เซี่ยโม่เหวินตบไปที่หลังมือของสหายเบาๆ ก่อนจะหยัดกายขึ้น แม้สีหน้าเขาซีดเผือดแต่แววตากลับมั่นคง
“แม้ข้าจะไม่ได้อยู่คอยรับใช้ฝ่าาแต่องครักษ์เสวียนอู่ก็ยังอยู่มิใช่หรือ?"
สหายคนสนิททั้งสี่นิ่งงันไปชั่วครู่พยายามคิดตามถ้อยคำของเขา
“ทหารหลัวซานส่งกองสำรวจออกไปทั่วแผ่นดินเช่นนี้ นั่นหมายความว่าฝ่าาหรือเชื้อพระวงศ์ที่สำคัญยังมีชีวิตอยู่!! พวกมัน้ากำจัดราชวงศ์ให้สิ้นซากก่อนที่จะรวมแคว้น เช่นนี้เราจะมัวช้าได้อย่างไร?" ดวงตาของเซี่ยโม่เหวินส่องประกายแห่งความหวังขึ้นมา
“จริงด้วย!! องครักษ์เสวียนอู่ย่อมไม่ทอดทิ้งฝ่าาและเชื้อพระวงศ์ไว้กลางเพลิงาแน่!” จ้าวหย่งิชกกำปั้นเข้ากับฝ่ามือตัวเองแรงๆ
“ถูกแล้ว เวลานี้ฝ่าาอาจกำลังรวบรวมผู้คนเพื่อกอบกู้แคว้นอยู่ที่ไหนสักแห่ง และกำลังรอให้พวกเราไปสนับสนุนอยู่ อาการาเ็ของข้าเป็เื่เล็กเท่านั้น พวกเ้าอย่าห้ามข้าเลย”
ไม่มีใครกล้าเอ่ยแย้งอีกต่อไป เพราะในแววตาของทุกคนนั้นเต็มไปด้วยไฟแห่งความหวังที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกอุปสรรค
……….
เรือนร้างสกุลเกา
เรือนร้างสกุลเกาในยามเช้าเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้แห้งกรอบกระทบพื้นเป็จังหวะช้าๆ
อู่หลิงเยว่นั่งกอดเข่าบนตั่งไม้เก่าแก่ พลางถอนหายใจเสียงยาว โดยมีเสี่ยวเป่านั่งทำท่าเลียนแบบนางอยู่ใกล้ๆ
“ข้าใช้เหรียญแลกไม้กวาด เครื่องนอน ข้าวสาร เนื้อสัตว์ เครื่องปรุง แล้วได้อะไรมาอีกนะ? อ้อ! น้ำดื่มกับผ้าอนามัย” นางถอนหายใจแรงๆ อีกครั้ง
“เสี่ยวเป่า แต้มเหรียญทองของข้าใกล้จะหมดแล้วนะ! เมื่อไหร่เ้าจะกำหนดราคาของในห้างสรรพสินค้าให้ชัดเจนได้สักที! ข้าคำนวณการใช้เงินไม่ถูกเลย” นางเงยหน้ามองหน้าต่างที่แสดงจำนวนแต้มที่เหลืออยู่ 480 แต้มอย่างหงุดหงิด
“ข้าแก้ไขตัวเองไม่ได้สักหน่อย ข้าไม่ได้สร้างตัวเองขึ้นมานะขอรับ” เสี่ยวเป่าตอบพลางทำท่าถอนหายใจตามอย่างเ้านายบ้าง
หญิงสาวเบือนหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะกล่าวต่อ
“วันแรกที่ท่านยายหุยมาถึงเรือนนี้ ข้าช่วยนางทำแผลบนหัวเข่า ข้าได้มาตั้ง 50 แต้ม! แต่หลังจากนั้นทุกวันข้าก็เอาอาหารกับน้ำไปให้ แต่แต้มกลับขยับเพิ่มทีละนิดเท่านั้น”
เสี่ยวเป่ากะพริบตาสองที “เพราะนายท่านช่วยคนเดิม ในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ อย่างไรเล่าขอรับ ระบบเลยคำนวณแต้มให้เพียงน้อยนิด”
หญิงสาวหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด
“ว่าไปแล้ว..การหนีออกจากหมู่บ้านหานเฉิงก็ใช่ว่าจะดี ที่นั่นอย่างน้อยก็ยังมีคนมากมายรอให้ข้าช่วย จะได้เอาแต้มไปแลกอาหารได้บ้าง”
นางเหลือบมองไปทางลานหน้าเรือน ท่านยายหุยกำลังนั่งตัดแต่งกิ่งไม้ใบหน้าอารมณ์ดี ริมฝีปากของอู่หลิงเยว่โค้งขึ้นเป็รอยยิ้มแบบไม่บอกว่าเป็ความคิดดีหรือชั่วกันแน่
“นี่! เสี่ยวเป่า” นางกระซิบเสียงแ่ แต่เต็มไปด้วยเลศนัย “ถ้าสมมติ..ข้าทำให้ท่านยายหุยาเ็ แล้วข้าก็รีบเข้าไปช่วย นี่จะได้แต้มเพิ่มหรือไม่?”
เสี่ยวเป่าแทบจะกลิ้งตัวตกจากอากาศ “นายท่าน! ท่านคิดจะทำร้ายคนแก่เพื่อแลกแต้มงั้นรึ!?”
อู่หลิงเยว่มิได้ปฏิเสธ แถมยังยกนิ้วขึ้นแตะไปที่หน้าต่างข้อความบนอากาศ “ก็แหม ตอนนี้อาหารที่ข้านำออกจากห้างสรรพสินค้าแต่ละครั้ง แพงกว่าแต้มบุญที่ได้กลับมาเสียอีก ข้ากำลัง ‘ลงทุนขาดทุน’ อยู่นะ เ้ารู้หรือไม่”
เสี่ยวเป่ากอดศีรษะตัวเองอย่างหมดคำจะพูด
“ท่านยายหุย..นางดีกับข้า” เด็กชายหันมาคุกเข่าเบื้องหน้าอู่หลิงเยว่พลางส่งสายตาอ้อนวอนราวกับเป็ลูกหมาตัวน้อยๆ
“อย่ามาเสแสร้งทำเป็คนดี เ้ามีความรู้สึกนึกคิดอย่างมนุษย์ด้วยหรืออย่างไร! ” หญิงสาวแอบหัวเราะ นางไม่ได้คิดจะทำเช่นนั้นกับท่านยายหุยจริงๆ แต่ก็อดประชดเสี่ยวเป่าไม่ได้
“ข้าไม่มีความรู้สึก แต่ข้าแยกแยะได้ว่าผู้ใดดี ผู้ใดร้ายนะขอรับ!” เด็กชายลุกพรวดจากพื้น ปีนกลับขึ้นมานั่งบนตั่งไม้ตามเดิม
“จริงสิ เหตุใดท่านยายหุยถึงเอาแต่เรียกเ้าว่าคุณชายใหญ่อย่างนั้น คุณชายใหญ่อย่างนี้กันนะ เ้าคงหน้าตาคล้ายเกาเทียนเจี๋ยคุณชายใหญ่สกุลเกาเป็แน่”
เสี่ยวเป่ายักไหล่ เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดท่านยายหุยถึงได้มีความคิดเช่นนั้น
“ทุกครั้งที่ข้าน้อยปรากฏตัว ท่านยายก็จะรีบเข้ามาถามถึงคนนั้นคนนี้ หรือเล่าเื่ราวในอดีตที่ข้าไม่เคยรู้ ทำให้ข้าตอบอะไรไม่ได้สักคำ”
“โชคดีที่เ้าไม่พูดต่างหาก! หากนางจับได้ว่าเ้าไม่ใช่คุณชายใหญ่แล้วจะทำอย่างไร และหากเป็ไปได้ก็อย่าปรากฏตัวออกมาบ่อยๆ ข้าอยากให้เ้าเป็สิ่งลี้ลับน่าเกรงขาม ไม่ใช่ลอยไปลอยมาเหมือนตัวการ์ตูนเช่นนี้!”
เสี่ยวเป่ากอดอกเม้มปากแน่นและหายตัวไปเพียงเสี้ยววินาที อู่หลิงเยว่ก้มลงมองตำแหน่งที่เขานั่งอยู่เมื่อครู่ แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เ้าระบบนี่ช่างแสนงอนเสียจริง!!”
หลังจากนั้นความคิดของนางก็วนอยู่กับเื่ระบบและการแลกแต้มไม่หยุด นางควรพาท่านยายหุยกลับไปที่หมู่บ้านดีหรือไม่? แต่ที่นั่นก็อันตรายเกินไป โดยเฉพาะนายกองซูหลางผู้นั้น
หรือนางควรเดินทางไปหาหมู่บ้านอื่นที่ปลอดภัยและมีคนอาศัยอยู่มากหน่อย? หรือนางจะทำการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ หากินเอาเองโดยไม่พึ่งพาห้างสรรพสินค้าส่วนตัวดี?
……….
หมู่บ้านหานเฉิง
ไป๋เยี่ยนหรูใช้ผ้าคลุมศีรษะมิดชิดพยายามซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนชรา สตรีและเด็กๆ เพื่อต่อแถวรับอาหารที่ครัวกลางหมู่บ้าน
ทหารแคว้นเหยียนยึดเสบียงอาหารมาจากกองสำรวจของฝ่ายศัตรูได้ก็จริง แต่มันก็ไม่ได้มีมากนัก และเป็เพราะยามนี้ทหารส่วนใหญ่เดินทางออกจากหมู่บ้านไปหาเสบียงเพิ่มจากภายนอก ทหารที่เหลือมีคนแข็งแรงสามสิบคนนอกนั้นก็เป็คนที่าเ็ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง
กลุ่มชาวบ้านบุรุษที่เห็นแก่ตัวเริ่มรบกวนคนที่อ่อนแอโดยการแย่งชิงอาหารและน้ำดื่มอีกครั้ง สตรี คนชราและเด็กๆ ที่โดยปกติก็ได้ต่อแถวท้ายๆ อยู่แล้วยามนี้ก็ยิ่งลำบากกว่าเดิม
“หลายวันมานี้ ข้าไม่ได้รับอาหารจาก์เลย แล้วเ้าเล่า?” ซุนเหยากระซิบถามหญิงสาวเบาๆ
“ข้าก็ไม่ได้รับเช่นกันเ้าค่ะ ดูเหมือนว่าจะเริ่มจากวันที่ข้าศึกเข้ามาโจมตีพวกเรา ั้แ่นั้นก็ไม่มีอะไรถูกส่งเข้ามาในกระโจมอีกเลย”
“หากท่านแม่ทัพหาเสบียงกลับมาเพิ่มไม่ได้ พวกเราจะต้องอดตายกันแน่ จากนี้จะทำอย่างไรกันต่อไปดี” ซุนเหยากระชับมือของลูกน้อยทั้งสองแน่นขึ้น แม้นางจะยอมอดอาหารแล้วก็ตาม แต่ส่วนแบ่งที่ได้รับยามนี้ก็ยังไม่พอจะเติมท้องลูกๆ ของนางให้อิ่มได้เลยสักวัน
เมื่อแถวขยับเดินหน้าขึ้นไปอีกนิด สตรีทั้งสองก็เงียบเสียงลง แต่ไป๋เยี่ยนหรูกลับได้ยินเสียงพูดคุยจากทหารสองนายที่น่าสนใจ
“มีสตรีหายไปสองคน หาศพอย่างไรก็ไม่พบ ไม่รู้พวกนางวิ่งหนีตายไปทางไหนกันแน่” ทหารนายหนึ่งส่ายศีรษะไปมา
“ไม่ต้องห่วงหรอก ห้าวันแล้วอีกเดี๋ยวศพก็คงส่งกลิ่น เ้าจะได้พบร่างของพวกนางแน่ๆ” อีกคนหัวเราะฝืดเฝื่อน
“์! ขออย่าให้ข้าเป็คนพบเลย ถ้าต้องฝังร่างพวกนางในสภาพนั้นกลิ่นต้องติดมือกลับมาแน่ แล้วจะเอาน้ำที่ไหนมาล้าง!”
แถวขยับขึ้นไปอีก จนไป๋เยี่ยนหรูไม่ได้ยินพวกเขาพูดคุยกันต่อไป แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้หัวใจของนางเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง
สตรีสองคนหายไป และนางก็ไม่ได้เห็นศพของท่านยายหุยกับอู่หลิงเยว่ จะเป็ไปได้หรือไม่ว่าคนหายที่กำลังถูกกล่าวถึงอยู่คือพวกนาง!
“นี่เ้าน่ะ รีบหน่อย ข้างหลังยังมีคนรออยู่อีกนะ!” เสียงเรียกดังขึ้น ทำให้ไป๋เยี่ยนหรูต้องก้าวต่อไปข้างหน้า
"ยื่นชามมา" ทหารก้มหน้าไม่มองผู้รับ ใช้ทัพพีตักของเหลวข้นแต่ไร้กลิ่นหอมลงในชามของนาง
ไป๋เยี่ยนหรูมองลงในชาม เห็นเพียงน้ำต้มผักป่าขุ่นหม่นกับเส้นใยเปลือกไม้ลอยปะปน รำหยาบเกาะตัวอยู่ตามขอบชาม แต่ไม่มีเม็ดข้าวเลยแม้แต่น้อย
นางเงยหน้าขึ้นถามด้วยความเกรงใจ “วันนี้..ไม่มีข้าวผสมอยู่ด้วยหรือเ้าคะ?”
ทหารที่ตักอาหารเงยหน้ามองนางเพียงแวบเดียวก่อนตอบเสียงสั้นห้วน “ข้าวที่ยึดมาได้หมดไปแล้ว เหลือแค่นี้ก็ดีเท่าไรแล้ว รีบออกไป คนข้างหลังยังรออยู่” คำพูดนั้นถูกตัดจบด้วยแรงดันเบา ๆ ที่ไหล่ให้นางก้าวพ้นแถวไป