ตอนที่ 1 ข้าเคยรักเ้า (1)
รัชศกเทียนฉี่ปีที่ยี่สิบสาม อากาศแสนเหน็บหนาวยามเหมันต์ในเดือนสองยังไม่ทันห่างหายไป
ประตูไม้สีถลอกของเรือนผิงหลานถูกเปิดออกจากด้านนอกพร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าด
เด็กสาวสวมกระโปรงสีเขียวรวบอาภรณ์และเร่งฝีเท้าก้าวเข้าประตู เผยสีหน้าร้อนรนอยู่ในทีคล้ายหวาดกลัวยิ่ง
สวี่เฉิงอวี๋นั่งอยู่ตรงโถงทางเดิน ลวดลายแกะสลักสีแดงฉานบนขอบตั่งกุ้ยเฟย[1]ล้วนหลุดลอกออกไปเป็ส่วนใหญ่จนเผยให้เห็นรอยกระดำกระด่างสามส่วน ทว่านางไม่สนใจสักนิดและทำเพียงมองไปทางที่สาวใช้เดินเข้าประตูมาด้วยสายตาว่างเปล่า
นางยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก เดิมทีคิดจะทำท่ากวักมือ กลับพบว่าเรี่ยวแรงของตนในยามนี้ไม่สามารถยกแขนเรียวยาวขึ้นได้เลยด้วยซ้ำ นางจึงยอมถอดใจในที่สุดก่อนเรียกลี่ว์จูด้วยรอยยิ้มขมขื่นและพบว่ามือทั้งคู่ของนางนั้นว่างเปล่า จึงเอ่ยเย้ยหยันหนึ่งประโยค “ตอนนี้แม้แต่ของธรรมดาเช่นนี้ ก็ไม่ยอมมอบให้ข้าแล้วหรือ”
ดวงหน้าเล็กของลี่ว์จูเศร้าหมองลงอย่างสิ้นเชิง นางก้าวมาข้างหน้าสองสามก้าวแล้วยอบกายลงเบื้องหน้าสวี่เฉิงอวี๋ ก่อนช่วยห่มผ้าให้อย่างเรียบร้อย ทันใดนั้นปลายนิ้วพลันััโดนผิวกายร้อนผ่าวจนน่าใ
ดวงตาของเด็กสาวเปียกชุ่มในทันที ั์ตาฉ่ำวาวคู่นั้นปรากฏสีแดงเรื่ออย่างชัดเจน “ท่านยังตัวร้อนอยู่เลย เหตุใดจึงออกมาตากลมเย็นๆ เล่าเ้าคะ เมื่อใดท่านจะยอมฟังคำแนะนำของบ่าวบ้าง”
นางร้อนใจอีกครั้ง จึงใช้มือทั้งคู่สอดเข้าไปใต้รักแร้ของสวี่เฉิงอวี๋ คิดจะอุ้มอีกฝ่ายขึ้นจากตั่งกุ้ยเฟยและพากลับเข้าไปในห้อง
ตอนนี้สวี่เฉิงอวี๋จมอยู่กับความเศร้าโศกสุดขีด สายตาไร้ซึ่งสีสันอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะมองสิ่งใดล้วนเป็สีเทาหมองหม่นทั้งสิ้น นางคิดว่าการมีชีวิตเช่นนี้ช่างไร้ความหมายเหลือเกิน แต่กลับตายไม่ได้ ตอนนี้จึงดียิ่งนัก นางป่วยแล้ว และป่วยหนักมาก ทว่าคนตระกูลอู๋กลับไม่มีใครสนใจ อู๋เว่ยคงจะ…เขาคงอยากให้นางตายไปเงียบๆ ในเรือนผิงหลานเสียด้วยซ้ำ จะได้ลดความยุ่งยากของเขาลงไปได้เื่หนึ่ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ยอมรักษาอาการป่วยและให้ยาแก่นาง แม้แต่ยามนี้ที่นาง้าดอกเหมยขาวสักสองสามกิ่งเขาก็ยังไม่ยอมให้
“ลี่ว์จู เด็กดี ไม่ต้องร้องนะ ปล่อยให้เป็ไปเช่นนี้เถิด” นางพยายามผลักมือของเด็กสาวออก ก่อนยิ้มพลางส่ายหน้า “ร่างกายของข้า ข้ารู้ดี มันไม่สำคัญแล้ว จะตากลมเล็กๆ น้อยๆ นี้หรือไม่ตากก็ไม่เป็อะไร สำหรับข้าแล้ว ยามนี้ได้ตากลมเย็นมากสักหน่อยนั้น กลับทำให้ข้าได้สติเสียด้วยซ้ำ…ข้าเลอะเลือนมาทั้งชีวิต สุดท้ายก็ต้องทิ้งไปอย่างเลอะเลือนเช่นนี้สินะ”
จู่ๆ สวี่เฉิงอวี๋ก็ไอขึ้นมา แม้เสียงราบเรียบไม่ดังมากทว่าเมื่อได้ยินกลับทิ่มแทงใจนัก
ลี่ว์จูร้องไห้ตัวโยน มาถึงตอนนี้แล้วนางไม่รู้เลยจริงๆ ว่าควรทำเช่นไรดี
ร่างกายคุณหนูของพวกนางย่ำแย่จนใกล้จะหมดลมหายใจมานานแล้ว ต่อให้เป็ท่านเซียนต้าหลัว[2]ก็ไร้ซึ่งหนทางช่วยเหลือ แต่นายท่านเล่า…
ตอนนั้นที่นายท่านขอคุณหนูแต่งงาน…
‘แอ๊ด’
เรือนหลังเล็กแห่งนี้ไม่มีผู้มาเยือนนานมากแล้ว ทุกแห่งหนล้วนถูกเมินเฉย ทันใดนั้นพลันมีเสียงดังมาจากทางประตูเรือนจนลี่ว์จูใ นางมองยังสวี่เฉิงอวี๋ก่อนเป็อย่างแรก พบว่าตอนนี้นางไม่สนใจสิ่งใดแล้วจริงๆ คร้านที่จะปรายตามองเสียด้วยซ้ำ จากนั้นจึงค่อยหันไปทางประตู
ในมืออู๋เว่ยถือดอกเหมยที่กำลังเบ่งบานไว้หนึ่งกำ ครึ่งหนึ่งบานสะพรั่งอีกครึ่งหนึ่งเป็ดอกตูม แลดูเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เสื้อแพรของเขางดงามหรูหรา เห็นชัดว่าไม่เข้ากับที่นี่
หากแต่ฝีเท้าไร้ซึ่งความลังเล เขาเดินมาทีละก้าวจากหน้าประตูกระทั่งถึงด้านหน้าบันได
สุดท้ายเขากลับไม่ได้ก้าวขึ้นบันได เพียงยืนตัวตรงอยู่เช่นนั้นและมองมาที่สวี่เฉิงอวี๋ด้วยสายตาซับซ้อน
ลี่ว์จูได้สติกลับมาก่อน นางแทบอยากพุ่งเข้าไปกัดเนื้อเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด อู๋เว่ยกลับไม่เห็นนางในสายตาแม้แต่น้อย เพียงยื่นดอกเหมยขาวในมือออกไป “เฉิงอวี๋ชอบดอกเหมยขาวเป็ที่สุด เ้าไปจัดให้นางที ในเมื่อจะจากไปก็จะได้ไปอย่างมีความสุขหน่อย”
สาวใช้ขบฟันกรอดคิดอยากด่าคน แต่สวี่เฉิงอวี๋หยุดยั้งอีกฝ่ายไว้ด้วยลมหายใจบางเบา “อุตส่าห์ได้มาทั้งที เอาเข้าไปเถิด แล้วก็อย่าออกมาอีก”
ลี่ว์จูไม่ยินยอมทั้งยังไม่วางใจ นางจับมือสวี่เฉิงอวี๋ไม่ยอมปล่อย
เชิงอรรถ
^ ตั่งกุ้ยเฟย คือ ม้านั่งยาวในยุคจีนโบราณ สร้างขึ้นเพื่อให้หญิงชนชั้นสูงเอาไว้เอนกายพักผ่อน^ ท่านเซียนต้าหลัว คือ เซียนผู้สูงส่ง เป็นอมตะ อยู่เหนือกาลเวลา ไร้กังวลชั่วนิรันดร์