วนำกล้วยที่สุกงอมจนกินไม่ทันแกะเปลือกออกแล้วใส่กระจาดเรียงรายกันเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ จากนั้นหั่นมันหวานนึ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ เรียงรายข้าง ๆ กัน พอพร้อมก็เอาไปตากแดด ส่วนมะพร้าวน้ำหอมเมื่อเผาไฟจนได้ที่ราว ๆ 1 ชั่วยามแล้วก็ทิ้งเอาไว้ให้เย็น จากนั้นแกะเปลือกและขัดผิวเพื่อเก็บเอาไว้รับประทานทั้งน้ำและเนื้อโดยสะดวกในกาลถัดไป
ครั้นอากาศโดยรอบเริ่มเย็นลงแล้ว ชายหนุ่มจึงเดินออกไปทำสวนผักสัก 1 ชั่วยามก็กลับมาอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวท่องตำราในตอนกลางคืนเป็นวัฏจักรและวินัยที่หยางไคออกแบบขึ้นมา เพื่อกวดวิชาให้ตนสามารถสอบไล่ติด 1 ใน 100 ได้ในช่วงระยะเวลาอันแสนสั้นนี้
..พอเวลาผ่านไปราวสัปดาห์
ฝ่ายหยางเหมยครั้นทราบข่าวจากสาวใช้ด้วยกันว่า หยางไคได้ตัดสินใจลาออกจากสภาขุนนางแล้วกลับมายังตระกูลก็ตกใจนัก จึงไปแจ้งข่าวแก่หยางซินหลินบุตรสาวหยางกงผู้นำตระกูล
แต่ดูเหมือนเจ้านายของนางเองจะทราบข่าวอยู่แล้วจึงมิได้มีความสนใจหรือใส่ใจอันใด กอปรกับ 2 ปี ที่ผ่านมานี้ หยางไคได้สร้างความผิดหวังให้กับตนอย่างมากมายนัก ทั้งหยางจื่อเหา(จอมยุทธ 7) ซึ่งได้บรรจุเป็นนายทหาร ย่อมมีความก้าวหน้าในเส้นทางการรับราชการมากด้วยอายุยังน้อย ทั้งสองจึงแอบคบหาดูใจกันมาได้สักระยะแล้ว
ด้วยเหตุนี้เองจงทำให้เสี่ยวเหมยจึงมาเยี่ยมหยางไคแต่เพียงลำพัง
ครั้นมองเห็นอีกฝ่ายทำงานสวนอยู่ประหลาดใจนัก จึงยื่นห่อขนมที่นำมาฝากมอบให้ พร้อมกับสอบถามไปว่า
“ข้าได้ยินข่าวว่าเจ้ากลับมาเตรียมตัวสอบมิใช่หรือ แต่เหตุใดจึงมาเสียเวลาไปกับการทำไร่ทำสวนอีกเล่า ?”
หยางไคยังมิตอบก็รับเอาห่อขนมมา เห็นเป็นขนมโก๋ที่ตนชื่นชอบ จึงถือวิสาสะแกะกล่องในทันที แต่หยางเหมยเห็นเช่นนั้นก็ตกใจจงตีที่มือเรียวของชายหนุ่มแล้วเอ็ดไปว่า
“มือเจ้าสกปรกด้วยมูลดินนัก หากหยิบกินทั้งยังไม่ล้างแล้วเจ็บป่วยขึ้นมาจะทำเช่นไร ?”
ครั้นเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเศร้าด้วยความอยากกินขนมไม่ต่างกันกับเด็กน้อยก็นึกเอ็นดูยิ่ง จึงเปิดกล่องแล้วหยิบขนมโก๋ขึ้นมา จากนั้นส่งเข้าปากให้ พร้อมกับบ่นไปอีกว่า
“เสี่ยวไคไม่ยอมโต!”
ครั้นกล่าวจบก็รู้สึกผิดพลาดไปอยู่บ้าง เพราะปัจจุบันนี้เสี่ยวไคของนางทั้งสูงใหญ่กำยำ แม้มองภายนอกผิวพรรณอันละเอียดนั้นไม่ต่างกับหญิงสาวในห้องหอ แต่โครงร่างและกล้ามเนื้อนั้นตามอย่างชาวยุทธ์ไม่มีผิดเพี้ยนจึงมองค้างอยู่ จนกระทั่งริมฝีปากบาง ๆ ของชายหนุ่มสัมผัสกับปลายนิ้วของตนโดยบังเอิญก็ได้สติจึงชักมือกลับ จนเศษขนมโก๋ที่เหลือจึงร่วงลงไปอย่างน่าเสียดายนัก
แต่ขณะที่หยางไคกำลังจะเอ่ยคำว่า “เสียดาย” นั่นเอง ขนมโก๋ที่กลืนลงคอไปนั้นก็เหมือนจะเกิดอาการติดขัดขึ้นเสียแล้ว จนหายใจแทบไม่ออก ครั้นจะควานหาน้ำมาดื่มก็ไม่ทันการณ์ จึงนำมะพร้าวเผาพร้อมดื่มออกมาจากพื้นที่พิเศษ จากนั้นใช้ฝ่ามือกระแทกจนเปลือกแตกออกอย่างหยาบ ๆ แล้วรีบยกขึ้นมาดื่มโดยเร่งด่วนที่สุด จนขนมโก๋ที่ติดคออยู่นั้นก็ละลายลงท้องไปอย่างเฉียดฉิว
ฝ่ายเสี่ยวเหมยซึ่งวิ่งเตลิดออกไปหาน้ำดื่มให้หยางไคแล้วรีบตักเอาน้ำมาให้ ครั้นกลับมาแล้วเห็นชายหนุ่มถือกะลามะพร้าวในมือ ทั้งหน้าตาและเสื้อผ้าก็เปียกโชกไปด้วยน้ำมะพร้าวก็เบาใจ แต่ไม่วายเอ็ดไปอีกว่า
“การกินขนมโก๋โดยมิได้มีน้ำอยู่ข้างกาย ย่อมเหมือนการตีตั๋วด่วนเพื่อเร่งไปพบเง็กเซียนฮ่องเต้บนสรวงสวรรค์ เจ้าทราบแล้วหรือไม่ ?”
หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่พยักหน้างึก ๆ
ส่วนหยางเหมยซึ่งจ้องดูอยู่นั้นเอง ครั้นสังเกตเห็นเสื้อขาวบางเบาซึ่งเปียกน้ำมะพร้าวของชายหนุ่ม จนทำให้เสื้อผ้าเรียบชิดสนิทไปกับเนื้อหนัง จึงทำให้มองเห็นเนื้อกายอันกระชับแน่นด้วยกล้ามอกและกล้ามท้องอันแข็งแกร่ง
หัวใจหญิงสาวก็เต้นแรงขึ้นและแรงขึ้น จากนั้นกลืนน้ำลายลงไปคำโตลงไปโดยไม่ตั้งใจก็สำคัญว่าผิดท่า จึงยกน้ำที่ตักมานั้นขึ้นมาดื่มเองอย่างแนบเนียน แล้วรีบลากลับมายังที่พักของตนในทันที
ครั้นเห็นนางกลับไปแล้ว ชายหนุ่มซึ่งนิยมความงามของสตรีย่อมรู้สึกผ่อนคลายอยู่บ้างเมื่อมีหญิงสาวเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งมันได้สร้างความชุ่มชื่นในหัวใจให้เกิดขึ้น ประดุจดังพรรณไม้ที่ต้องน้ำหลังผ่านความแห้งแล้งมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน
เพราะนับตั้งแต่ครั้งนั้นจนหลายปีที่ผ่านมานี้ หลี่ลี่หลินก็หายหน้าหายตาไปพร้อม ๆ กับความงดงามของนาง
ส่วนความสดใสของยุ่นเอ๋อนั้นเล่า ก็ถูกพี่ใหญ่หวงครอบครองไปแล้ว เนื่องด้วยหยางรุ่นชิงได้ตบแต่งนางเข้าบ้านไปตั้งแต่เมื่อปีก่อน และแม้ตนจะมิได้ไปร่วมงานแต่ก็ได้จัดส่งของมงคลเพื่อแสดงความยินดีกับคนทั้งสองที่เขารักมากที่สุดแล้ว...