สามีบำเรอหมอปีศาจสาว (มีอีบุ๊ค MEB)

    53. เจ้าเลือกได้ดี

                    “เมืองหลวงมีผู้คนมากมายเหมาะกับการค้ายิ่งนัก เมื่อไรที่เจ้าเตรียมพร้อมไปเยือนเมืองหลวง ให้แจ้งข้าข้าจะเตรียมทุกอย่างไว้ให้เจ้าที่นั่น”

                    หลงลิ่วเย่กระโดดลงจากหลังม้าหยิบบันไดมาวางให้

                    หลี่เจี่ยหลิงประคองจ้าวห่าวหลินเดินขึ้นบันไดเข้าไปในตัวรถม้าหลังจากชุนเชียงขึ้นไปนั่งข้างอี้โยวที่เป็นคนขับรถม้าแล้ว หลงลิ่วเย่ก็เก็บบันไดกลับไปวางไว้ที่เดิม

                    เขาเหลือบมองม้าพันธุ์ดีสองตัวของสองสาวเป็นเชิงถาม

                    ชุนเชียงเพียงยิ้มให้เขาแล้วผิวปากเล็กน้อยม้าสองตัวก็เข้ามาวิ่งเหยาะ ๆ ข้างรถม้าเคียงคู่กันออกไป

                    เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วอี้โยวก็เคลื่อนตัวออกไป

                    หลี่เจี่ยหลิงพยุงจ้าวห่าวหลินเข้าไปภายในรถม้าด้านในรถม้าบุนุ่มด้วยฝ้ายชั้นดีหนาอุ่นสบาย ปูทับด้วยผ้าไหมเนียนลื่นไม่ระคายเคืองผิวภายในมีเตาไฟวางอยู่ที่ข้างปากทางเข้า ไว้สำหรับอุ่นต้มน้ำร้อน และหากอากาศหนาวก็สามารถเพิ่มฟืนเพื่อให้ความอบอุ่นได้

                    นอกจากนี้ยังมีตะกร้าสานที่เต็มไปด้วยของทานเล่นและผลไม้วางไว้อยู่มุมหนึ่งดูพิถีพิถันและใส่ใจไม่น้อย

                    เสื้อคลุมขนสัตว์หนานุ่มและผ้านวมสำหรับให้ความอบอุ่นถูกเตรียมพร้อมไว้แล้วอยู่ที่มุมหนึ่ง

                    “ไม่คิดเลยว่าคนหยาบกระด้างเช่นปีศาจขี้เมาก็มีอารมณ์สุนทรีย์เช่นกัน”หลี่เจี่ยหลิงอดที่จะหยอกเย้าไม่ได้

                    จ้าวห่าวหลินไอเล็กน้อยยามถูกประคองลงนอนเขายิ้มให้หญิงสาว “ไม่ใช่เขาหรอก คนหยาบที่รู้จักแต่ดื่มเหล้าเช่นเขาไม่อาจเตรียมของเช่นนี้ให้ข้าได้หรอก”

                    หลี่เจี่ยหลิงขยับตัวให้ชายหนุ่มนอนได้สบายขึ้นก่อนจะช่วยห่มผ้านวมผืนหนาลงบนตัวเขา“ข้าก็คิดเช่นนั้น ว่าแต่ทำไมเจ้าต้องส่งนางไปเปิดทางที่เมืองหลวงด้วย”

                    “เจ้าคิดว่าฮองเฮาหวาดกลัวอะไรที่สุด”

                    หวาดกลัว?....หลี่เจี่ยหลิงครุ่นคิดไม่นานก็เข้าใจเรื่องราวได้ทันที นางหัวเราะแผ่วเบาก่อนจะตอบอย่างไม่ลังเล“เจ้าหมายความว่าที่ส่งเจ้าของร้านตำราไปเปิดตลาดเมืองหลวงก็เพื่อจัดการฮองเฮา?”

                    “ไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้นฮองเฮามีตระกูลจื่อคอยคุ้มครองอยู่ ตระกูลจื่อเป็นถึงหนึ่งในอัครเสนาบดีของต้าโจวขุนนางภายใต้อำนาจของพวกเขาไม่ได้น้อยเลย อีกทั้งตลอดหลายปีมานี้เอง ไท่จื่อก็ไม่ได้อยู่ว่างรอคอยบัลลังก์เท่านั้นขุนนางที่เข้าร่วมกับไท่จื่อเองก็ไม่น้อย”

                    หลี่เจี่ยหลิงไม่ได้เอ่ยขัดเขาเพียงแค่หยิบผ้าขึ้นมาชุบน้ำเช็ดหน้าผากให้ชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน รถม้ายังเคลื่อนตัวไม่เร็วนักแสดงว่าตอนนี้ยังอยู่ในเขตเมืองฉาง

                    จากเมืองฉางไปยังเทือกเขาลั่วซานเป็นระยะทางสามพันเก้าร้อยกว่าลี้ด้วยความเร็วของรถม้า แม้จะควบวิ่งทั้งวันทั้งคืนก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยเก้าวันแต่ตอนนี้ด้วยร่างกายของจ้าวห่าวหลินย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเดินทางต่อเนื่องไม่แวะพักหากใช้เวลาเดินทางวันละแปดชั่วยามก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบสามวันกว่าจะเดินทางไปถึงนั่นหมายความว่าพวกเขามีเวลาเหลือเพียงแค่เดือนกว่าในการตามหาสมุนไพรทั้งสองชนิดในเทือกเขาลั่วซานให้เจอ

                    ภารกิจของพวกเขาในครั้งนี้ไม่อาจล้มเหลวและไม่อาจล่าช้าได้

                    “สิ่งที่ฮองเฮาต้องการมากที่สุดคืออำนาจและสิ่งที่นางหวาดกลัวที่สุดก็คือการสูญเสียอำนาจ”

                    หลี่เจี่ยหลิงมีสีหน้าไม่เห็นด้วย“เจ้าบอกเองว่านางมีอำนาจมากในราชสำนัก อีกทั้งลูกชายของนางก็ห่างกับตำแหน่งอีกเพียงแค่ก้าวเดียวเจ้าเป็นเพียงอ๋องที่เป่ยเฉิง ข้าไม่ได้จะพูดให้เจ้าเสียกำลังใจ...”

                    จ้าวห่าวหลินหัวเราะเยาะตัวเอง“ข้ารู้ แม้ว่าข้าจะได้พื้นที่ศักดินาเป็นแคว้นย่อยอย่างเป่ยเฉิงแต่ดินแดนแห่งนี้ก็เปรียบดังโครงไก่ขนาดใหญ่ พื้นดินแห้งแล้งชาวบ้านยากจนแค่ให้กินอิ่มมื้อยังยาก มีศัตรูรุกรานตลอด เงินภาษีที่เก็บได้ต่อปีเพียงแค่เศษเงินที่ไม่พอจ่ายกองทัพและขุนนางในราชสำนักด้วยซ้ำ”

                    ใช่แล้ว...ต้าโจวมีแคว้นย่อยด้วยกันทั้งหมดสามแห่งล้อมโจวเฉิงที่เป็นแคว้นหลัก ได้แก่หนานเฉิงที่หันหน้าไปทางทะเลทางใต้ตงเฉิงที่คอยปกป้องทะเลทางตะวันออก และเป่ยเฉิงที่คอยดูแลดินแดนทางเหนือ

                    ตงเฉิงเป็นเกาะที่มีขนาดเล็กที่สุดแต่กลับอุดมสมบูรณ์และมีทรัพยากรมากมาย หนานเฉิงเองหลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของชิงอ๋องก็ได้รับการบุกเบิกการค้าทางทะเลจนกลายเป็นแคว้นที่มั่งคั่งที่สุดในต้าโจว มีเพียงเป่ยเฉิงที่ยากจนและน่าเวทนาที่สุด

                    แม้ว่าจ้าวห่าวหลินจะเป็นรุ่ยอ๋องผู้ปกครองแคว้นแต่อำนาจตอนนี้อยู่ในมือเป่ยเฉิงโหวและตระกูลที่ติดตามเป่ยเฉิงโหว

                    พูดง่ายๆ คือ จ้าวห่าวหลินในตอนนี้ไม่มีทั้งเงิน อำนาจ และแม้แต่ชีวิตของตัวเองก็ร่อแร่เต็มทน

                    การที่จะเล่นงานคนจากเมืองหลวงเป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝันเท่านั้น

                    “เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเหตุใดถึงส่งนางไปเปิดตลาดในเมืองหลวง”

                    สำหรับนางแล้วร้านตำราไม่อาจครองตลาดในเมืองหลวงและหยั่งรากมีอิทธิพลมากมายนัก

                    จ้าวห่าวหลินหัวเราะ“เจ้ารู้หรือไม่ว่าไท่จื่อกับฮองเฮากลัวสิ่งใดมากที่สุด”

                    “ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกว่าพวกนางกลัวสูญเสียอำนาจที่สุด”

                    “ใช่เพราะกลัวสูญเสียจึงได้หวาดกลัวหมิงกุ้ยเฟยกับองค์ชายสี่”

                    “องค์ชายสี่?”

                    จ้าวห่าวหลินหัวเราะท่าทางโง่งมของนาง“หมิงกุ้ยเฟยคือแม่สามีเจ้า ส่วนองค์ชายสี่คือพี่สามีของเจ้า”

                    หลี่เจี่ยหลิงถลึงตาและตีแขนเขาเล่นแก้เขิน“แล้วเหตุใดเจ้าไม่พูดตรงไปตรงมา อ้อมไปอ้อมมา ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?”

                    “ดูเหมือนชายาเปินหวางจะไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมืองจริงดังคาด”

                    “พูดตามตรงนะสำหรับชาวบ้านทั่วไปเช่นข้า เรื่องพวกนั้นล้วนห่างไกลตัวข้านัก สิ่งที่ข้ามองเห็นคือคนเจ็บคนป่วยและชาวบ้านที่กำลังอดตาย”

                    ก็ใช่...เพียงให้อิ่มมื้อยังลำบากเลย จะไปสนใจทำไมว่าฮ่องเต้เป็นใคร?

                    จ้าวห่าวหลินมองหญิงสาวอย่างอ่อนโยน“ตระกูลหมิงเป็นหนึ่งในอัครเสนาบดีคนสำคัญของเสด็จพ่อและยังมีอำนาจกองทัพปกป้องเมืองหลวงและองครักษ์รักษาพระราชวังอยู่ในมือ ทำให้นับว่าเป็นศัตรูที่ตึงมือฮองเฮาและตระกูลจื่อไม่น้อย”

                    หลี่เจี่ยหลิงหรี่ตามองแววตาที่พราวระยับเจ้าเล่ห์ของชายหนุ่ม

                    “เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าต้องการยืมมือพี่ชายตัวเองจัดการฮองเฮา”

                    “พูดจาโหดร้ายนักเดิมทีพวกเขาก็หากข้าไม่ตายเจ้าก็ตายอยู่แล้วข้าเพียงแค่ต้องการช่วยเหลือพี่ชายตัวเองขึ้นตำแหน่งได้อย่างมั่นคงก็เท่านั้นเอง”

                    “ก็จริง...หากพี่ชายเจ้าไม่ได้ขึ้นตำแหน่งครองบัลลังก์มังกร หลังจากไท่จื่อขึ้นครองราชย์คนแรกที่เขาจะกำจัดก็คงไม่พ้นเจ้า”หญิงสาวถอนหายใจ “หมายความว่าเจ้าต้องการให้ตระกูลจางเป็นตัวกลางติดต่อกับองค์ชายสี่”

                    “ชายารักช่างฉลาดหลักแหลมและรู้ใจสามียิ่ง”

                    หลี่เจี่ยหลิงเชยคางชายหนุ่ม“หากข้าไม่ฉลาดเจ้าว่าข้าจะเรียนแพทย์ได้หรือ?”

                    “ใช่ๆ เป็นข้าที่โชคดีได้เจ้าเป็นชายา”

                    หลี่เจี่ยหลิงเอากาน้ำไปวางบนเตาไฟเพื่อต้มน้ำก่อนจะกลับมานั่งข้างกายชายหนุ่มอีกครั้ง

                    “แต่ว่าหากเจ้าต้องการตัวกลางประสานงานไม่เห็นจำเป็นต้องผ่านทางร้านตำราตระกูลจางเลย” นางหรี่ตามองเขาอย่างมีเลศนัย “ไม่ใช่ว่า...”

                    “ฮูหยินคิดมากไปแล้วเมืองหลวงล้วนเป็นอิทธิพลอำนาจหลายกลุ่มปะปนกันอยู่หนาแน่น การจะแทรกแซงเข้าไปไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอนว่าในฐานะที่ข้าเป็นเสี้ยนหนามขนาดใหญ่ของพวกเขา พวกเขาย่อมคอยจับตาดูข้าอยู่ตลอดแต่การค้าตำราเป็นกิจการที่ทำกำไรได้น้อยและเสี่ยงขาดทุนสูง ตระกูลใหญ่เหล่านั้นล้วนไม่แม้แต่ชายตามองด้วยซ้ำเพราะการแข่งขันต่ำ โอกาสที่จะแทรกตัวเข้าไปในในเมืองหลวงได้ก็ย่อมมีมาก”

                    หลี่เจี่ยหลิงครุ่นคิดดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น

                    “สามีข้าเจ้าฉลาดจนข้าหวั่นใจ”

                    “ฮูหยินรักเจ้าไม่ต้องกังวลข้าไม่คิดใช้ความฉลาดกับเจ้า”

                    “หึ! ปากหวานนัก” รถม้าเคลื่อนตัวเร็วขึ้นหลี่เจี่ยหลิงแหวกม่านออกมอง เห็นกำแพงเมืองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง “พวกเราออกจากเมืองฉางแล้ว...เจ้ากังวลหรือไม่?”

                    จ้าวห่าวหลินหัวเราะอย่างสบายใจเปิดตะกร้าสานออกเห็นขนมจัดวางอยู่ภายใน เขาส่งชิ้นหนึ่งให้หญิงสาวก่อนเอ่ยตอบ “เดิมทีข้าควรจะตายไปนานแล้วแต่การได้พบกับเจ้าทำให้ข้ามีชีวิตอยู่ได้จนถึงตอนนี้ ไม่ว่าต่อไปข้าจะรอดหรือไม่การได้เจอเจ้านับว่าชีวิตนี้ข้าโชคดีแล้ว”

                    หลี่เจี่ยหลิงถลึงตาดุใส่เขา“พูดจาไม่เป็นมงคล มีข้าอยู่ต่อให้ปรโลกอยากเอาตัวเจ้าไป ข้าก็จะดึงยื้อแย่งเอาเจ้ากลับมาอยู่ดี”

                    “เจ้าคงรักข้ามาก”จ้าวห่าวหลินอดที่จะหยอกเย้าหญิงสาวไม่ได้

                    หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้ม“เจ้าติดค้างทายาทข้าอยู่ หากจะไปก็ต้องหลังมอบทายาทให้ข้าแล้วเท่านั้น”

                    จ้าวห่าวหลินไม่ได้คิดมากเขาหัวเราะ“อย่างน้อยก็นับว่าข้ายังสำคัญสำหรับเจ้า”

                    หลี่เจี่ยหลิงเห็นเขาอารมณ์ดีขึ้นแล้วก็รู้สึกดีไปด้วยหลายวันมานี้ชายหนุ่มอาการทรุดหนักจนทำให้นางกังวลมาโดยตลอด วันนี้เขาหัวเราะได้ก็ดีแล้ว

                    เพราะต้องการเร่งเดินทางอาหารตลอดการเดินทางจึงกินเพียงสองมื้อต่อวัน มีเพียงอาหารของจ้าวห่าวหลินกับหลี่เจี่ยหลิงเท่านั้นที่ชุนเชียงใช้เตาไฟในรถม้าทำอาหารง่าย ๆ ให้พวกเขา

                    ร่างกายของจ้าวห่าวหลินอ่อนแอต้องกินอาหารและยาตามเวลาไม่อาจขาดได้ แต่ขบวนรถม้าก็ต้องเร่งเดินทางให้ทันเวลาไม่อาจล่าช้าได้เช่นกันเพราะแบบนั้นจึงต้องทำเช่นนี้

                    เส้นทางจากเมืองฉางไปยังเขตเหนือเป็นเส้นทางที่ลัดเลาะแนวภูเขาที่พักและศาลาพักม้ามีน้อย บางครั้งต้องแวะพักกลางป่าริมข้างทางเพื่อพักผ่อนเอาแรงและล่าสัตว์ใช้เป็นเสบียงอาหาร

                    ดูเหมือนการเดินทางครั้งนี้สวรรค์ไม่เป็นใจนักช่วงแรกยังมีฝนตกโปรยปรายบ้างเล็กน้อยไม่เป็นอุปสรรค์นัก เพราะเหล่าผู้คุ้มกันพากันสวมชุดฟางกันฝนแล้วเดินทางต่อส่วนชุนเชียงก็เข้ามาหลบในรถม้าอย่างหน้าตาเฉย การเดินทางไม่ได้สะดุด

                    แต่พอเข้าวันที่สามฝนกลับตกหนักจนแทบมองไม่เห็นเส้นทางไปต่อนับว่าตอนนี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางอย่างแท้จริง

                    ชุนเชียงเข้ามาหลบในรถม้ามองเห็นจ้าวห่าวหลินตัวสั่นเล็กน้อยในอ้อมแขนหลี่เจี่ยหลิง

                    “ท่านเขยไข้ขึ้นอีกแล้วหรือ?”ชุนเชียงเอ่ยอย่างหนักใจ

                    “อืม”นางขยับผ้านวมขนสัตว์ให้ชายหนุ่มมากยิ่งขึ้น ฟังเสียงฝนตกหนักอย่างไม่พอใจนัก

                    “ลิ่วเย่บอกว่าวันนี้จะเข้าพักที่ตัวอำเภอไว้ข้าจะทำอาหารบำรุงให้ท่านเขยก็แล้วกัน”

                    ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมารถม้าก็หยุดเคลื่อนตัวอย่างกะทันหัน

                    ชุนเชียงกำลังต้มน้ำอยู่ที่ปากทางเข้าแหวกม่านออกไปอย่างอยากรู้อยากเห็น“เกิดอะไรขึ้น?”

                    อี้โยวดันหัวหญิงสาวเข้าไปอย่างเกียจคร้าน“มีแขกมาเยือน กลับเข้าไปอยู่ในรถม้านิ่ง ๆ อย่าออกมา” พูดจบเขาก็กระดกถุงเหล้ามองกลุ่มคนที่กำลังเข้าไปต่อสู้เบื้องหน้าอย่างไม่ใส่ใจ

                    ชุนเชียงมองเขา“เจ้าไม่ไปสู้?”

                    อี้โยวเอ่ยอย่างเกียจคร้าน“ข้ากำลังคุ้มครองพวกเจ้า”

                    “เหอะ! เห็นอยู่ว่าเจ้ากำลังอู้งาน”

                    “ตอนนี้ฟ้ามืดแล้วข้าไม่ทำงานยามฟ้ามืด เสียสายตา”

                    หลี่เจี่ยหลิงที่อยู่ในรถม้าได้ยินก็คิ้วกระตุกมองชายหนุ่มในอ้อมแขน “ดูเหมือนองครักษ์เจ้าจะพึ่งพาไม่ค่อยได้นะ”

                    “ใช่พึ่งพาไม่ได้สุด ๆ” ชุนเชียงเอ่ยสนับสนุนก่อนจะหดหัวเข้ามาในรถม้า ท่าทางสบาย ๆไม่ได้ยี่หระเช่นกัน

                    อี้โยวเอนตัวพิงพนักรถม้า“หากเจ้าอยากยืดเส้นยืดสายก็ออกมาเองสิ”

                    “ไม่เอาตากฝนทำให้ป่วยได้” ชุนเชียงตอบกลับอย่างไม่ต้องหยุดคิด บ้าหรือเปล่าเหตุใดข้าจะต้องไปตากฝนให้เปียกด้วยในเมื่อมันเป็นหน้าที่เจ้า

                    หลี่เจี่ยหลิงได้ยินเสียงการต่อสู้ดุเดือดข้างหูนางแหวกม่านออกดูก็พบว่าหนึ่งในห้าองครักษ์ของจ้าวห่าวหลินกำลังต่อสู้กับกลุ่มคนชุดดำสามต่อหนึ่งได้อย่างสบายๆ

                    “ฝีมือดี”หลี่เจี่ยหลิงประเมินก่อนจะปิดม่านลงอย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าคัดคนมาได้ดี”

                    “ท่านลุงเป็นคนคัดเลือกมา”จ้าวห่าวหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “คนเดียวที่ข้าคัดดีกว่าพวกเขา”

                    หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะ“อี้โยวหรือ?”

                    จ้าวห่าวหลินเงยหน้ามองสบหน้าหญิงสาวพ่นไอร้อนจากพิษไข้ออกมา “เจ้า!”

                    หลี่เจี่ยหลิงกระชับอ้อมแขนมากขึ้นให้ชายหนุ่มซึมซับความอบอุ่นจากตัวนาง“รู้สึกว่าตอนนั้นเป็นข้าต่างหากที่คัดเจ้า”

                    “อืม...เจ้าเลือกได้ดี”

                    ชุนเชียงรู้สึกว่าสองคนนี้ช่างน่าตายนักคนเขาสู้กันจะเป็นจะตายข้างนอกท่ามกลางฝนมืดฟ้ามัวดิน พวกเจ้าสองคนไม่ห่วงก็ช่างเถอะแต่กลับมาหวานใส่กันเช่นนี้เพื่อสิ่งใด

                    เฮ้อ...อย่าให้ข้ามีสามีบ้างแล้วกันเหอะ!

    คล้ายกับเรื่องสามีบำเรอหมอปีศาจสาว (มีอีบุ๊ค MEB) ที่คุณอ่าน